ยินดีต้อนรับสู่ บล็อกกรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ๆ เราบอกเล่าเรื่องราวความเป็นไป เบื้องหลังการทำงาน ข้อคิด ความคิดเห็น เพิ่มเติมจาก งานที่เราทำ

คลองมะขามเฒ่า สายน้ำคู่ชุมชน



ตื่นเช้าพร้อมกับความรู้สึกเหมือนได้กลับไปเยี่ยมเยือนเพื่อนรักอีกครั้ง.... “แม่น้ำเจ้าพระยา”

แม่น้ำเจ้าพระยาตอนบน บริเวณอำเภอวัดสิงห์ จังหวัดชัยนาท หน้าวัดปากคลองมะขามเฒ่า

หน่วยศึกษาและเฝ้าระวังมลพิษทางน้ำ กรีนพีซ ได้เดินทางมาอำเภอวัดสิงห์ จังหวัดชัยนาท  เพื่อสำรวจคลองมะขามเฒ่า ซึ่งเป็นคลองบริ่เวณแม่น้ำเจ้าพระยาตอนบนที่ยังมีคุณภาพน้ำดีกว่าเจ้าพระยาตอนกลางและตอนล่างมาก ชาวบ้านหรือชุมชนริมคลองยังสามารถใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำได้ดี แม้จะไม่ได้มากเหมือนอดีต แต่ก็ดีกว่าบริเวณปลายน้ำมาก คลองมะขามเฒ่าเป็นคลองที่เชื่อมระหว่างแม่น้ำสายสำคัญสองสายด้วยกัน คือแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำท่าจีน ปากคลองตั้งอยู่บริเวณวัดปากคลองมะขามเฒ่า วัดศูนย์รวมจิตใจชาววัดสิงห์ สายน้ำไหลเอื่อยสู่ชุมชนที่เงียบสงบ แต่เข้มแข็งจากวีรกรรมการขับเคลื่อนของชาวบ้านในเรื่องการต่อต้านโรงไฟฟ้านิวเคลียร์

สถานีสูบน้ำจากคลองเพื่อนำไปผลิตเป็นน้ำประปาใช้ในชุมชน ซึ่งมีอยู่กว่า 1,700 ครัวเรือน

ความรักและหวงแหนรู้คุณค่าของทรัพยากรท้องถิ่น เพื่อคงไว้ให้เด็กๆ ในชุมชนเป็นเป้าหมายอันดับต้นๆ ของคนรุ่นก่อนในชุมชนนี้ จึงไม่แปลกใจเลยว่าในขณะที่เราและทีมงานกำลังช่วยกันพายเรือเข้าไปในคลอง เราจะได้เห็นสภาพน้ำที่ใสสะอาดและเห็นเด็กๆ กำลังกระโดดเล่นน้ำกันอย่างสนุกสนาน หลังจาก 1 ปีที่ผ่านมาเมื่อกิจกรรมพายเรือสร้างรอยยิ้มให้เจ้าพระยาที่พวกเราพายเรือจากปากน้ำโพถึงกรุงเทพฯ เราได้ผ่านและหยุดพักเยี่ยมชุมชนชาวปากคลองมะขามเฒ่ามาครั้งหนึ่งแล้ว


เด็กๆ ในชุมชนริมคลองจับกลุ่มกันเล่นน้ำอย่างสนุกสนานตลอดทั้งวัน
หลบแดด แช่น้ำเย็นใต้สะพาน

วันนี้เราได้กลับมาอีกครั้ง เราเริ่มพายกันจากใต้สะพานใกล้ชุมชน ระหว่างทางมีอุปสรรคจากความตื้นเขินและกอผักตบลอยขวางอยู่เป็นระยะ แต่ก็สามารถฝ่าไปได้

 ผักตบชวาลอยขวางอยู่เป็นระยะตลอดเส้นคลอง ปัญหาหลักที่ส่งผลกระทบต่อการคมนาคมและการใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำอื่นๆ

ระหว่างทางได้พบกับน้องปังปอนด์และแม่กำลังนั่งตกปลา ได้ทราบว่าสัตว์น้ำในคลองนี้ยังชุกชุมมีทั้งปลาแรด ปลาหวาย ปลาสวาย กุ้งฝอยตัวเล็กๆ และปลาชนิดอื่นๆ ซึ่งสามารถหาได้ตลอดปี และแอบเห็นท่อปั้มน้ำเล็กจึงถามว่าท่ออะไร (แอบกลัวเค้าจะปล่อยอะไรลงไปในน้ำ) แต่ได้คำตอบว่าเค้าใช้น้ำในน้ำครัวเรือนจากคลองนี้เช่นเดียวกัน เห็นแล้วรู้สึกอิ่มใจและดีใจกับความโชคดีของคนชุมชนนี้ที่ยังมีน้ำคลองสะอาดๆ ไว้ใช้ และยังเป็นแหล่งอาหารอีกด้วย ทั้งผักบุ้ง ผักต่างๆ จนถึงสัตว์น้ำขนาดเล็กจนถึงขนาดใหญ่
 น้องปังปอนด์ยกลอบดักกุ้งให้ดู พบกุ้งธรรมชาติขนาดเล็กมากมาย และบางที่ก็ได้ขนาดใหญ่


ผักบุ้งที่ขึ้นอยู่ริมคลอง อาหารและรายได้ของชุมชน

พายไปเรื่อยๆ กำลังอิ่มใจ แต่ต้องสะดุดกับภาพอันน่าตกใจ ร่องน้ำสีดำไหลตัดกับความใสสะอาดของน้ำในคลอง “เฮ้ย! นั่นท่ออะไร” คำถามเกิดขึ้นพร้อมกันกับพี่หัวหน้าทีมของเรา กลิ่นเหม็นคาวคลุ้งไม่สามารถบรรยายเป็นคำพูดได้ลอยมาเตะจมูกจนอยากหยุดหายใจ จึงถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐานเพื่อเอาไปหาข้อมูลต่อ ไม่รอช้ารีบพายกลับขึ้นท่าเพื่อไปถามชาวบ้าน จึงทราบว่าเป็นน้ำบ่อกุ้งที่เค้าระบายออกมาโดยไม่ได้มีการจัดการบำบัดก่อนปล่อย ชาวบ้านได้ร้องเรียนกับหน่วยราชการแล้วแต่ก็ไม่มีการประสานงานต่อแต่อย่างใด

น้ำเสียสีดำมีกลิ่นเหม็นถูกแอบปล่อยออกจากบ่อกุ้ง นอกจากความเน่าสกปรกแล้ว น้ำเสียนี้ยังอาจจะมีการปนเปื้อนของสารเคมีตกค้างที่ใช้ในบ่อกุ้ง

“เฮียแกละ” เป็นหนึ่งในทีมขับเคลื่อนการรักษาทรัพยากรท้องถิ่น และวันนี้ยังเป็นไกด์ชุมชนพาเราไปดูลักษณะการไหลของคลองและการเชื่อมต่อกันของแม่น้ำสองสาย จะเห็นได้ว่าสายน้ำสายนี้ยังสามารถใช้อุปโภคบริโภค การเกษตร เช่น ใช้การปลูกข้าว และ เลี้ยงเป็ดไล่ทุ่ง โดยลักษณะของพื้นที่ของชุมชนวัดสิงห์คล้ายเกาะ มีแม่น้ำเจ้าพระยาและท่าจีนล้อมรอบ ชาวบ้านจึงมีอาชีพปลูกข้าวเป็นอาชีพหลัก แต่ปีนี้น้ำแล้งกว่าทุกปี และยังมีปัญหาผักตบชวาวาแน่นปิดบังการไหลของน้ำ ทำให้เกิดการขังในบางจุด เก็บข้อมูลต่างๆ เรียบร้อยจึงขอลากลับพร้อมประกายเล็กๆ ในใจว่า อย่างน้อยชุมชนเล็กๆ ชุมชนนี้ยังมีสายน้ำที่สะอาดและคนในชุมชนยังคงเห็นประโยชน์และคุณค่าของทรัพยากร เราต้องกลับมาทำสิ่งดีๆ ที่นี่อีกครั้งแน่นอน

“เฮียแกละ” หนึ่งในทีมขับเคลื่อนการรักษาทรัพยากรท้องถิ่น

เป็ดไล่ทุ่ง เป็ดที่เลี้ยงในทุ่งนาตามธรรมชาติ โดยจะจิกกินวัชพืช หอยศัตรูพืช พรวนดิน และให้มูลที่เป็นปุ๋ย และเป็ดเหล่านี้จะวางไข่ ซึ่งให้รายได้แก่เกษตรกรไม่น้อย

ปัญหา “ขยะ” ที่ส่วนมากเป็นพลาสติก ถูกทิ้งให้เห็นตลอดริมน้ำเจ้าพระยาและลำคลองผ่านชุมชนแทบทุกที่ในประเทศไทย

3 ความคิดเห็น  

“เมือง”กับ “สายน้ำ”

Share Share

ในอดีตสายน้ำและลำคลองมีบทบาทที่สำคัญต่อสังคมและเศรษฐกิจของประเทศมาก ครั้งหนึ่งกรุงเทพฯ ได้รับสมญานามจากประเทศตะวันตกว่า “Venice of the East” หรือเวนิสแห่งตะวันออก โดยเป็นหนึ่งในเมืองที่มีลำคลองหลายสายไหลผ่านเมือง เสมือนสายเลือดหล่อเลี้ยงร่างกาย (water-based cities) การเกิดขึ้นของเมืองที่สำคัญในอดีตนั้น มีสายน้ำลำคลองเป็นภูมิศาสตร์ที่สำคัญ คลองเป็นช่องทางการสัญจรคมนาคมหลักที่สำคัญ เป็นแหล่งค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้า เป็นแหล่งอาหาร เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ และ ที่สำคัญยังเป็นแหล่งน้ำสำหรับการอุปโภค-บริโภค และการทำเกษตรกรรม ทั้งนี้การพัฒนาเมืองในอดีตและวัฒนธรรมชุมชนต่างๆ ล้วนมีจุดกำเนิดจากสายน้ำนั้นเอง (water-based development) ในขณะที่ปัจจุบันการพัฒนาจากผืนดิน (land-based development) ได้เข้ามาเป็นกระแสหลักในการพัฒนาเมือง อาทิ ถนน ที่เข้ามาแทนการสัญจรทางน้ำ เป็นต้น ขณะที่การพัฒนาใช้ประโยชน์จากสายน้ำลำคลอง หรือแม้แต่การอนุรักษ์ภูมิทัศน์ วัฒนธรรม อาชีพริมน้ำ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการปกป้องแหล่งน้ำจากมลพิษได้ถูกลดทอนความสำคัญลงไป จนกระทั่งปัจจุบันหลายแห่งเกิดการเสื่อมโทรมและเกิดผลกระทบต่อชุมชน  ทั้งนี้การพัฒนาที่เหมาะสมควรเป็นไปอย่างสมดุลทั้งทางบกและทางน้ำ ผสมผสานความหลากหลายให้อยู่คู่กัน

แม่น้ำเจ้าพระยา สายเลือดหลักของประเทศ จุดเริ่มต้นสังคม วัฒนธรรม และเศรษฐกิจของประเทศ

แม่น้ำเจ้าพระยา แหล่งอาหารที่สำคัญของคนไทย


บ้านเรือนที่ตั้งอยู่ริมคลอง รวมเป็นชุมชนที่อาศัยแหล่งน้ำในการดำรงชีวิต

การใช้ประโยชน์จากสายน้ำลำคลองที่น้อยลงไปในปัจจุบันนั้น เกิดจากการเปลี่ยนแปลงไปสู่สังคมเมืองแบบบริโภคและวัตถุนิยม ที่ควบคู่ไปกับการขยายตัวอุตสาหกรรมที่ขาดการควบคุมป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ส่งผลให้แหล่งน้ำต่างๆ มีคุณภาพเสื่อมโทรมลง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาขยะ ปัญหาระบบนิเวศธรรมชาติ เช่น ป่าไม้หรือพื้นที่สีเขียวริมฝั่งถูกบุกรุกทำลาย ปัญหาภูมิทัศน์ ปัญหาสลัม ปัญหาการลดลงของสัตว์และพืชน้ำ ปัญหามลพิษจากน้ำเสียจากแหล่งกำเนิดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นทำทิ้งจากบ้านเรือนเอง น้ำที่ไหลจากแปลงเกษตรสมัยใหม่ที่มีการใช้ปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลง และที่อันตรายที่สุดคือน้ำทิ้งจากโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งล้วนปนเปื้อนสารเคมีอันตรายที่สามารถสะสมปนเปื้อนได้ในน้ำ ในดิน และสัตว์ต่างๆ โดยเฉพาะห่วงโซ่อาหาร ซึ่งในที่สุดแล้ว สารเคมีเหล่านี้ก็กลับมาสู่มนุษย์เอง
  ภูมิทัศน์ของคลองที่เริ่มเสื่อมโทรม คุณภาพน้ำที่เสื่อมโทรมลงจะส่งผลกระทบต่อชุมชน และอาหารเสี่ยงต่อการปนเปื้อนสารพิษจากน้ำทิ้งอุตสาหกรรมที่ใช้สารพิษอันตรายในกระบวนการผลิต

อาชีพแยกขยะของบ้านเรือนริมคลอง

ผลกระทบที่เกิดต่อชุมชน อันเกิดจากคุณภาพน้ำที่เสื่อมโทรมลงมีหลายกรณี อาทิ การย้ายถิ่นฐานไปยังบริเวณอื่น ผลกระทบต่ออาชีพการทำประมงหาปลา การทำเกษตร ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจากการสูญเสียการใช้งานของแหล่งน้ำซึ่งเป็นทรัพยากรสาธารณะ การลดลงของอาหารตามธรรมชาติ การสูญหายของวัฒนธรรมของแต่ละชุมชนหรือท้องถิ่น และในที่สุดแหล่งน้ำลำคลองดังกล่าวที่เป็นต้นกำเนิดของชุมชน สังคม และวัฒนธรรม ก็เหลือแค่เป็นที่รองรับน้ำทิ้งจากกิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์
 ภูมิทัศน์ที่เปลี่ยนไปจากน้ำเน่าเสีย ผลจากการพัฒนาอุตสาหกรรม และการล่มสลายของชุมชนริมคลอง

ชาวบ้านยังคงหาอาหารจากแม่น้ำเจ้าพระยา แต่นับวันก็ร่อยหรอลงทุกที

หน่วยศึกษาและเฝ้าระวังมลพิษทางน้ำ (Water Patrol Unit)

4 ความคิดเห็น  

การระเบิดของภูเขาไฟ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ไม่ต้องสงสัยเลยว่า การระเบิดของภูเขาไฟได้เพิ่มคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศ แต่เมื่อเปรียบเทียบกับปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมของมนุษย์ ผลกระทบจากระเบิดของภูเขาไฟ (ต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ) ถือว่าน้อยมาก กล่าวคือ การระเบิดของภูเขาไฟปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่ชั้นบรรยากาศราว 110-250 ตันต่อปี ในขณะที่กิจกรรมของมนุษย์นั้นปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์มากกว่านั้นเป็นร้อยเท่า

อะไรปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ต่อวันมากกว่ากัน อุตสาหกรรมการบินในยุโรป หรือ ภูเขาไฟ Eyjafjallajokull ในไอซ์แลนด์?

การระเบิดของภูเขาไฟจะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของโลก เป็นสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระยะสั้น หรือจะมีส่วนต่อความแปรปรวนตามธรรมชาติของสภาพภูมิอากาศหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย หากการระเบิดรุนแรงมากพอ ก็จะทำให้ฝุ่นละออง ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ หรือก๊าซที่เป็นกรดชนิดต่างๆ กระจายขึ้นสู่บรรยากาศชั้นสตราโตสเฟียร์ และแผ่ปกคลุมโลกภายในไม่กี่สัปดาห์ และคงอยู่ในชั้นบรรยากาศนั้นเป็นเดือนหรือเป็นปี

ละอองเถ้าขนาดเล็กที่อยู่ในชั้นบรรยากาศสตราโตสเฟียร์จะสะท้อนพลังงานจากดวงอาทิตย์บางส่วนกลับออกสู่อวกาศแทนที่จะลงสู่พื้นผิวโลก ก๊าซที่เป็นกรดซัลเฟอร์เมื่อรวมตัวกับน้ำในชั้นบรรยากาศกลายเป็นละอองลอย (aerosols) ที่ดูดซับรังสีความร้อนของดวงอาทิตย์และสะท้อนรังสีเหล่านั้นกลับออกสู่อวกาศ การสะท้อนของรังสีความร้อนจากดวงอาทิตย์ที่มายังพื้นผิวโลกนี้เป็นผลทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกลดลง

 การระเบิดของภูเขาไฟ Eyjafjallajokull ในไอซ์แลนด์

ข้อมูลทางประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นว่า การระเบิดของภูเขาไฟที่รุนแรงเพียงพอที่จะทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกลดลงชั่วคราวนั้นได้เกิดขึ้นในหลายๆ โอกาสด้วยกันในช่วง 600 ปีที่ผ่านมา เหตุการณ์ที่รู้จักกันมากที่สุดและเกิดขึ้นในปี 2534 คือการระเบิดอย่างรุนแรงของภูเขาไฟพินาตูโบ (Pinatubo) ในฟิลิปปินส์ ที่ปล่อยซัลเฟอร์ไดออกไซด์ราว 17 ล้านตัน และละอองเถ้าขนาดเล็ก ขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศสูง 40 กิโลเมตรเหนือพื้นผิวโลก ภายใน 3 สัปดาห์ กลุ่มควันภูเขาไฟก็ได้แผ่ปกคลุมชั้นบรรยากาศของโลก ส่งผลให้อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกลดลง 0.4 องศาเซลเซียส การลดลงของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกดังกล่าวมีต่อเนื่องเป็นเวลา 3 ปี

กลุ่มควันที่เกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟ Eyjafjallajokull ในไอซ์แลนด์ที่อยู่ใต้ธารน้ำแข็ง ยังลอยขึ้นไปไม่ถึงชั้นบรรยากาศสตราโตสเฟียร์ นอกจากนี้ การระเบิดที่เกิดขึ้นมิได้ปล่อยซัลเฟอร์ไดออกไซด์ในปริมาณมหาศาล ดังนั้น อาจมีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระดับท้องถิ่นอยู่บ้าง แต่ไม่น่าจะมีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระดับโลก ยกเว้นเสียแต่ว่า การระเบิดจะรุนแรงมากขึ้น หรือมีช่วงเวลาที่ยาวนานขึ้น ผลกระทบทางด้านสภาพภูมิอากาศอาจเกิดในวงที่กว้างขึ้นได้ แต่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น การลดลงของอุณภูมิผิวโลกจะเป็นเหตุการณ์ชั่วคราวและไม่อาจชดเชยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นที่การกระทำของมนุษย์ จากการเผาไหม้เชื้อเพลิงจากซากดึกดำบรรพ์และการทำลายป่าไม้

ธารา บัวคำศรี

3 ความคิดเห็น  

การประชุมภาคประชาชนโลกด้านภาวะโลกร้อน


เริ่มจากวันจันทร์ที่ 19 เมษายน ประชาชนประมาณ 15,000 คน จากทั่วโลก พร้อมทั้งตัวแทนจากรัฐบาล 70 ประเทศ โดยหลักๆ มาจากประเทศที่ยากจน จะเข้าร่วมประชุม การประชุมภาคประชาชนโลกด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และสิทธิของโลก ณ เมืองโคชาบัมบา ประเทศโบลีเวีย นี่เป็นการประชุมที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ที่นำพาประเทศต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มารวมตัวกันกับผู้เชี่ยวชาญและนักกิจกรรมเพื่อค้นหาวิธีแก้ปัญหา

“จุดประสงค์หลักของการประชุม คือ การเรียกร้องให้ประเทศที่พัฒนาแล้วมีพันธะและบรรลุพันธะการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเราได้สังเกตเห็นว่าสิ่งนี้จะไม่เกิดขึ้นหากปราศจากแรงกดดันจากภาคประชาสังคม” พาโบล โซลอน ทูตสหประชาชนแห่งโบลีเวีย กล่าว

ในโคชาบัมบา “ผู้ที่กำลังประสบผลกระทบจากภาวะโลกร้อน จะมีโอกาสได้ออกเสียง” โซลอนกล่าว

โบลีเวียกำลังเผชิญกับการสูญเสียธารน้ำแข็งอย่างรวดเร็วเพราะการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิโลก ในขณะที่ประเทศที่เป็นเกาะเล็กๆ เช่น โคโมรอส จะเข้าร่วมประชุมเพื่ออภิปรายเกี่ยวกับระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น


การประชุมประกาศเรียกรวมตัวโดย ประธานาธิบดีอีโว โมราเลส แห่งโบลิเวีย หลังการเจรจาด้านสภาพภูมิอากาศแห่งสหประชาชาติครั้งล่าสุด ณ กรุงโคเปนเฮเกน ซึ่งสิ้นสุดลงด้วยร่างข้อตกลงโคเปนเฮเกน (Copenhagen Accord) ที่ไร้ซึ่งเป่าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่มีผลบังคับทางกฎหมาย ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก

ความพยายามของโบลีเวียในการเติมพลังใหม่ให้กับการเจรจา ได้รับการสนับสนุนจากองค์กรด้านสิ่งแวดล้อม การพัฒนา และ สิทธิมนุษยชนชั้นนำจากทั่วโลก เช่น 350.org, Friends of the Earth, Oxfam, Greenpeace, Action Aid และ Via Campesina คณะผู้แทนที่จะเข้าร่วมมาจากลาติน อเมริกา แอฟริกา เอเชีย ยุโรป และ อเมริกาเหนือ ส่วนเยอรมนี ฝรั่งเศส รัสเซีย จีน และ เม็กซิโก ได้ยืนยันแล้วฃ

ในบทบรรณาธิการ บิล แม็กคิบเบน จาก 350.org เขียนไว้ว่า “ขอบคุณสวรรค์…ที่ประเทศเช่นโบลีเวียเต็มใจที่จะทำงานเคียงข้างกับภาคประชาสังคม (แทนที่จะปิดห้องคุยกัน ดังที่สหประชาชาติทำที่โคเปนเฮเกน)”


ประธานาธิบดีโมราเลส จะกล่าวสุทนทรพจน์ในการเปิดประชุมครบองค์ในวันอังคารที่ 20 เมษายน และการประชุมจะดำเนินไปจนถึงวันพฤหัสบดีที่ 22 การประชุมจะมุ่งไปที่การประชุมคณะทำงาน 17 กลุ่ม และครอบคลุมประเด็น เช่น สาเหตุเชิงโครงสร้างของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผู้ลี้ภัยสภาพภูมิอากาศ และ พิธีสารเกียวโต

เฮอร์นาน จีอาดินิ กล่าวปราศรัยในการประชุมภาคประชาชนโลก เกี่ยวกับกลยุทธ์หลังการประชุมที่โคชาบัมบาในวันพุธ ดังนี้

กรีนพีซยินดีต้อนรับการประชุมภาคประชาชนโลก ในฐานะเวทีอภิปรายที่สามารถสร้างความแข็งแกร่งให้กับการต่อสู้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่อันตราย” เฮอร์นาน จีอาดินิ แห่งกรีนพีซ อาร์เจนตินา กล่าวจากการประชุม “เป็นสิ่งที่สร้างแรงบันดาลใจที่ได้เห็นว่าความยุติธรรมด้านสภาพภูมิอากาศเป็นหัวใจของการเจรจา ประชาชนที่ยากจนที่สุดของโลกจำนวนหนึ่งกำลังได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดจากสภาพภูมิอากาศที่ถูกทำลาย เมื่อบ้าน วิถีชีวิต และ ชีวิตของพวกเขากำลังถูกทำลาย

กรีนพีซขอชื่นชมการเคลื่อนไหวของประธานาธิบดีโมราเลส ซึ่งเป็นประธานาธิบดีเชื้อสายอเมริกันคนแรกที่เป็นชาวพื้นเมือง ที่ได้ผลักดันให้สิทธิของประชาชนพื้นเมืองอยู่ในหัวแถวของการเจรจา ณ โคชาบัมบา


กรีนพีซหวังว่าการประชุมภาคประชาชนโลกจะเป็นประโยชน์ต่อการเจรจาด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่างๆ ของสหประชาชาติที่กำลังดำเนินอยู่ โดยช่วยทำให้เกิดการเห็นชอบข้อตกลงด้านสภาพภูมิอากาศระดับโลกที่เป็นธรรม มุ่งมั่น และ มีผลบังคับใช้ตามกฎหมาย

รัฐบาลต่างๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะของประเทศอุตสาหกรรมกำลังล้มเหลวในการกู้วิกฤตสภาพภูมิอากาศ พันธกรณีปัจจุบันภายใต้กระบวนการของสหประชาชาตินั่นไม่เพียงพออย่างน่าตำหนิ โดยอาจนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกให้มากกว่า 3 องศาเซลเซียส ซึ่งในระดับนี้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ระบุว่าจะนำไปสู่หายนะสภาพภูมิอากาศ

กรีนพีซยินดีในความคิดริเริ่มของรัฐบาลโบลีเวีย ในการเดินหน้าการเจรจาเพื่อเห็นชอบการปฏิบัติการด้านสภาพภูมิอากาศที่สูงส่ง เป็นธรรม และ มีผลบังคับใช้ตามกฎหมาย ที่จำเป็นต้องเกิดขึ้นอย่างเร่งด่วน” จอร์จ เพลทนิคอฟ เจ้าหน้าที่รณรงค์และนักกิจกรรมด้านสิทธิประชาชนพื้นเมืองอเมริกัน จากกรีนพีซ กล่าว “ข้อเสนอที่สามารถช่วยให้โลกบรรลุข้อตกลงสภาพภูมิอากาศที่มีประสิทธิภาพ เป็นธรรม และ สมเหตุสมผล ต้องได้รับการพิจารณา

0 ความคิดเห็น  

สงกรานต์ วันสาดน้ำ และ วันประหยัดน้ำ

วันสงกรานต์ นอกจากเป็นวันสาดน้ำกันอย่างชุ่มฉ่ำแล้ว ให้เป็นวันที่เราหันมาเริ่มใช้น้ำอย่างรู้คุณค่าด้วยดีไหมคะ


"ใช้สิ่งต่างๆ (เช่น แก้ว เสื้อผ้า เป็นต้น) บ่อยกว่าเดิมก่อนล้าง เทน้ำที่ใช้แล้วใส่ต้นไม้ ทำความสะอาดสิ่งต่างๆ ด้วยผ้าเปียก เช็ดจานชามแทนการล้างในการเอาสิ่งสกปรกออก  จากนั้นล้างสิ่งสกปรกในอ่างที่มีน้ำยาล้างจาน แทนการล้างใต้ก๊อกที่มีน้ำไหล"

ไม่มีเหตุผลที่เราจะไม่ทำสิ่งง่ายดายเหล่านี้ และเหตุผลสำคัญที่เราควรทำก็คือ การขาดแคลนน้ำ

ตรงกันข้ามกับสิ่งที่เรารับรู้กันทั่วไป น้ำเป็นทรัพยากรที่มีอยู่จำกัด น้อยกว่า 3% ของน้ำในโลกเป็นน้ำจืด โดย 2 ใน 3 ของน้ำจืดนั้นถูกกักเก็บอยู่ในธารน้ำแข็งและภูเขาน้ำแข็งขั้วโลก ทำให้เราเหลือน้ำให้เราใช้เพียง 1% การทำฝนเทียมไม่เพิ่มปริมาณน้ำ (แม้ว่าจะสามารถเพิ่มปริมาณฝนในพื้นที่เฉพาะ) การกลั่นน้ำทะเลเป็นน้ำจืดสามารถเพิ่มปริมาณน้ำจืดได้ แต่มีราคาแพง และเป็นได้แค่ทางเลือกในพื้นที่ชายฝั่ง หรือที่ที่มีน้ำกร่อย

อย่างไรก็ตาม ปริมาณน้ำจืดไม่ได้เป็นปัญหามากเท่ากับวิธีการใช้น้ำอย่างสิ้นเปลืองของเรา โดยเราทำให้น้ำสูญเปล่าอย่างมาก โดยไม่เฉลียวใจที่จะใช้น้ำก่อน ในขณะที่ประชากรมนุษย์ยังคงเพิ่มขึ้นทั่วโลกและในประเทศ ความตึงเครียดเรื่องทรัพยากรก็จะมีแต่เพิ่มขึ้น

แหล่งสำรองน้ำใต้ดินที่กำลังเหือดแห้งสามารถทำให้แหล่งน้ำต่างๆ ลดน้อยลงอย่างมาก เพราะแม่น้ำ ทะเลสาบ และ พื้นที่ชุ่มน้ำ ต้องพึ่งพาน้ำจากแหล่งน้ำใต้ดิน นอกจากนี้ พื้นผิวน้ำบาดาลที่ลดลงสามารถทำให้พืชไม่สามารถเข้าถึงน้ำใต้ดินได้

มนุษยใช้น้ำจืดที่มีอยู่ในโลกมากกว่าขีดจำกัดในการใช้ของเรา การประมาณการณ์ขององ์การสหประชาชาติระบุว่า ปัจจุบันเราดึงน้ำมาใช้ 54% และจะเพิ่มขึ้นสู่ 90% ภายใน 25 ปี หากภาวะในปัจจุบันดำเนินต่อไป จะเหลือน้ำเพียง 10% สำหรับสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ทั้งหมดของโลก

เราทำอะไรได้บ้าง…เราต้องเริ่มใช้น้ำให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เนื่องจากเกษตรกรรมเป็นสิ่งที่ใช้น้ำ (และใช้อย่างสิ้นเปลือง) มากที่สุด ดังนั้นจึงต้องเกิดการประหยัดน้ำในภาคการเกษตร แต่การปรับปรุงการใช้น้ำในบ้านก็ยังเกิดขึ้นได้อีกมาก ลองอ่านคำแนะนำด้านล่าง และแน่นอนว่าคุณจะพบ 1 หรือ 2 วิธี ที่คุณสามารถนำไปลงมือทำได้อย่างง่ายดาย โปรดจำไว้ว่า การประหยัดน้ำไม่ได้เป็นปัญหาที่แก้ได้โดยต้องใช้ทุกวิธี หรือไม่ก็แก้ไม่ได้เลย การกระทำเล็กๆ น้อยๆ ทุกอย่างสามารถช่วยได้จริง

ตัวการสิ้นเปลืองน้ำ
โถส้วมใช้น้ำมากที่สุดในบ้าน เครื่องซักผ้าตามมาเป็นอันดับที่ 2 อย่างไรก็ดีน้ำที่หยด หรือรูรั่วสามารถมีชัยเหนือทั้งสองอย่าง
วิธีประหยัดน้ำ

ปลูกฝังนิสัยที่มีประสิทธิผล
  • เปิดน้ำเมื่อต้องใช้เท่านั้น ไม่ใช่เปิดในขณะแปรงฟัน โกนหนวด หรือ ล้างเคาท์เตอร์ห้องน้ำ นอกจากนี้อย่าอาบน้ำนาน
  • อย่าทำให้โถส้วมของคุณเป็นถังขยะทิ้งกระดาษทิชชูอย่างสิ้นเปลือง
  • ใช้เครื่องล้างจานและเครื่องซักผ้าเมื่อเครื่องเต็มเท่านั้น
  • อย่าล้างสิ่งต่างๆ เช่น แก้ว และซักผ้าโดยไม่จำเป็น เพียงแต่บางสิ่งถูกใช้เพียงระยะเวลาสั้นๆ ไม่ได้หมายถึงว่าต้องล้าง
ซื้ออุปกรณ์ถาวรและเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพ
  • หากโถส้วม ฝักบัว และ ก๊อกน้ำของคุณมีอายุเก่าย้อนไปก่อนพ.ศ.2535 ให้พิจารณาเปลี่ยนหัวฝักบัวและก๊อกน้ำทุกรุ่นในปัจจุบันนั้นเป็นแบบน้ำไหลช้า ที่ไม่ทำให้น้ำไหลอย่างสูญเปล่า
  • ซื้อเครื่องล้างจานและเครื่องซักผ้าที่มีประสิทธิภาพทางพลังงาน (มีฉลาก Energy Star) เพราะใช้น้ำน้อยกว่า
ภาวะขาดแคลนน้ำทั่วโลก
ประชาชนมากกว่า 1 พันล้านคนขาดการเข้าถึงน้ำสะอาดสำหรับดื่ม และ 2 พัน 5 ร้อยล้านคนขาดบริการด้านสุขอนามัยที่เพียงพอ
จัดสภาพแวดล้อมของสวนของคุณโดยคำนึงถึงการใช้น้ำ
  • ปลูกพืชพื้นเมืองที่ต้องการน้ำน้อย ซึ่งรวมถึงปลูกหญ้าที่ต้องการน้ำน้อย
  • อย่ารดน้ำต้นไม้อย่างตรงต่อเวลาทุกวัน ให้ปรับการรดน้ำต้นไม้ตามสภาพอากาศ
  • รดน้ำต้นไม้ในตอนเช้าตรู่และตอนเย็น เพื่อหลีกเลี่ยงการระเหยที่ไม่จำเป็น
  • กวาดพื้นที่มีแผ่นปู อย่าใช้สายยางฉีดลงท่อ
ซ่อมรูรั่ว
  • แม้แต่รูรั่วเล็กๆ ก็สามารถทำให้สูญเสียน้ำมากอย่างเหลือเชื่อได้
ขอขอบคุณข้อมูลจาก NRDC

2 ความคิดเห็น  

โปสการ์ดจากภาคเหนือ

ภัยแล้งได้ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดเชียงราย แต่ชีวิตที่นั่นยังคงดำเนินต่อไป

เริ่มต้นเดือนมีนาคม รัฐบาลก็ได้ประกาศสถานการณ์ภัยแล้งใน 36 จังหวัดทั่วประเทศไทย จากนั้นในช่วงสิ้นเดือน ตัวเลขของภัยแล้งได้เพิ่มขึ้นเป็น 53 จังหวัด โดยรัฐบาลได้ประเมินสถานการณ์ภัยแล้งในปีนี้ว่าจะรุนแรงขึ้นในเดือนเมษายน ซึ่งเป็นเดือนที่ร้อนที่สุด โดยพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือจังหวัดต่างๆ ในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่มีแม่น้ำโขงไหลผ่าน

ภาพที่เห็นจากหน้าต่างรถประจำทางตั้งแต่เชียงรายไปเชียงของ จนกระทั่งถึงเชียงแสน คือไร่นาอันแห้งแล้ง บ่อน้ำที่แห้งผาก ลำน้ำโขงที่มีน้ำไหลเอื่อยๆ ระดับน้ำในลำน้ำโขงนั้นดูแทบจะสูงไม่ถึงหนึ่งเมตร หรือมีระดับน้ำแค่ครึ่งเมตรในบางพื้นที่

 
เชียงของ, เชียงราย, 18 มีนาคม 2553 – หญิงชราชาวม้งกำลังเตรียมดินเพื่อเพาะปลูกบริเวณชายเขาในเชียงของ จังหวัดเชียงราย

ความแห้งแล้งยิ่งทำให้แสงแดดทุกวันนี้ดูร้อนแรงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อความร้อนรวมตัวกันกับไฟป่าที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงฤดูแล้งของภูมิภาคนี้ บางครั้งเกิดขึ้นตามธรรมชาติและส่วนมากเกิดด้วยความตั้งใจ ในช่วงฤดูร้อนของทุกปี เราจะได้กลิ่นเหม็นไหม้จากการเผาไร่ เผานา เห็นท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยกลุ่มหมอกควันและฝุ่นขี้เถ้า และภาพของตอไหม้และนาข้าวสีดำๆ กระจายอยู่ทั่วไป และดูเหมือนว่าความแห้งแล้งที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรงในปีนี้จะถูกปกปิดด้วยภาพชีวิตของผู้คนที่ยังดำเนินไปอย่างเป็นปกติ เสมือนกับคำกล่าวที่ว่า “ชีวิตยังต้องดำเนินต่อไป”

ที่อำเภอขุนตาล  จังหวัดเชียงราย เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2553 นายสมชาย ยาวิเริง อายุ 46 ปี ชี้ให้ดูระดับน้ำที่ลดลงของบ่อเก็บน้ำที่อยู่กลางนาของเขาในอำเภอขุนตาล จังหวัดเชียงราย 

ที่อำเภอขุนตาล จังหวัดเชียงราย เราได้รู้จักกับเกษตรกรชื่อนายสมชาย ยาวิเริง อายุ 46 ปี เขาเริ่มปลูกข้าวเมื่อเดือนมกราคมที่แล้ว หลังจากฤดูเก็บเกี่ยวในเดือนธันวาคมผ่านไปไม่นาน แต่ด้วยปัญหาระบบชลประทานที่จำกัดมาก ทำให้ทั้งเขาและภรรยาเริ่มกังวลกับการเก็บเกี่ยว นาของเขาดูแห้งแล้งจนเกือบจะแตกระแหง และต้นข้าวก็แทบจะอยู่ไม่รอด เขาคุ้นเคยกับความร้อนของฤดูแล้งเป็นอย่างดี แต่ปีนี้เขาบอกว่าเป็นฤดูร้อนที่เลวร้ายที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็นมา

“สองสามปีที่แล้ว ผมยังไปหาน้ำจากคลองใกล้ ๆ บ้านมาปลูกข้าวได้ แต่ว่าปีนี้น้ำในคลองแห้งมากและผมก็ต้องใช้น้ำจากแหล่งน้ำของหมู่บ้านที่อยู่ไกลออกไปอีก 500 เมตร ฝนที่ตกน้อยกว่าทุกปีก็ยิ่งทำให้ปัญหานี้เลวร้ายมากขึ้นไปอีก” นายสมชายกล่าว แต่เขาก็ยังโชคดีกว่าเพื่อนบ้านหลาย ๆ คนที่ต้นข้าวของพวกเขาไม่สามารถอยู่รอดจากความร้อนได้

ชาวประมงในอำเภอเชียงของก็กำลังเผชิญปัญหาเดียวกัน ระดับน้ำที่ลดลงอย่างต่อเนื่องส่งผลกระทบต่อการขยายพันธุ์ปลาในแม่น้ำ ทำให้เกิดความกังวลว่าการจับปลาในปีนี้จะลดลงอย่างมาก ชุมชนโดยรอบต่างพากันแสดงความกังวลถึงความอยู่รอดของปลาบึก ซึ่งเป็นปลาประจำท้องถิ่นที่มีชื่อเสียงของเชียงของและกำลังใกล้จะสูญพันธุ์ ถึงแม้ว่าทั้งรัฐบาลและหน่วยงานเอกชนจะมีโครงการขยายพันธุ์ปลาบึก แต่ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมานี้แทบจะไม่มีใครได้พบเห็นปลาบึกในแม่น้ำเลย

9 มีนาคม 2553 – ชาวประมงกำลังจอดเรือเทียบตลิ่งทรายในลำน้ำโขง ที่อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย 

ไม่เพียงแค่ปลาบึกเท่านั้น ปลาพันธุ์อื่นๆ ในลำน้ำโขงก็กำลังขาดแคลนอาหาร โดยเฉพาะไก ซึ่งเป็นสาหร่ายน้ำจืดชนิดหนึ่งที่เจริญเติบโตในช่วงฤดูร้อน บริเวณริมแม่น้ำที่มีน้ำตื้นเขินและมีก้อนกรวด สาหร่ายไกหาได้ยากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากระดับน้ำที่ลดลงและน้ำขุ่นมากขึ้น นายนิวัฒน์ ร้อยแก้ว เครือข่ายประชาชนในท้องถิ่น อายุ 50 ปี เล่าให้เราฟังว่า ในอดีตนั้นเราสามารถทำนายหรือคาดเดาสิ่งต่างๆ ได้จากการดูระดับน้ำในแม่น้ำโขง ซึ่งแม้แต่เด็กตัวเล็กๆ ยังรู้ว่าจะไปหาสาหร่ายไกได้ที่ไหน และเมื่อไหร่ “แต่ตอนนี้ไม่มีใครบอกได้ สาหร่ายไกหาได้ยากมาก เราคาดเดาอะไรไม่ได้อีกแล้ว”

ในพื้นที่อื่นๆ ของจังหวัดเชียงราย ทุกอย่างดูเหมือนจะยังดำเนินไปอย่างปกติ ตรงข้ามกับรายงานภัยแล้งอันรุนแรงของปีนี้ ชุมชนชาวเขาเผ่าม้งที่อาศัยอยู่บนภูเขาในเชียงของได้เริ่มเพาะปลูกตามขั้นบันไดในเช้าวันหนึ่งหลังจากมีฝนตกลงมาอย่างไม่คาดฝัน ชาวบ้านที่นี่พึ่งน้ำฝนมากกว่าน้ำจากระบบชลประทานแบบที่ใช้ในการเพาะปลูกในที่ราบ  และยิ่งระดับน้ำในสันปันน้ำลดลงเนื่องจากการตัดไม้ทำลายป่าบนภูเขา ปัญหาภัยแล้งก็ดูจะยิ่งรุนแรงขึ้นสำหรับชาวบ้านในชุมชนนี้ ฝนทำให้ดินเกิดความชุ่มชื่น แต่ละครอบครัวจึงลงมือปลูกมันสำปะหลังตามไร่สวนข้างทาง ถึงแม้พืชหัวจะสามารถทนความแห้งแล้งได้ดีกว่าพืชชนิดอื่นๆ แต่อย่างไรก็ตาม การปลูกพืชประเภทนี้ในช่วงที่มีภัยแล้งนั้นอาจทำให้กลายเป็นพืชมีพิษได้

20 มีนาคม 2553 – ชาวม้งปลูกมันสำปะหลังตามไร่ริมถนนในเชียงของ จังหวัดเชียงราย

20 มีนาคม 2553 - หญิงสาวชาวม้งกำลังเตรียมก้านมันสำปะหลังสำหรับเพาะปลูกในไร่บริเวณข้างถนน ในเชียงของ จังหวัดเชียงราย

ชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในลุ่มแม่น้ำโขงต่างก็ต้องพึ่งพาวัฏจักรของความแห้งแล้งและน้ำท่วมมาโดยตลอด แต่เมื่อภัยแล้งทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่องและวัฏจักรก็ค่อยๆ สั่นคลอนขึ้นทุกที ไม่ว่าจะเนื่องจากการสร้างเขื่อนหรือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือทั้งสองอย่างรวมกัน ความเสียหายอันมหาศาลที่จะเกิดขึ้นอย่างที่เราไม่ทันจะตั้งตัวรับนั้นอาจมีมากกว่าที่เราคิด

เขียนโดย เลยา เกเรโร กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ภาพโดย ชัยเลนดรา ยัสวัน
กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

3 ความคิดเห็น