ยินดีต้อนรับสู่ บล็อกกรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ๆ เราบอกเล่าเรื่องราวความเป็นไป เบื้องหลังการทำงาน ข้อคิด ความคิดเห็น เพิ่มเติมจาก งานที่เราทำ

ตรวจบัญชีธนาคารนิวเคลียร์ : 10 อันดับธนาคารพาณิชย์ที่ให้เงินกู้แก่อุตสาหกรรมนิวเคลียร์

เรียบเรียงโดย ธารา บัวคำศรี าก “Nuclear Bank, No Thanks!” เอกสารรณรงค์เผยแพร่ของ Greenpeace International, Urgewald, Les Amis de la Terre, Antiatom Szene, WISE, Campagna per la Riforma della Banca Mondiale and BankTrack

โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไม่เพียงแต่เป็นการผลิตไฟฟ้าที่สร้างปัญหา มีข้อขัดแย้งและเป็นอันตราย แต่ยังเป็นการผลิตไฟฟ้าที่มีราคาแพงมากที่สุดด้วย การสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ต้องใช้งบประมาณหลายแสนล้านบาท ดังนั้น จึงต้องพึ่งพาแหล่งเงินกู้จากธนาคารพาณิชย์และสถาบันทางการเงินต่าง ๆ เป็นหลัก

ไม่ค่อยมีคนรู้มากนักว่าธนาคารพาณิชย์ระดับโลกทั้งหลายมีความเกี่ยวข้องอย่างไรกับการสนับสนุนทางการเงินต่อโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ส่วนใหญ่ ธนาคารมักจะเปิดเผยแต่ตัวเลขการลงทุนประจำปีในเรื่องพลังงานหมุนเวียน และปกปิดการให้เงินกู้โครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไว้เป็นความลับ การให้เงินกู้ส่วนมากจะเป็นแบบทางอ้อม ผ่านการกู้เงินของบริษัทหรือการออกพันธบัตร เป็นต้น ธนาคารต่าง ๆ จึงค่อนข้างประสบผลสำเร็จจากการปกปิดเรื่องราวการลงทุนเหล่านี้ให้ไปพ้นจากสายตาของสาธารณชน

เพื่อทำให้เรื่องนี้ให้เป็นสาธารณะ กรีนพีซสากลและองค์กรสาธารณะจากเยอรมนี (Urgewald) ฝรั่งเศส (Les Amis de la Terre) ออสเตรีย (Antiatom Szene) เนเธอร์แลนด์ (WISE) และอิตาลี (Campagna per la Riforma della Banca Mondiale) ได้ร่วมกับองค์กร BANKTRACK ได้ทำการเปิดตัวเว็บไซต์ www.nuclearbanks.org ข้อค้นพบจากการศึกษาที่จะนำเสนอในลำดับต่อไป

กลุ่มที่ทำงานวิจัยตอบโจทย์ให้กับเรามีชื่อว่า Profundo เป็นบริษัทที่ปรึกษาอิสระจากเนเธอร์แลนด์ งานวิจัยเน้นพิจารณาการให้เงินกู้ของธนาคารพาณิชย์ต่าง ๆ ระหว่างปี 2543 ถึงปี 2552 ด้วยเหตุที่การเข้าถึงข้อมูลเป็นอุปสรรคสำคัญ การทำงานจึงย้อนหลังกลับไปดูผู้รับเงินกู้ปลายทาง และเลือกสุ่มบริษัทที่เกี่ยวข้องกับโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์นับตั้งแต่การทำเหมืองยูเรเนียม ไปจนถึงการประกอบแท่งเชื้อเพลิง การก่อสร้างเตาปฏิกรณ์ การดำเนินงานโรงไฟฟ้าและการจัดการกากนิวเคลียร์ จากทุกทวีปบนโลกนี้


 

ตารางแสดงประเภทและผลรวมของธุรกรรมทางเงินระหว่างธนาคารพาณิชย์และอุตสาหกรรมนิวเคลียร์

ประเภท จำนวนธุรกรรมทางการเงิน มูลค่าทางการเงิน (ล้านยูโร)
การออกพันธบัตร 595 92,118
เงินกู้ของบรรษัท 134 66,281
การออกหุ้น 45 6,763
ผู้ถือหุ้น 29 435,000
เงินกู้โครงการ 15 2,189
สินเชื่อหมุนเวียน 6 1,278
ตราสารหนี้ 16 401,000
อื่น ๆ 27 3,004
รวม 867 176,492


จากตาราง เราพบว่า การให้เงินกู้ของธนาคารพาณิชย์โดยตรงในโครงการนิวเคลียร์นั้นมีบทบาทน้อยมาก คิดเป็นร้อยละ 1 ของผลรวมของธุรกรรมทางการเงินทั้งหมด ยกเว้นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ Cernavoda 2 ในโรมาเนีย การให้เงินกู้ส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับโครงการที่มีขนาดเล็กกว่า เช่น การทำเหมืองยูเรเนียมและการแปรรูป เป็นต้น

การสนับสนุนเงินทุนในอุตสาหกรรมนิวเคลียร์ส่วนใหญ่อยู่ในรูปของการออกพันธบัตร (Bond issue) และเงินกู้ของบรรษัท(Corporate loan) ซึ่งคิดรวมกันเป็นร้อยละ 90 ของการลงทุนด้านนิวเคลียร์ทั้งหมดที่ได้ศึกษางานวิจัยชิ้นนี้

อาจมีข้อโต้แย้งว่า เป็นไปได้ยากที่ระบุความเชื่อมโยงระหว่างการออกพันธบัตร (Bond issue) และเงินกู้ของบรรษัท(Corporate loan) กับโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งใดแห่งหนึ่งได้โดยตรง แต่เราก็เชื่อว่า ธุรกรรมทางการเงินสองประเภทนี้เป็นช่องทางหลักที่อุตสาหกรรมนิวเคลียร์ใช้ระดมเม็ดเงินเพื่อลงทุนในโครงการของตน เราจึงเห็นว่า ถึงเวลาที่ธนาคารพาณิชย์ทั้งหลายจะต้องมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้และมีภาระรับผิดชอบต่อบริการทางการเงินดังที่กล่าวมานี้

สิ่งที่น่าสนใจในกรณีของเงินกู้ของบรรษัทก็คือ หากการลงทุนครั้งใหญ่ของอุตสาหกรรมนิวเคลียร์ล้มเหลวก็จะกระทบกับสถานะทางการเงินของธนาคารพาณิชย์โดยตรง แต่ในกรณีของการออกพันธบัตรและการออกหุ้น ธนาคารพาณิชย์จะกันตัวเองออกจากความเสี่ยงทางการเงินได้ แทนที่ธนาคารพาณิชย์จะนำเงินทุนของตนไปลงที่โครงการโดยตรง ธนาคารฯ จะเป็นเสมือนตัวกลางที่ช่วยอุตสาหกรรมนิวเคลียร์หานักลงทุนที่พร้อมจะซื้อพันธบัตรหรือหุ้น การที่ธนาคารพาณิชย์มีบทบาทในการเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดธุรกรรมทางการเงินเหล่านี้ ก็ต้องถือเป็นความรับผิดชอบของธนาคารพาณิชย์
ต่อเงินก้อนใหญ่ที่ระดมไปใช้ในการลงทุนของอุตสาหกรรมนิวเคลียร์ด้วย

10 อันดับของธนาคารพาณิชย์ทั่วโลกที่สนับสนุนทางการเงินแก่อุตสาหกรรมนิวเคลียร์


ฺBNP Paribas (ฝรั่งเศส)
Barclays (สหราชอาณาจักร) 
Citi (สหรัฐอเมริกา)
Societe Generale (ฝรั่งเศส)
Royal Bank of Scotland (สหราชอาณาจักร)
Deutsche Bank (เยอรมนี)
HSBC (สหราชอาณาจักร/ฮ่องกง)
JP Morgan (สหรัฐอเมริกา) และ
Bank of China (จีน)

โดยจำนวนเงินที่ธนาคารพาณิชย์เหล่านี้ใช้สนับสนุนอุตสาหกรรมนิวเคลียร์ในระหว่างปี 2543 ถึง 2552 มีมูลค่าทั้งสิ้น 92 พันล้านยูโร

สถาบันทางเงินระหว่างประเทศที่มีนโยบายไม่ให้เงินกู้ในอุตสาหกรรมนิวเคลียร์คือ ธนาคารโลกและธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย(เอดีบี)

ทำไมธนาคารพาณิชย์ไม่ควรให้การสนับสนุนทางการเงินแก่อุตสาหกรรมนิวเคลียร์

ธนาคารพาณิชย์ส่วนใหญ่มีนโยบายความรับผิดชอบทางสังคมของบรรษัท หรือ รู้จักกันดีในชื่อย่อ CSR เมื่อพูดถึงอุตสาหกรรมนิวเคลียร์ เราพูดถึงกระบวนการตั้งแต่ต้นจนจบ จากการทำเหมืองยูเรเนียม การสร้างเตาปฏิกรณ์ไปจนถึงการกำจัดกากนิวเคลียร์ ซึ่งไม่มีความยั่งยืนทางสังคมและสิ่งแวดล้อมเลย มีการทำภาพเหตการณ์จำลองคอมพิวเตอร์ในเบลเยี่ยมซึ่งระบุว่า หากมีอุบัติเหตุขั้นรุนแรงจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดกำลังการผลิต 1,000 เมะวัตต์ จะส่งผลกระทบต่อคนนับล้านคน ทั้งทางด้านสุขภาวะและการอพยพโยกย้ายออกจากพื้นที่อันตราย พื้นที่ที่ต้องอพยพคนออกอาจมีขนาดเท่ากับเบลเยี่ยมทั้งประเทศ ส่วนประเด็นการจัดการเชื้อเพลิงใช้แล้วและกากนิวเคลียร์ ก็ยังเป็นปัญหาใหญ่ที่แก้ไม่ตกต่อไป

กรีนพีซได้ตีพิมพ์เผยแพร่ปฏิทิน 365 เหตุผลที่ไม่ควรจำนนต่อพลังงานนิวเคลียร์ และเราคิดว่าเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยตอบคำถามว่าทำไมธนาคารพาณิชย์ทั้งไม่ควรร่วมสังฆกรรมกับอุตสาหกรรมนิวเคลียร์

ในประเทศไทย กรีนพีซได้จับตาและติดตามโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 5 แห่ง ที่บรรจุอยู่ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าฉบับล่าสุด (PDP2010) ซึ่งวางการลงทุนด้านพลังงานเป็นระยะเวลา 20 ปี (ปี 2553-2572) จากการประเมินของเรา รายงานความเหมาะสมของพื้นที่โครงการน่าจะเผยแพร่ออกสู่สาธารณชนในเร็ว ๆ นี้ โดยกระทรวงพลังงาน แต่ในระดับพื้นที่ไม่ว่าจะเป็นนครสวรรค์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ตราดและขอนแก่น ฝ่ายที่ผลักดันโครงการ โดยเฉพาะ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) นั้น ได้ทำงานอย่างหนักเพื่อสร้างการยอมรับจากประชาชนซึ่งถือเป็นกุญแจสำคัญในการเดินหน้าโครงการขั้นต่อไป

ประเด็นที่กรีนพีซเรียกร้องต่อผู้กำหนดนโยบายพลังงานมาโดยตลอดคือ มีความคุ้มทางเศรษฐศาสตร์มากน้อยเพียงใดในการผลักดันให้มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ เมื่อเทียบกับทางเลือกของระบบพลังงานที่ยั่งยืนและกระจายศูนย์ที่เราสามารถทำให้เกิดขึ้นได้อย่างเป็นจริงเป็นจัง เราจะจัดให้มีการพูดคุยเรื่อง "เศรษฐศาสตร์พลังงานนิวเคลียร์" และนำเสนอประเด็นสำคัญนี้ให้กับผู้กำหนดนโยบายพลังงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติและคณะกรรมการกำกับดูแลกิจการไฟฟ้า เราต้องการเห็นระบบพลังงานของประเทศมีความยั่งยืน ประชาชนมีส่วนร่วมและสร้างความมั่นคงทางพลังงานที่แท้จริง มิใช่ความมั่นคงของผลประโยชน์ทับซ้อนของกลุ่มทุนพลังงาน

คุณจะมีส่วนร่วมกับกรีนพีซในการยุติยุคนิวเคลียร์ได้อย่างไร?
กรีนพีซและองค์กรแนวร่วมที่ได้ทำรายงานเปิดเผยบทบาทของธนาคารพาณิชย์ที่มีต่ออุตสาหกรรมนิวเคลียร์ (Nuclear Bank) มีข้อเรียกร้องต่อธนาคารพาณิชย์ดังต่อไปนี้

  1. ยุติการให้เงินกู้กับโครงการนิวเคลียร์
  2. ควรมีนโยบายและข้อกำหนดเพื่อรับประกันว่าจะไม่มีการดำเนินธุรกรรมทางการเงินทั้งโดยตรงและ โดยอ้อมต่ออุตสาหกรรมนิวเคลียร์
  3. ให้คำมั่นว่างบประมาณที่ใช้สนับสนุนโครงการนิวเคลียร์จะถูกแยกออกจากการปล่อยเงินกู้และ พันธบัตรที่มีให้กับบริษัทด้านพลังงาน
  4. เปลี่ยนการสนับสนุนทางการเงินไปที่โครงการพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดและประสิทธิภาพพลังงาน ที่ปลอดภัยและความยั่งยืน

รายละเอียดเกี่ยวกับ Nuclear Bank เข้าไปที่ www.nuclearbanks.org

0 ความคิดเห็น  

กระดานคะแนนผู้นำบริษัทไอทีสุดเจ๋ง เผยความแตกแยกมากขึ้นเรื่อยๆ ระหว่างคำพูดและการกระทำ ในเรื่องการพัฒนาวิธีแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศ

การจัดอันดับด้านสภาพภูมิอากาศของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศ (ไอที) ฉบับใหม่ล่าสุดของเราเปิดเผยว่า บริษัทเทคโนโลยีระดับโลกไม่กี่แห่งกำลังเป็นผู้นำอย่างไร พวกเขากำลังแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของวิธีแก้ปัญหาทางไอที ในการช่วยลดการสิ้นเปลืองพลังงาน และการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ในขณะที่บริษัทอื่นๆ ดูเหมือนไม่สามารถตัดสินใจได้ว่าวิธีแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศโดยใช้วิธีทางไอทีนั้น เป็นโอกาสทางธุรกิจที่สำคัญยิ่ง หรือเป็นเพียงแค่กลยุทธ์ทางการตลาด

วิธีแก้ปัญหาอันชาญฉลาดลดมลพิษภาวะโลกร้อน

กระดานคะแนนผู้นำฉบับที่ 3 แสดงให้เห็นว่าภาคไอทีกำลังเพิ่มวิธีแก้ปัญหาทางเทคโนโลยี เพื่อต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อย่างไรก็ตามบริษัทต่างๆ เช่น ซิสโก้ ไมโครซอฟท์ กู้เกิ้ล และ ไอบีเอ็ม จำเป็นต้องแสดงให้เห็นว่า พวกเขาได้ทำดังที่พูด ในขณะที่พวกเขาสร้างวิธีแก้ปัญหาเหล่านี้ โดยตรวจวัดและรายงานการปล่อยคาร์บอน และการประหยัดพลังงานของตน

คาดการณ์: เมฆหมอกปกคลุม พร้อมโอกาสเกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ภาคไอทีสร้างสรรค์นวัตกรรม และมีสินค้าอย่างไม่ขาดสาย ทำให้มีศักยภาพในการออกแบบและใช้งานวิธีแก้ปัญหาทางเทคโนโลยีได้อย่างรวดเร็ว เพื่อลดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ วิธีแก้ปัญหาเหล่านั้นที่จะทำให้บรรลุประสิทธิภาพทางพลังงาน และตัดการปล่อยคาร์บอน ทั่วโลก อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ภาคไอทีเติบโต การเติบโตนั้นต้องใช้พลังงานจากแหล่งพลังงานที่สะอาด แทนเทคโนโลยีแห่งศตวรรษที่ 19 อันสกปรก เช่น ถ่านหิน

รายงานของเราเรื่อง “เปลี่ยนภาคไอทีให้เป็นสีเขียว: การประมวลผลแบบกลุ่มเมฆ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มันเป็นสาเหตุ” แสดงให้เห็นว่า การขยายตัวของ “กลุ่มเมฆ” ทำให้เกิดความท้าทายครั้งสำคัญต่อวิธีแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศของภาคไอที บริการการประมวลผลแบบกลุ่มเมฆ ได้แก่ เครือข่ายสังคมออนไลน์ วีดิโอแบบสตรีมมิ่ง อีเมล และ การจัดเก็บรูปภาพ

ภาคไอทีต้องยืนหยัดเพื่อนโยบายสภาพภูมิอากาศและพลังงาน

กระดานคะแนนผู้นำเปิดเผยว่า บริษัทไอทีไม่เพียงแต่ต้องผลักดันให้นวัตกรรมขึ้นสูงเท่านั้น แต่พวกเขาต้องสร้างแรงกดดันในการผลักดันนโยบายและสิ่งจูงใจที่เข้มแข็ง ด้านพลังงานและสภาพภูมิอากาศ ในระดับท้องถิ่น ประเทศ และ นานาชาติ บริษัทหลายแห่งได้แสดงให้เห็นตัวอย่างวิธีแก้ปัญหาอันชัดเจนขึ้นจำนวนมากกว่าที่เคยเป็นมา และพวกเขาเริ่มแสดงให้เห็นวิธีตรวจวัดผลลัพธ์ของวิธีแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศ

คะแนนการยืดหยัดเพื่อนโยบายสภาพภูมิอากาศและพลังงาน ในกระดานคะแนนผู้นำไอทีสุดเจ๋ง เผยให้เห็นว่า บริษัทไอทีต่างๆ ต้องมีจุดยืนต่อสาธารณชนที่เข้มแข็งขึ้น โดยสนับสนุนนโยบายที่ปูทางไปสู่การใช้งานพลังงานหมุนเวียน และการลดก๊าซเรือนกระจก

ผู้นำด้านสภาพภูมิอากาศที่แท้จริง โปรดยืนหยัดขึ้นจะได้ไหม

บริษัทไอทีสำคัญต่อศตวรรษที่ 21 ดังเช่นบริษัทเชื้อเพลิงฟอสซิลสำคัญต่ออดีต พวกเขามีพลังที่จะกำหนดทิศทางเศรษฐกิจ ดังนั้นจึงกำหนดอนาคตของสภาพภูมิอากาศของเรา ไมโครซอฟท์ กูเกิ้ล ไอบีเอ็ม และ บริษัทต่างๆ ในกระดานคะแนนผู้นำต้องใช้อิทธิพลทางการเมืองอันมากล้นของพวกเขาในการกำหนด ทิศทางของนโยบายต่างๆ ในยุคแห่งสภาพภูมิอากาศที่สำคัญอย่างยิ่งนี้ และเป็นผู้นำการปฏิรูปไปสู่เศรษฐกิจพลังงานสะอาด ที่หนุนหลังโดยสายส่งไฟฟ้าอันชาญฉลาด และเทคโนโลยีอันชาญฉลาด

» อ่านต่อ และดูกราฟฟิกตารางคะแนนผู้นำไอที

0 ความคิดเห็น  

เปิดตัวการเดินทางสำรวจ ‘อาร์กติกใต้แรงกดดัน’

เรือเอซเพอรันซาของเรากลับไปเยือนมหาสมุทรอาร์กติกในเดือนนี้ เพื่อเสริมความสำคัญให้กับเรื่องความจำเป็นอันเร่งด่วนในการปกป้องหนึ่งในสิ่งแวดล้อมที่สมบูรณ์และเปราะบางมากที่สุดของโลก

 เรือของเราออกเดินทางออกจากเยอรมนีแล้ว เรือเอสเพอรันซาจะไปถึงมหาสมุทรอาร์กติก ณ หมู่เกาะสวาลบาร์ดในปลายเดือนนี้

เรือลำนี้นำนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำไปศึกษา ภาวะความเป็นกรดของทะเล ซึ่งจะเป็นผลกระทบจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ที่เกิดขึ้นน้อยกว่า แต่มีศักยภาพที่จะทำลายมหาสมุทรของเรามากเท่ากับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นอกจากนี้ การเดินทางสำรวจครั้งนี้จะเปิดเผยและบันทึกภัยคุกคามที่ร้ายแรงอื่นๆ ที่เกิดขึ้นกับมหาสมุทรอาร์กติก ได้แก่ น้ำแข็งในทะเลที่กำลังละลาย การขยายตัวของอุตสาหกรรมประมงไปสู่ภูมิภาคนี้ ความพยายามให้ได้มาซึ่ง ‘สิทธิ’ ในการประมง เส้นทางขนส่งใหม่ น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และแร่ธาตุ ในอาร์กติก ซึ่งทำให้น้ำแข็งอาร์กติกละลายต่อเนื่อง ยิ่งเราเผาไหม้ถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติมากขึ้นเท่าไหร่ อาร์กติกก็จะละลายเร็วขึ้นเท่านั้น และโลกของเราก็จะประสบกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระดับหายนะเร็วขึ้นเท่านั้น

มหาสมุทรอาร์กติกสมควรได้รับการปกป้องอย่างเต็มที่ในฐานะเขตสงวนทางทะเล นอกจากนี้ เราเรียกร้องให้รัฐบาลต่างๆ เลิกใช้ถ่านหิน และจุดประกายการปฏิวัติพลังงาน เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ เพื่อให้เราสามารถหลีกเลี่ยงผลกระทบอันเลวร้ายที่สุดของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และปกป้องอาร์กติกที่มีชีวิตในธรรมชาติอันงดงามยิ่ง รวมถึงหมีขั้วโลกและแมวน้ำวงแหวน รัฐบาลต่างๆ จำเป็นต้องตระหนักถึงผลกระทบที่เกิดจากโรงไฟฟ้าพลังถ่านหินแต่ละแห่งที่พวกเขาอนุมัติ และเราจะไปเดินทางที่อาร์กติกเป็นเวลา 3 เดือนข้างหน้า เพื่อแสดงสิ่งนั้นให้พวกเขาได้เห็น

» อ่านต่อ และลงมือทำ

0 ความคิดเห็น  

ภาวะทะเลเป็นกรด โดยสังเขป



ก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์คุกคามที่จะเปลี่ยนองค์ประกอบทางเคมีของน้ำทะเล และเปลี่ยนแปลงชีวิตในมหาสมุทรของเรา ภายในชั่วชีวิตเดียวของมนุษย์

แอนนิเมชั่น โดย ลีโอเ เมอร์เรย์ เพื่อกรีนพีซ

1 ความคิดเห็น  

ความสำเร็จอันหวานชื่นของงานรณรงค์คิทแคทที่ท่านเรียกร้อง และเนสท์เล่ตอบสนอง

เราใคร่ขอแสดงความขอบคุณอย่างยิ่งที่พวกท่านหลายแสนคน ได้สนับสนุนงานรณรงค์ต่อต้านคิทแคท เป็นเวลา 2 เดือน ด้วยการส่งอีเมล์, โทรศัพท์ หรือเผยแพร่ข้อความรณรงค์ผ่านทางเฟซบุ๊ค, ทวิตเตอร์ และสังคมออนไลน์อื่นๆ จนในที่สุด เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2553 เนสท์เล่ประกาศให้ลิงอุรังอุตัง รวมทั้งป่าฝนและป่าพรุของอินโดนีเซีย ได้พัก โดยให้คำมั่นว่าหยุดใช้ผลิตภัณฑ์ที่ได้มาจากการทำลายป่าฝน


ในที่สุดลิงอุรังอุตังก็ได้พัก ขอขอบคุณท่าน

เนสท์เล่ได้ออกนโยบายใหม่ โดยยอมรับพันธกรณีที่จะคัดกรองบริษัทต่างๆที่เป็นเจ้าของหรือเป็นผู้บริหาร‘พื้นที่เพาะปลูกหรือไร่ ที่มีแนวโน้มสูงว่าจะเกี่ยวข้องกับการทำลายป่า’ ออกจากกลุ่มบริษัทที่ส่งวัตถุดิบให้เนสท์เล่ ข้อกำหนดนี้จะใช้บังคับกับบริษัทซีนาร์ มาส ที่เป็นที่รู้จักกันในทางลบ ซึ่งเป็นผู้ขายส่งน้ำมันปาล์มและกระดาษ ที่กรีนพีซจับได้ซ้ำแล้วซ้ำอีกว่าเป็นตัวการทำลายป่าฝน ทั้งนี้ถ้าซีนาร์ มาสไม่สามารถปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ใหม่ของเนสท์เล่ นอกจากนี้ข้อกำหนดนี้ยังอาจใช้บังคับกับบริษัทคาร์กิล ซึ่งเป็นผู้ขายส่งน้ำมันปาล์มรายหนึ่งให้เนสท์เล่ เพราะคาร์กิลน้ำมันปาล์มจากซีนาร์ มาส

การประกาศของเนสท์เล่ในครั้งนี้ ส่งสัญญานอันหนักแน่นไปสู่ผู้ประกอบกิจการอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มและกระดาษว่าการทำลายป่าฝนเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ในท้องตลาดยุคโลกาภิวัตน์เช่นในปัจจุบัน และประกาศดังกล่าวนี้คงจะไม่มีขึ้นหากพวกท่านไม่สนับสนุน แรงผลักดันของงานรณรงค์ต่อต้านคิทแคทของเรามาจากแรงสนับสนุนอันน่าทึ่งจากสาธารณชนมาตั้งแต่เริ่มต้น ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ทั้งจากผู้บริโภค และนักกิจกรรมที่ชำนาญสื่อสังคมออนไลน์

แรงสนับสนุนจากสังคมออนไลน์เป็นที่เห็นได้ชัดแจ้งตั้งแต่ต้น เมื่อการถอดถอนวิดีโอชุด “คิดจะพัก?” ของเราออกจากยูทิวบ์ได้ก่อให้เกิดกระแสเรียกร้องเรื่องการเซ็นเซอร์ ทั้งนี้ หลายคนได้อัปโหลดวิดีโอนั้นกลับเข้าไปในยูทิวบ์ และทำให้มีการเข้าไปดูวิดีโอนั้นนับหลายแสนครั้งภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่มันได้รับการอัปโหลดเข้าไปที่วิมีโอ และเมื่อนับถึงขณะนี้มีการเข้าชมวิดีโอนั้นแล้วมากกว่าหนึ่งล้านห้าแสนครั้งถ้านับทุกเวอร์ชั่น

แหล่งสังคมออนไลน์ที่สำคัญอีกแห่งในการรณรงค์คิทแคทคือเฟซบุ๊ค อันเป็นที่ซึ่งพวกท่านได้ฝากกระแสกดดันต่อเนสท์เล่อย่างต่อเนื่องในรูปแบบของความเห็นบนหน้าเฟซบุ๊คแฟน ในขณะที่พวกท่านอีกมากมายได้ “ติดประกาศการสนับสนุนบนแขนเสื้อ” ในแบบฉบับของเฟซบุ๊ค ด้วยการเปลี่ยนรูปประจำตัวของท่านเป็นภาพของลิงอุรังอุตัง, รูปป่าฝน, และภาพโลโก้รณรงค์ “ฆาตกร” คิทแคท


โลโก้ "ฆาตกร" ที่ใช้เป็นรูปประจำตัวบนเฟซบุ๊ค โดยผู้สนับสนุน

พลังของสื่อสังคมสามารถสอดรับอย่างดียิ่งกับกิจกรรมทางตรงที่เราได้สื่อข้อความสายตรงไปสู่เนสท์เล่เมื่อมีการจัดกิจกรรมต่างๆเช่นในการประชุมใหญ่สามัญประจำปีของบริษัทฯเมื่อวันที่ 15 เมษายน ทั้งนี้ เราได้ทักทายบรรดาผู้ถือหุ้นที่นอกห้องประชุมด้วยลิงอุรังอุตังที่มาประท้วงเมื่อเขามาถึง ส่วนในห้องประชุมมีนักกิจกรรมของเราซ่อนตัวอยู่บนเพดานแล้วห้อยแผ่นป้ายลงมาเรียกร้องให้เนสท์เล่จัดให้ลิงอุรังอุตังได้พัก นอกจากนั้นเรายังได้จัดกิจกรรมออนไลน์ด้วยการส่งข้อความทวีตไปยังบรรดาผู้ถือหุ้นตลอดเวลาของการประชุม โดยส่งผ่านเครือข่ายไวไฟปลอมที่เราตั้งขึ้นมา ซึ่งจะเชื่อมโยงบรรดาผู้ถือหุ้นไปยัง greenpeace.org/kitkat ทันทีที่เขาเข้าอินเตอร์เน็ต

การรณรงค์ส่งสารไปยังเนสท์เล่ทั้งแบบออนไลน์และออฟไลน์ได้ดำเนินไปอย่างเข้มข้นและไม่ลดละตลอดเวลาสองเดือนที่ผ่านมา อันเป็นผลทำให้ป่าฝนและลิงอุรังอุตังได้พัก ทั้งนี้ กิจกรรมทุกอย่าง - นับตั้งแต่การประท้วงโดยลิงอุรังอุตังตามข้างถนนไปจนถึงการอัปเดตข้อความบนเฟซบุ๊ค – ได้มีผลทำให้เกิดพันธกรณีเช่นที่มีในขณะนี้ เราขอแสดงความยินดีและขอบคุณต่อทุกท่านที่ได้ช่วยให้เรามีวันนี้ ขอให้ท่านประกาศก้องต่อโลก ประกาศบนเฟซบุ๊คและในทวิตเตอร์ หรือในเครือข่ายสังคมอื่นๆของท่าน ให้โลกรู้ว่าท่านได้มีส่วนช่วยให้การรณรงค์คิทแคทของเราประสบความสำเร็จ

เรายังคงมุ่งมั่นที่จะปกป้องป่าพรุที่อุดมสมบูรณ์ด้วยคาร์บอนและป่าฝนและในอินโดนีเซียให้ครบวงจร เราจะเฝ้าดูเนสท์เล่อย่างใกล้ชิดเพื่อให้แน่ใจว่าเขาจะรักษาคำมั่น และเพื่อผลักดันให้เขาลงมือปฏิบัติตามที่เขาประกาศโดยไม่รอช้า นอกจากนั้น เราจะสืบเสาะและเปิดโปงบริษัทที่ทำกิจการน้ำมันปาล์มและกิจการกระดาษอย่างไร้จริยธรรม ผู้ซึ่งทำลายป่าฝน และเราจะผลักดันรัฐบาลอินโดนีเซียให้ดำเนินการ อย่างไรก็ตาม  นโยบาย “ไม่ทิ้งร่องรอยการทำลายป่า” อันเป็นนโยบายใหม่ของเนสท์เล่ ณ วันนี้ เป็นสิ่งที่น่ายินดีอย่างยิ่ง เราหวังว่ามันจะเป็นแรงบันดาลใจแก่บริษัทข้ามชาติบริษัทอื่นๆ เช่นคาร์ฟู และวอลมาร์ต ให้ได้รับการสื่อสารจากเรา ว่าเราจะไม่ซื้อผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการทำลายป่า

ขอจงไชโยโห่ฮิ้วกับความสำเร็จอันหวานชื่นของเรา

ขอบปรบมือดังๆให้ท่านที่ได้ช่วยเราสามารถทำให้ลิงอุรังอุตังและป่าฝนในอินโดนีเซียได้พักอย่างที่สมควรจะได้ จงคุยโวผ่านสื่อออนไลน์:

แบ่งปันที่เฟซบุ๊ค

แบ่งปันที่ทวิตเตอร์

ดูวีดิโอ: คิดจะพัก?


ภาพจากงานรณรงค์

1 ความคิดเห็น  

คลองเชียงรากน้อยกับสารพิษที่มองไม่เห็น

23 เมษายน 2553

การเดินทางของหน่วยศึกษาและเฝ้าระวังมลพิษทางน้ำยังคงดำเนินต่อไป วันนี้เราเดินทางฝ่าเปลวแดดอันร้อนระอุมายังคลองเชียงรากน้อย จังหวัดปทุมธานี คลองเชื่อมต่อกับแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณใกล้กับสถานีสูบน้ำดิบสำแล แหล่งน้ำดิบเพื่อผลิตน้ำประปาที่สำคัญที่สุดของภาคกลาง โดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ บริเวณนี้กลับเป็นที่ตั้งของโรงงานมากมาย และนิคมอุตสาหกรรมนวนคร แหล่งรวมโรงงานมลพิษ อาทิ โรงงานผลิตชิ้นส่วนอิเล็คทรอนิกส์ ผลิตสารเคมี ผลิตพลาสติก เป็นต้น ทั้งหลายล้วนใช้สารเคมีอันตรายก่อมะเร็งหลากหลายชนิด

 จุดรับน้ำดิบจากแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อนำมาผลิตเป็นน้ำประปา ซึ่งอยู่ในจังหวัดปทุมทานี

ทีมงานกลับมายังจุดปล่อยน้ำเสียของนิคมอุตสาหกรรมนวนคร บริเวณคลองซอยเล็กๆ หลังชุมชนซอยเชียงราก 11 ซึ่งเป็นพื้นที่ที่หลบจากสายตาจากสาธารณชน แต่เป็นภาพที่ชินตาของชุมชนชาวเชียงรากน้อย ภาพท่อขนาดใหญ่วางเรียงรายพร้อมกับมีน้ำสีและกลิ่นที่ไม่สามารถบรรยายได้พวยพุ่งออกมาอย่างเกรี้ยวกราด ท้าทายความรู้สึกของพวกเราอย่างมาก

 จุดปล่อยน้ำเสียจากนิคมอุตสาหกรรมนวนคร ซึ่งเชื่อมต่อโดยตรงกับคลองเชียงรากน้อยที่ไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา

คลองเชียงรากน้อยเชื่อมกับจุดปล่อยน้ำเสียจากนิคมอุตสาหกรรมนวนคร มีสีดำสกปรกและกลิ่นเหม็นในบางครั้ง

การกลับมาพบภาพเดิมๆ อีกครั้ง จาก 5 ปีที่แล้วที่เราเคยนำน้ำตัวอย่างไปตรวจ และพบสารโลหะหนักและนิกเกิลปนเปื้อน สะท้อนให้เห็นว่าการจัดการน้ำเสียอุตสาหกรรมของประเทศไทยยังคงเป็นบริบทเดิมๆ คือกฎหมายและการบังคับใช้ที่หละหลวม และโรงงานผู้ก่อมลพิษที่ขาดความรับผิดชอบ โดยทั้งภาครัฐและอุตสาหกรรมมักต่างประสานเสียงเหมือนกันว่า “โรงงานมีการบำบัดน้ำเสียแล้ว และปฏิบัติตามกฏหมายอย่างเคร่งครัด”

 ภาพมุมสูง จุดปล่อยน้ำเสียจากนิคมอุตสาหกรรมนวนคร ซึ่งเชื่อมต่อโดยตรงกับคลองเชียงรากน้อยที่ไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา

จากภาพที่พบคำถามจึงเกิดขึ้น “เอ๊ะ! ชาวบ้านแถวนี้เค้ายังคงใช้น้ำในคลองอยู่หรือปล่าวหนอ” หรือถ้าจะเป็นคำถามที่ถูกต้องที่สุดก็คือ “แล้วชาวบ้านที่ต้องใช้ทรัพยากรน้ำตรงนี้ในการดำรงชีวิต เขาจะทำกันอย่างไร จะได้รับผลกระทบกันอย่างไร” ความกังวลที่เกิดขึ้นกับพวกเราทันทีคือการที่ปลาและผักบุ้ง ผักกระเฉดในคลองนี้ที่ชาวบ้านจับกินและเก็บเกี่ยวไปขายในตลาดนั้น มีความเสี่ยงสูงที่อาจจะปนเปื้อนไปด้วยสารพิษอันตราย

 ชาวบ้านปลูกผักกระเฉดตามคลองเพื่อนำไปขาย และยังมีการดักจับปลาเพื่อนำไปประกอบอาหาร

เดินทางลัดเลาะชายคลองมาเรื่อยๆ กับความสงสัย สายตาก็ไปสะดุดกับหอบผักกระเฉดสองหอบใหญ่ในมือคุณป้าที่กำลังขนขึ้นมาบรรจุถุงขายข้างคลอง ไม่รอช้าพวกเราจึงรีบเข้าไปคุยกับคุณป้าด้วยความอยากรู้ คุณป้าสง่าเป็นชาวจังหวัดปทุมธานีโดยกำเนิด อาศัยอยู่ข้างคลองเชียงรากน้อย คุณป้าเล่าว่า “ตอนเด็กๆคลองหน้าบ้านสะอาดมากมีกุ้งมีปลาให้กินตลอด สามารถว่ายน้ำเล่นได้ไม่ต้องกลัวคัน ช่วงหน้าน้ำเดือน ๑๑ เดือน ๑๒ น้ำจะใสเห็นพื้นข้างล่างเลย แต่พอเริ่มมีโรงงานเข้ามาน้ำเริ่มเน่าเสียปลาลอยตายเป็นแพ” คุณลุงบุญสืบสามีป้าเล่าเสริมว่า “ยิ่งเมื่อก่อน ตอนโรงงานเข้ามาแรกๆน้ำดำขุ่นเหม็นดูไม่ได้เลย แต่เดี๋ยวนี้ดีขึ้นบ้าง เนื่องจากชาวบ้านร้องเรียนไปกับทางนิคมฯ”

 คุณป้าสง่าเก็บเกี่ยวรวบรวมผักกระเฉดเพื่อนำไปขาย

ฟังคุณลุงเล่าไปก็เกิดข้อสงสัยว่าที่ไม่เห็นปลาลอยตายเป็นเพราะน้ำดีขึ้นหรือไม่มีปลาอยู่ในคลองนี้แล้ว? จึงถามคุณป้าต่อว่า “แล้วปลากับผักที่หามาได้จากคลองนี้คุณป้าเคยสงสัยหรือปล่าวว่า มันถูกปนเปื้อนสารพิษจากน้ำทิ้งโรงงานรอบๆชุมชน” ป้าตอบว่า “ก็รู้ว่ามี แต่ไม่รู้ว่ามีอะไรบ้าง ถ้าเค้าบอกเราก็ดี” นี่เป็นเสียงหนึ่งจากชุมชนซึ่งต้องอยู่กับมลพิษที่มองไม่เห็นรอบตัว ขณะที่เขาก็ไม่ได้ใช้หรือมีสิทธิการรับรู้ข้อมูลเกี่ยวมลพิษและสารพิษที่ถูกปลดปล่อยจากโรงงานที่เขาเหล่านั้นต้องทนอยู่ด้วย

 เด็กๆ จับกลุ่มเล่นกันริมคลองใต้ต้นไม้ แต่เด็กๆ เหล่านี้กลับไม่เคยได้ลงเล่นน้ำเลยเนื่องจาก
 คลองเน่าเสีย

การเดินทางยังคงดำเนินต่อไปในคลองเชียงรากน้อย บ้านเรือนกระจายเป็นกลุ่มห่างๆ กัน จนผ่านมาบ้านหลังหนึ่ง มีเงาต้นไม้ร่มครึ้มเย็นจนแปลกใจว่านี่เป็นชุมชนใกล้นิคมอุตสาหกรรมที่มีเป็นร้อยๆ โรงงานได้อย่างไร คุณป้าแสวงและญาติๆกำลังนั่งคุยกันอยู่หน้าบ้าน กำลังนึ่งขนมข้าวต้มมัดควันฉุย เราจึงกล่าวสวัสดีและแนะนำตัวว่าเรามาทำอะไรกัน คุณป้าหัวเราะร่วนอารมณ์ดี เชื้อเชิญนั่งอย่างเป็นกันเอง พร้อมน้ำใสเย็นๆ คลายร้อนได้เป็นอย่างดี นี่แหละน้ำใจใสๆ ของคนไทย

คุณป้าแสวงกำลังทำข้าวต้มมัดเพื่อนำไปขายในตลาดหรือคนงานในนิคมฯ โดยเป็นข้าวต้มมัดที่ใช้
วัตถุดิบจากท้องถิ่นทั้งสิ้น

ป้าแสวงเล่าให้ฟังว่า “เมื่อก่อนแถวนี้ชาวบ้านทำนากันเป็นส่วนใหญ่ น้ำในคลองหน้าบ้านก็เอามาแกว่งสารส้มให้ใสและดื่มกินได้เลยไม่ต้องซื้อน้ำกินหรือใช้น้ำปะปาเหมือนเดี๋ยวนี้ พออากาศร้อนมากๆ เด็กๆ ก็จะใช้คลองนี้แหละเป็นที่เล่นสนุกสนานคลายร้อน โดดกันตู้มต้ามสนุกสนาน แต่เดี๋ยวนี้พอร้อนก็ต้องออกไปเดินห้างๆ ตากแอร์กัน” ป้าคุยไปยิ้มไปอย่างอารมณ์ดี ถามป้าต่อว่าปลาในคลองนี้ยังพอหาได้หรือปล่าวคะ ป้าบอกว่า “ก็พอมีแต่กินไม่ได้เนื้อมันเหม็นน้ำมัน”

 การจับปลาในลำคลอง แต่ปัจจุบันเหลือปลาอยู่น้อยมาก และเนื้อปลามักมีกลิ่นเหม็นน้ำมันและสารเคมี

มลพิษปนเปื้อนในสัตว์น้ำเป็นอีกผลพวงของการปล่อยสารพิษในแหล่งน้ำสาธารณะของชุมชน สารพิษเหล่านี้แม้จะไม่แสดงอาการให้เห็นในทันที แต่การสะสมอย่างต่อเนื่องและยาวนาน ก่อให้เกิดความผิดปกติแก่ผู้ที่ได้รับ เกิดโรคร้ายแก่ผู้รับเอง และสามารถส่งต่อทางพันธุกรรมได้อีกด้วย ภัยที่มองไม่เห็นเหล่านี้ยังคงอยู่รอบตัวเราโดยไม่รู้ตัว

อีกนานเท่าไหร่ป้าแสวง คนในชุมชนนี้และชุมชนอื่นๆ ที่ต้องอาศัยอยู่กับอุตสาหกรรมสกปรกเอาเปรียบธรรมชาติ จะได้สภาพแวดล้อมและทรัพยากรพื้นฐานกลับคืนมา และเมื่อไหร่ประชาชนจะได้รับสิทธิในการรับรู้ข้อมูลเพื่อปกป้องตนเองและครอบครัว สิ่งดังกล่าวเป็นคำถามที่เรากำลังพยายามช่วยกันหาคำตอบและผู้รับผิดชอบกันต่อไป

ลงมือทำ 
» ลงชื่อผลักดันสิทธิการเข้าถึงข้อมูลและการมีส่วนร่วมของประชาชน ในการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมในภาคอุตสาหกรรม

4 ความคิดเห็น  

จากงานอาสา มาเป็นความประทับใจ “ชวนน้องสนุกกลางทุ่ง คุยฟุ้งเกษตรอินทรีย์”

“ใครอาสาไปค่ายเกษตรอินทรีย์กับเด็กๆบ้าง” เสียงพี่ชูชัย ผู้จัดการฝ่ายบริการสมาชิกถาม ขณะพวกเรากำลังประชุมทีม

ฉันยกมือขึ้นก่อนใคร โดยที่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่า กิจกรรมที่ว่านี่จะมีขึ้นเมื่อไหร่ รู้ตัวอีกที ฉันก็ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมงานกิจกรรมครั้งนี้ไปโดยปริยาย มีน้องๆที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมนี้เป็นจำนวนมากและส่วนใหญ่เป็นน้องๆที่อาศัย อยู่ในกรุงเทพฯ เรียกได้ว่า เป็นเด็กเมืองขนานแท้

.........’งานนี้ท่าจะสนุกไม่หยอก’ ฉันคิด และตั้งตารอคอยให้วันนั้นมาถึงอย่างใจจดใจจ่อ

ฉัน เพื่อนๆ กรีนพีซ และอาสาสมัครกว่า 30 คน รวมตัวกันแต่เช้าตรู่เพื่อรอรับน้องๆ ที่จะเข้าร่วมกิจกรรม ‘ชวนน้องสนุกกลางทุ่ง คุยฟุ้งเกษตรอินทรีย์’ อากาศที่ร้อนอบอ้าวและความไม่เคยชินที่ต้องตื่นแต่เช้าตรู่ ทำให้ฉันเริ่มถอดใจ ความตื่นเต้นที่เคยมีมลายหายไปหมด แถมยังพาลคิดแทนน้องๆว่า ‘ขนาดเรา ยังร้อน เหนื่อย และง่วงขนาดนี้ น้องๆ จะไหวหรือ’ เราใช้เวลากว่าหนึ่งชั่วโมงในการลงทะเบียน และให้น้องๆ ได้เตรียมตัวก่อนออกเดินทาง ฉันดูประวัติน้องๆ หลายคนแล้วรู้สึกอุ่นใจขึ้น เพราะบางคนได้เคยผ่านการเข้าร่วมกิจกรรมอื่นๆมาบ้างแล้ว


0 ความคิดเห็น  

ค่าย “ชวนน้องสนุกกลางทุ่ง คุยฟุ้งเกษตรอินทรีย์” ครั้งที่ 1

คุณมีความทรงจำดีๆ ในวัยเด็กมั้ยคะ ส่วนตัวดิฉัน เท่าที่ยังคงจำได้และประทับใจไม่ลืม คือ เมื่อครั้งไปเที่ยวบ้านคุณยายที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ครั้งนั้นจำได้ว่าเป็นปิดเทอมที่สนุกสุดเหวี่ยงเพราะได้ลุยเข้าไปในสวนยางของคุณยาย ชวนเพื่อนวัยเดียวกันที่อยู่ริมสวนเดินเก็บลูกยางลวดลายแปลกๆ เอามาโยนเล่น กันอย่างสนุกสนาน ผ่านมานับสิบปีแต่ดิฉันก็ยังจำถึงเสียงบ่นของแม่ในวันนั้นได้ว่า “ทำไมเสื้อถึงได้เปรอะขนาดนี้”

มาวันนี้ภาพความทรงจำเหล่านั้นหวนกลับมาหาดิฉันอีกครั้งค่ะ ขณะที่กำลังนั่งอยู่กลางทุ่งนาอินทรีย์ที่รายล้อมไปด้วยเสียงหัวเราะ รอยยิ้มของเด็กๆ ที่เข้าร่วมค่ายเยาวชน “ชวนน้องสนุกกลางทุ่ง คุยฟุ้งเกษตรอินทรีย์” ที่กรีนพีซจัดที่ผืนนาอินทรีย์ หมู่บ้านเขาราบ ตำบลเตาปูน อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี


1 ความคิดเห็น