ยินดีต้อนรับสู่ บล็อกกรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ๆ เราบอกเล่าเรื่องราวความเป็นไป เบื้องหลังการทำงาน ข้อคิด ความคิดเห็น เพิ่มเติมจาก งานที่เราทำ

อนาคตไร้จีเอ็มโอ – การเดินทางโดยรถบัสทั่วยุโรป – รายงานจากท้องถนนโดยบ็อบ

รถบัสไร้จีเอ็มโอของเรากำลังอยู่ระหว่างการเดินทางทั่วยุโรป เพื่อเรียกร้องให้มีกฎหมายระงับผลผลิตที่ตัดต่อพันธุกรรมทั้งหมดในสหภาพยุโรป เพื่อปกป้องผู้บริโภค เกษตรกร และ สิ่งแวดล้อม

GP020A0_layoutGE2.jpg
รถบัสไร้จีเอ็มโอออกจากสำนักงานใหญ่ของกรีนพีซสากล ในกรุงอัมสเตอร์ดัม

24 มีนาคม – การเดินทางของรถบัสไร้จีเอ็มโอเริ่มขึ้นจากอัมสเตอร์ดัม

ไม่มีทางปล่อยให้เปิดไฟเขียวผลผลิตจีเอ็มโอที่เสี่ยง

เป็นเวลากลางวันตอนต้นในฤดูใบไม้ผลิ ที่รถบัสการรณรงค์ “อนาคตไร้จีเอ็มโอ” ของกรีนพีซ ออกจากอัมสเตอร์ดัม และกล่าวอำลากับผู้คนที่โบกมือลา และตะโกนอวยพรให้กับสมาชิกประจำรถบัส 4 คน ประเทศสมาชิก เกษตรกร และ ผู้บริโภคมากมาย ได้หวังว่าคณะกรรมาธิการยุโรปชุดใหม่จะรับฟังความตั้งใจ การเลือก และ ความกังวล ของพลเมือง เกษตรกร และ ประเทศสมาชิกที่ห่วงใย โดยจะทบทวนการอนุมัติให้ปลูกพืชตัดต่อพันธุกรรม (จีเอ็มโอ) ในที่สุด ดังที่ประเทศสมาชิกเรียกร้องเมื่อสิ้นปี 2551 แต่พวกเขาไม่ได้ลงมือทบทวน พวกเขาอนุมัติให้ปลูกมั่นฝรั่งจีเอ็มโอในการตัดสินใจครั้งแรกด้วยวิธีที่ไม่เป็นประชาธิปไตย มันฝรั่งนี้สามารถกลายเป็นพืชต้านทานยาปฏิชีวนะ จึงอาจลดประสิทธิภาพของยาที่สำคัญบางอย่าง มันฝรั่งนี้อาจหมายถึงภัยคุกคามต่อสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และ เศรษฐกิจ และไม่ใช่เพียงเท่านั้น พืชจีเอ็มโออีกหลายชนิดอาจได้รับการอนุมัติอีก โดยกำลังรอการตัดสินใจ

การเดินทางรถบัสในยุโรป – จากอัมสเตอร์ดัมสู่แมดริด

ฉันขุ่นข้องใจและโกรธในเวลาเดียวกัน เพราะฉันสามารถเห็นฝันร้ายได้อย่างง่ายดายว่า ประเทศ 27 แห่งในสหภาพยุโรป กำลังบังคับป้อนอาหารให้กับพลเมืองยุโรป 500 ล้านคน ดังนั้นฉันจึงมีความสุขที่ได้เดินทาง “อนาคตไร้จีเอ็มโอ” โดยรถบัสของกรีนพีซ เราต้องการส่งข้อความไปสู่คณะกรรมาธิการยุโรปที่นำด้วยบาร์โรโซ และ ไปสู่รัฐบาลทุกแห่งในสหภาพยุโรป ว่าประชาชนไม่ต้องการอาหารดัดแปลงพันธุกรรมบนโต๊ะอาหาร เมล็ดพันธุ์บนผืนดิน อาหารสัตว์ในฟาร์ม เพราะไม่แน่นอนว่ามันปลอดภัยหรือไม่ มันไม่ช่วยเหลือเกษตรกร และ ขายได้ยากกว่า

รถบัส ได้มาจากเยอรมนี โดยเคยใช้วัดค่ามลพิษทางอากาศในหลายประเทศ รวมถึงออสเตรีย อาร์เจนตินา และ บราซิล ทีมนักกิจกรรมและผู้เชี่ยวชาญได้ซ่อมแซมรถบัสอายุ 19 ปีคันนี้ โดยตกแต่งภายในเสียใหม่ และเพิ่มเติมการใช้สอย รถบัสคันนี้ ซึ่งสำหรับฉันเหมือนรถบรรทุกมากกว่า สามารถรองรับคน 5 คนใน 1 ครั้ง และมีห้องแยกต่างหากที่ด้านท้าย

นักกิจกรรมชาวเยอรมันเปลี่ยนแปลงตู้คอนเทนเนอร์ที่ด้านท้ายให้เป็น “ครัวคุณยาย” ตามแบบเกษตรกรพื้นเมือง โดยมีตู้ เตา โต๊ะกินข้าว เก้าอี้นวม และแม้แต่เตาอบ รถบัสตกแต่งด้วยวอลเปเปอร์และภาพวาดย้อนยุคอันแพรวพราว และติดตั้งกล้องวีดิโอบนกำแพงเพื่อบันทึกข้อความของทุกคนที่ส่งถึงบาร์โรโซ แนวคิดก็คือ ให้ทุกคนนั่งลงบนโต๊ะอาหาร และส่งใบเสร็จเพื่ออนาคตไร้จีเอ็มโอ เพื่อส่งข้อความเกี่ยวกับจีเอ็มโอไปยังคณะกรรมาธิการยุโรป และรัฐบาลของพวกเขาเอง

>>>>>>>>>>>>>>>ติดตามรถบัสบน Facebook <<<<<<<<<<<<<<<

อุ่นเครื่องที่เนเธอแลนด์

GP0209Z_layoutGE3.jpg
เจ้าหน้าที่กรีนพีซโบกมืออำลา ในขณะที่รถบัสไร้จีเอ็มโอออกจากสำนักงานใหญ่ของกรีนพีซสากล ในกรุงอัมสเตอร์ดัม

ฉันได้ทำความรู้จักกับสมาชิกประจำรถบัสคนอื่นๆ ได้แก่ เอมม่า ช่างภาพชาวอังกฤษ เจนส์ คนขับรถและช่างเครื่องชาวเยอรมัน และ ฌอง-ฌ๊ากส์ กัปตันของทั้งการเดินทาง ผู้ซึ่งประสานงานการเดินทางผ่านประเทศในยุโรป 7 แห่ง ตัวฉันเป็นชาวฮังกาเรียน เราต้องถึงกรุงลักเซมเบิร์กในตอนเย็น แต่รถบัสแล่นช้ากว่าที่ฉันคาดไว้มาก เราจึงไม่สามารถมีความสุขกับทัศนียภาพของเนเธอแลนด์และเบลเยียมได้นานมากนัก อย่างไรก็ตาม เอมม่าอดใจไม่ได้ที่จะถ่ายภาพสวยๆ ของกังหันลมไม้ที่เห็นได้ทั่วไป และรถบัสของเรา ถือเป็นโชคดี นั่นทำให้ฉันนึกขึ้นได้อีกครั้งว่า ชนบทของเนเธอแลนด์นั้น แตกต่างจากชนบทของฮังการีอย่างแท้จริง โดยเป็นระเบียบ และอย่างน้อยสำหรับฉันประเทศของเราดูเหมือนจะหลากหลายมากกว่านัก นี่เป็นสิ่งที่ฉันตั้งใจจะแสดงให้ทุกคนเห็นเมื่อเราไปถึงฮังการีในสัปดาห์หน้า! อย่างไรก็ดี ทางน้ำในฮังการีเป็นที่ตรึงใจฉัน โดยใช้สำหรับเกษตรกรรม การขนส่ง การประมง กีฬา และเป็นเครื่องแบ่งที่ราบต่ำของเนเธอแลนด์เป็นส่วนๆ

ทีมงานเดินทางถึงลักเซมเบิร์ก

เราทำความรู้จักกันได้รวดเร็ว ฌอง ฌ๊ากส์ (JJ) เล่าเรื่องการเดินทางของเขา ซึ่งเป็นจุดเริ่มอันดีเยี่ยม เพราะเรื่องราวแปลกๆ ได้ตามมาเรื่อยๆ เราได้รู้ว่าใครทำอะไรและตั้งแต่เมื่อไหร่ที่กรีนพีซ

ในตอนดึก เรามาถึงกรุงลักเซมเบิร์ก และพบกับเฟรดริก นักกิจกรรมชาวสวีเดน ที่สนใจอาหารดีๆ เกษตรกรรรม ชีวิตแบบพึ่งพาตนเองได้ และ เกษตรกรรมอินทรีย์ เขาไม่พูดพร่ำทำเพลง มาวรีซ ผู้ประสานงานรณรงค์เกษตรกรรมยั่งยืนของกรีนพีซ ฮังการี รอเราอยู่ และอธิบายรายการที่ละเอียดสำหรับ 2 วันที่จะมาถึง คุณควรจะอยู่ที่นั่น แล้วเห็นใบหน้าที่ตกตะลึงเมื่อได้เห็นจำนวนการประชุมที่พวกเขาจัดขึ้นสำหรับวันถัดไป เหมือนเล่นเพลงเมดเล่ย์ไม่มีผิด ประธานองค์กรเกษตรกรรมอินทรีย์ ผู้อำนวยการคณะเกษตรศาสตร์ ผู้นำเกษตรกร ตัวแทนสหภาพผู้บริโภค พันตรี พ่อครัวแม่ครัว และ รัฐมนตรี มีกำหนดที่จะมาพบปะกับการเดินทาง "อนาคตไร้จีเอ็มโอ"

เหตุเพราะเราไม่มีประสบการณ์มากนักเกี่ยวกับอุปกรณ์ เราจึงต้องการอภิปรายว่าขั้นตอนใดที่จำเป็นในการรักษาความปลอดภัยให้กับอุปกรณ์ และจะจัดการตกแต่งภายในอย่างรวดเร็วได้อย่างไร เพราะรัฐมนตรีคนใดคนหนึ่งอาจมาเพื่อส่งข้อความผ่านวีดิโอไปยังบาร์โรโซ จากครัวเกษตรกรพื้นเมืองของเรา เป็นเวลาเกือบเที่ยงคืนแล้วแต่เรายังต้องจัดเตรียมให้เรียบร้อย เราวางสิ่งพิมพ์อันมีค่าไว้บนหลังคาของรถบัส ซึ่งเต็มไปด้วยแหล่งอ้างอิงถึงการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งอาจเป็นขุมทรัพย์สำหรับผู้ที่ต้องการให้เกิดกฎหมายห้ามจีเอ็มโอในยุโรป มาวรีซกังวลว่าสิ่งพิมพ์เหล่านั้นจะสูญหาย เราจึงตัดสินใจป้องกันภัย โดยเจนส์อาสานอนบนรสบัส

พวกเราเข้านอนด้วยความเหน็ดเหนือยอย่างที่สุด แต่กระตือรือล้นอย่างยิ่งที่ได้เห็นความสำคัญของการเดินทางของเราในลักเซมเบิร์ก

โดย บาลาซ “บ๊อบ” โทโมริ ผู้ประสานงานรณรงค์จีเอ็มโอ จากฮังการี

*คลิกที่นี่เพื่อเป็นส่วนหนึ่งกับเรา ลงมือทำโดยเขียนจดหมายถึงบาร์โรโซ ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป

ลิขสิทธิ์ภาพถ่าย: © Emma Stoner / Greenpeace, 24 มีนาคม 2553, อัมสเตอร์ดัม, เนเธอแลนด์

อ่านเรื่อง "GE FREE FUTURE - The European bus tour - Bob reports from the road " ภาคภาษาอังกฤษได้ที่นี่

0 ความคิดเห็น  

เรื่องราวของน้ำขวด

เรื่องราวของน้ำขวดเผยแพร่ในวันที่ 22 มีนาคม ซึ่งเป็นวันน้ำโลก โดยใช้รูปแบบของ The Story of Stuff บอกเล่าเรื่องราวของความต้องการที่ประดิษฐ์ขึ้น ซึ่งเป็นกลยุทธ์ของบริษัทน้ำขวดที่ลวงให้ชาวอเมริกันซื้อน้ำขวดจำนวนครึ่งพันล้านขวดในทุกๆ สัปดาห์ ทั้งๆ ที่มีน้ำประปาอยู่แล้ว ภาพยนตร์ขนาดสั้นมากกว่า 5.7 นาทีนี้ สำรวจการโจมตีน้ำประปาของอุตสาหกรรมน้ำขวด และการโฆษณาชูประเด็นสิ่งแวดล้อมที่ล่อลวงใจ เพื่อปกปิดของเสียพลาสติกกองโตเท่าภูเขาหลายลูกที่พวกเขาก่อให้เกิด ภาพยนตร์สั้นนี้สรุปเรื่องราวด้วยการเรียกร้องให้ ‘นำน้ำประปากลับคืนมา’ ซึ่งไม่เพียงทำได้โดยมีพันธะส่วนบุคคลในการหลีกเลียงน้ำขวด แต่ยังทำได้โดยสนับสนุนการลงทุนไปกับน้ำประปาที่สะอาดที่มีอยู่แล้ว เพื่อทุกคน



*สิ่งที่คุณทำได้ เกี่ยวกับน้ำขวด
*ช่วยบอกต่อเกี่ยวกับโครงการหนังสั้นที่ดีๆ เช่นนี้ บริจาควันนี้

นี่เป็นบทบรรยายของภาพยนตร์สั้นเรื่องนี้:

ปัญหาหนึ่งของการพยายามใช้สิ่งของให้น้อยลง คือ บางครั้งเรารู้สึกว่าเราต้องใช้มันจริงๆ หากคุณอาศัยอยู่ในเมือง เช่น เคลฟแลนด์ และคุณต้องการน้ำแก้วหนึ่งล่ะ คุณจะลองเสี่ยงเอาน้ำจากก๊อกน้ำสาธารณะหรือไม่ หรือคุณจะซื้อน้ำขวดที่มาจากป่าฝนอันอุดมสมบูรณ์แห่ง… ฟิจิ

เห็นได้ว่าเมื่อพิจารณาน้ำขวดยี่ห้อฟิจิ ก็จะได้คำตอบที่ชัดเจนของคำถามนี้ ดังนั้นพวกเขาจึงสร้างโครงการโฆษณาเกี่ยวกับเรื่องนี้ และกลายเป็นการเคลื่อนไหวที่ทึ่มที่สุดอย่างหนึ่งในประวัติศาสตร์โฆษณา

เมืองเคลฟแลนด์ไม่ชอบที่จะถูกทำให้เป็นตัวตลกเพราะเรื่องตลกเกี่ยวกับฟิจิ ดังนั้นพวกเขาจึงทดสอบ เชื่อหรือไม่ว่า น้ำยี่ห้อฟิจิแก้วหนึ่งนั้น พ่ายแพ้ต่อน้ำประปาในเคลฟแลนด์ โดยมีคุณภาพต่ำกว่า และมีราคามากกว่าหลายพันเท่า

เรื่องราวนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นทั่วไป เมื่อคุณทดสอบน้ำขวด และน้ำประปา

สะอาดกว่าหรือไม่? คำตอบ คือ บางครั้ง น้ำขวดได้รับการควบคุมตรวจสอบน้อยกว่าน้ำประปา ในหลายๆ ทาง

รสชาติดีกว่าหรือไม่? ในการทดสอบรสชาติทั่วประเทศ ประชาชนเลือกน้ำประปาแทนน้ำขวด อย่างคงเส้นคงวา

บริษัทน้ำขวดเหล่านี้กล่าวว่าพวกเขาเพียงแค่พยายามตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค แต่ใครล่ะที่จะต้องการผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืนน้อยกว่า รสชาติแย่กว่า และ มีราคาแพงกว่ามาก โดยเฉพาะเมื่อคุณสามารถได้มาฟรีจากครัวของคุณเอง น้ำขวดมีราคาแพงกว่าน้ำก๊อกประมาณ 2,000 เท่า ลองจินตนาการจ่ายเงินสำหรับสินค้าอื่นๆ ทั้งหมด มากกว่าสินค้าหนึ่ง 2,000 เท่าดูสิ ลองนึกว่าคุณจ่ายค่าแซนวิชราคา 10,000 ดอลลาร์

อย่างไรก็ตามประชาชนในสหรัฐอเมริกาก็จ่ายเงินค่าน้ำขวดมากกว่าครึ่งพันล้านขวดในทุกๆ สัปดาห์ ซึ่งเป็นขวดน้ำจำนวนมากพอที่จะใช้เรียงรอบโลกมากกว่า 5 รอบ สิ่งนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร มันย้อนไปถึงวิธีที่เศรษฐกิจด้านของใช้ทำงาน และหนึ่งในตัวขับเคลื่อนหลักของมัน เป็นที่รู้จักกันในชื่อ ความต้องการที่ประดิษฐ์ขึ้น

ถ้าบริษัทต่างๆ ต้องการเติบโตอย่างต่อเนื่อง พวกเขาต้องขายสิ่งของมากขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงทศวรรษ 2513 บริษัทเครื่องดื่มไร้แอลกฮอล์กังวลเพราะการคาดการณ์การเติบโตเริ่มคงที่ มีโซดาขายมากพอให้คนกินอย่างมากมาย นอกจากนี้คงไม่นานก่อนที่ผู้คนจะเริ่มตระหนักกว่าโซดาไม่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ และหันกลับไปดื่ม –หายใจหอบ- น้ำประปาที่ดื่มได้

บริษัทเหล่านั้นพบว่าความคิดอันยิ่งใหญ่ต่อมาของพวกเขานั้น เป็นผลิตถัณฑ์ของนักออกแบบ ในลักษณะโง่เง่า ที่ผู้คนส่วนมากหัวเราะใส่ เหมือนมันเป็นพวกยัปปี้ที่คลั่งสมัยนิยมที่มีขึ้นและจากไป ผู้คนกล่าวกันในอดีตว่าน้ำหาได้ฟรี พวกเขาจะขายอะไรให้เราหลังจากนี้ อากาศหรือ

แล้วคุณจะทำให้ผู้คนซื้อผลิตภัณฑ์ที่ไม่อยู่ในกระแสนี้ได้อย่างไร ง่ายๆ คือ โดยการประดิษฐ์ความต้องการขึ้น แล้วต้องทำอย่างไรล่ะ ก็ลองจินตนาการว่าคุณเป็นหัวหน้าบริษัทน้ำขวด

เนื่องจากผู้คนจะไม่ยืนต่อแถวเพื่อใช้จ่ายเงินที่หามาด้วยความยากลำบากไปกับผลิตภัณฑ์ที่ไม่จำเป็น คุณก็ทำให้เขารู้สึกกลัวและไม่มั่นคงหากพวกเขาไม่มีสินค้านั้นๆ และนี่เป็นสิ่งที่อุตสาหกรรมน้ำขวดทำ กลยุทธ์ทางการตลาดแรกเริ่มอย่างหนึ่ง คือ การทำให้คนกลัวเกี่ยวกับน้ำประปา ด้วยการใช้โครงการโฆษณา เช่น น้ำดื่มยี่ห้อฟิจิ จากเคลฟแลนด์

“เมื่อเราประสบความสำเร็จ” ผู้บริหารบริษัทน้ำดื่มคนหนึ่งกล่าว “น้ำประปาจะถูกลดหน้าที่ไปใช้สำหรับการอาบน้ำและการล้างจาน”

ขั้นต่อไป คุณก็ซ่อนความจริงเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ของคุณด้วยภาพลักษณ์ของความเพ้อภพอย่างสิ้นเชิง คุณเคยสังเกตเห็นหรือไม่ว่าน้ำขวดพยายามยั่วยวนเราด้วยภาพของลำธารบนภูเขา และธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ แต่ทายสิว่าแท้จริงแล้วน้ำขวด 3 ใน 4 ส่วนในสหรัฐมาจากไหน คำตอบ คือ จากน้ำประปา น้ำดื่มยี่ห้อ Aquafina ของเป๊ปซี่ และ Dasani ของโค้ก เป็น 2 ยี่ห้อจากหลายยี่ห้อที่แท้จริงเป็นน้ำประปาที่กรองแล้ว

แต่การโกหกเกี่ยวกับธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์นั้น ลึกซึ้งยิ่งไปกว่านั้น ในโฆษณาเต็มหน้ากระดาษเมื่อเร็วๆ นี้ เนสท์เล่กล่าวว่า “น้ำขวดเป็นผลิตภัณฑ์สำหรับผู้บริโภคที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมมากที่สุดในโลก” นี่มันอะไรกัน?!

พวกเขาทำกับสิ่งแวดล้อมเหมือนขยะตลอดทั้งวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ แล้วจะบอกว่ารับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างไร

ปัญหาเริ่มที่การดึงทรัพยากร และการผลิต สำหรับขวดน้ำ ที่ต้องใช้น้ำมัน ในทุกๆ ปี การผลิตขวดน้ำพลาสติกในสหรัฐ ใช้น้ำมันและพลังงานมากพอที่จะเป็นเชื้อเพลิงให้กับรถ 1 ล้านคัน

พลังงานที่ใช้ไปกับการผลิตขวด 1 ขวด ยังรวมถึงการขนส่งไปทั่วโลก จากนั้นเราดื่มมันหมดภายใน 2 นาที สิ่งนี้โยงไปถึงปัญหาใหญ่ ณ จุดสิ้นสุดวงจรชีวิต นั่นคือ การกำจัด

อะไรเกิดขึ้นกับขวดน้ำเหล่านี้เมื่อเราดื่มเสร็จ 80% จบลงที่พื้นที่ฝังกลบขยะ ที่ซึ่งพวกมันจะดำรงอยู่หลายพันปี หรือจบลงที่เตาเผาขยะ ที่ซึ่งพวกมันจะถูกเผา และปล่อยสารพิษออกมา ส่วนที่เหลือถูกรวบรวมไปรีไซเคิล

ฉันสงสัยว่าขวดน้ำพลาสติกที่ฉันทิ้งในถังขยะรีไซเคิลเดินทางไปที่ใด และพบว่าถูกขนส่งไปบนเรือหลายลำสู่อินเดีย ฉันจึงไปที่นั้น และจะไม่มีวันลืมเมื่อนั่งรถไปบนหุบเขานอกเมืองมัทราส และเผชิญหน้ากับขวดพลาสติกกองเท่าภูเขาที่มาจากแคลิฟอร์เนีย การรีไซเคิลที่แท้จริงจะทำให้ขวดเหล่านี้กลับไปเป็นขวดอีกครั้ง แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นที่นั่น พวกเขามีแผนให้ขวดเหล่านั้นถูกลดค่าลง ซึ่งหมายถึง เปลี่ยนเป็นผลิตภัณฑ์คุณภาพต่ำลง ที่จะถูกโยนทิ้งในภายหลัง ส่วนที่ไม่สามารถลดค่าลงได้ถูกทิ้งอยู่ ณ ที่นั้น โดยถูกขนส่งยาวไกลไปถึงอินเดีย เพียงเพื่อถูกทิ้งขว้างบนสนามหลังบ้านของใครสักคน

ถ้าบริษัทผลิตน้ำขวดต้องการใช้ภูเขาบนฉลากของพวกเขา จะตรงตามความจริงมากกว่าถ้าพวกเขาแสดงภาพหนึ่งในภูเขาของเสียพลาสติกเหล่านั้น

ทำให้เรากลัว ยั่วยวนใจเรา และ ทำให้เราเข้าใจผิด กลยุทธ์เหล่านี้เป็นส่วนหลักของการประดิษฐ์ความต้องการ

เมื่อพวกเขาประดิษฐ์ความต้องการเหล่านี้ โดยสร้างตลาดใหม่มูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์แล้ว พวกเขาก็ปกป้องมัน โดยเอาชนะการแข่งขัน แต่ในกรณีนี้ การแข่งขัน คือ สิทธิมนุษย์ชนขั้นพื้นฐาน ในการเข้าถึงน้ำที่สะอาดและปลอดภัย

รองประธานของเป๊ปซี่กล่าวต่อสาธารณชนว่า “ศัตรูที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือ น้ำประปา!” พวกเขาต้องการให้เราคิดว่าน้ำประปาสกปรก และน้ำขวดเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด

ในหลายแห่ง แหล่งน้ำสาธารณะเป็นมลพิษ เพราะอุตสาหกรรมก่อมลพิษ เช่น อุตสาหกรรมขวดน้ำพลาสติก และเจ้าหน้าที่น้ำขวดเหล่านี้ก็มีความสุขล้นเหลือที่จะนำเสนอวิธีแก้ปัญหาราคาแพง ซึ่งทำให้เราเกาะเกี่ยวผลิตภัณฑ์ของพวกเขาเอาไว้

ถึงเวลาเราเราจะนำน้ำประปากลับคืนมา

ซึ่งเริ่มโดยการมีพันธะส่วนบุคคลที่จะไม่ซื้อหรือดื่มน้ำขวด นอกเสียจากว่าน้ำในชุมชนของคุณไม่มีประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างแท้จริง เป็นการมองการณ์ไกลเล็กน้อยที่จะคว้าขวดน้ำที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้ก่อนเดินออกจากบ้าน แต่ฉันคิดว่าเราทำได้

จากนั้นก็กระทำขั้นต่อไป คือ มีส่วนร่วมกับการรณรงค์ที่ทำงานเพื่อวิธีแก้ปัญหาที่แท้จริง เช่น เรียกร้องการลงทุนไปกับน้ำประปาที่สะอาดเพื่อทุกคน ในสหรัฐ น้ำประปาได้รับเงินทุนต่ำเกินจริง คือ 24 พันล้านดอลลาร์ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะผู้คนเชื่อว่าน้ำดื่มมาจากแหล่งเดียว นั่นคือ ขวด ทั่วโลกในปัจจุบัน ประชาชน 1 พันล้านคนไม่สามารถเข้าถึงน้ำสะอาด ถึงกระนั้นเมืองต่างๆ ทั่วโลกกำลังใช้เงินหลายล้านดอลลาร์เพื่อจัดการกับขวดพลาสติกที่เราโยนทิ้ง จะดีกว่าหรือไม่ถ้าเราใช้เงินจำนวนนั้นในการปรับปรุงระบบน้ำประปา หรือที่ดีกว่าป้องกันการเกิดมลพิษ โดยทำสิ่งนี้ตั้งแต่แรกเริ่มแทนการผลิตน้ำขวด

มีอีกหลายอย่างที่เราสามารถทำได้เพื่อแก้ปัญหานี้ ล๊อบบี้เจ้าหน้านี้บริหารเมือง/เทศบาล ให้นำที่ดื่มน้ำสาธารณะกลับคืนมา ดำเนินการไปสู่การออกกฎหมายห้ามการซื้อน้ำขวดโดยโรงเรียน องค์กร หรือ ทั้งเมือง

นี่เป็นโอกาสครั้งใหญ่โตสำหรับประชาชนหลายล้านคนที่จะตื่นขึ้น และปกป้องกระเป๋าสตางค์ สุขภาพ และ โลกของเรา ข่าวดีก็คือ มันได้เริ่มขึ้นแล้ว

น้ำขวดเริ่มขายได้น้อยลง ในขณะที่ธุรกิจน้ำที่เติมใหม่ได้ที่ปลอดภัยกำลังเฟื่องฟู เย้!

ร้านอาหารต่างๆ ภูมิใจเสิร์ฟ “น้ำประปา” และประชาชนกำลังเก็บออมเงินหลายร้อยหรือหลายพันดอลลาร์ แทนที่จะเสียเปล่าไปกับน้ำขวด การพกน้ำขวดกำลังอยู่ในระหว่างทางในการกลายเป็นสิ่งที่เท่ห์เท่าๆ กับการสูบบุหรี่ในขณะตั้งครรภ์ พวกเรารู้ดีขึ้นแล้ว

อุตสาหกรรมน้ำขวดกำลังกังวลเพราะแรงกระตุกกำลังเพิ่มขึ้น เราไม่หลงกลความต้องการที่ประดิษฐ์ขึ้นของพวกเขาอีกต่อไป เราจะเลือกความต้องการของเราเอง ขอบคุณมาก และเรากำลังเรียกร้องน้ำที่สะอาดและปลอดภัยสำหรับทุกคน

1 ความคิดเห็น  

วันน้ำโลก 2553 รัฐบาลโปรดแก้ปัญหาสารพิษ

วันนี้เป็นวันน้ำโลก ซึ่งองค์การสหประชาชาติกำหนดขึ้นในปี 2535 วัตถุประสงค์ คือ ให้ทุกคนได้ร่วมระลึกถึงความสำคัญของน้ำ ซึ่งเป็นความต้องการขั้นพื้นฐานของสิ่งมีชีวิตทุกชนิดของโลก รวมทั้งกระตุ้นให้เกิดการตื่นตัวในเรื่องการอนุรักษ์น้ำ นายโคฟี อันนัน อดีตเลขาธิการองค์การสหประชาชาติ และผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพปี 2544 ได้กล่าวสุนทรพจน์ตอนหนึ่งว่า “น้ำสะอาดเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับมนุษย์ ในศตวรรษใหม่นี้ยังไม่มีเทคโนโลยีใดที่สามารถผลิตน้ำได้ จึงไม่มีสิ่งใดมาทดแทนน้ำได้ จำเป็นที่ทุกคนจะต้องเห็นคุณค่าของน้ำและดูแลรักษาทรัพยากรน้ำไว้ตลอดไป”


ในวันน้ำโลก ซึ่งตรงกับวันที่ 22 มีนาคม หน่วยศึกษาและเฝ้าระวังมลพิษทางน้ำ (Water Patrol) ของกรีนพีซ เฉลิมฉลองความสำคัญ ความสดชื่น และ สิ่งแวดล้อมอันงดงาม ที่น้ำได้สร้างขึ้นให้กับทุกชีวิต ด้วยการเดินทางไปสำรวจแหล่งน้ำ ณ คลองบางนางเกรง และคลองสำโรง รวมถึงการแขวนป้ายผ้าบนอาคารสำนักงานกรมโรงงานอุตสาหกรรม กิจกรรมรณรงค์ทั้งหมดนี้มีขึ้นเพื่อเน้นย้ำถึงความจำเป็นอันเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหาสารพิษจากภาคอุตสาหกรรม ที่ปนเปื้อนสู่แหล่งน้ำของประเทศ กรีนพีซเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนร่วมกันเฝ้าระวังและปกป้องแหล่งน้ำ และให้รัฐบาลออกกฎหมายที่นำไปสู่การลดปริมาณการปล่อยมลพิษจากภาคอุตสาหกรรม โดยเร็วที่สุด

แหล่งกำเนิดมลพิษทางน้ำจากภาคอุตสาหกรรม สามารถส่งผลกระทบต่อคุณภาพน้ำและสิ่งมีชีวิตได้อย่างรุนแรง เพราะในกระบวนการผลิตใช้สารเคมีอันตราย และยังปนเปื้อนออกมากับน้ำทิ้ง ซึ่งซ้ำเติมให้ปริมาณน้ำที่มีอยู่อย่างจำกัดและมีคุณภาพดีเพียงพอสำหรับการอุปโภคบริโภคลดน้อยลงไปกว่าเดิม นอกจากนี้ปรากฎการณ์เอลนีโญ (El Niño) และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ได้ส่งผลให้ปริมาณน้ำลดลง


Water Journal ตอนที่ 1 - กรุงเทพฯ, 18 กุมภาพันธ์ 2553 - นายพลาย ภิรมย์ ตัวแทนของนักรณรงค์ของโลกเพื่อโลกปลอดสารพิษ จาก หน่วย Water Patrol นำน้ำจากคลองบางเกรงและคลองสำโรง ที่ถูกทำให้เป็นแหล่งรองรับน้ำทิ้ง ไปมอบให้กับอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม พร้อมเรียกร้องให้ทุกโรงงานอุตสาหกรรมเปิดเผยว่าน้ำทิ้งมีสารเคมีอันตราย อะไรปนเปื้อนออกมาบ้าง หรือพูดอีกอย่างหนึ่ง คือ ให้รักษาสิทธิของประชาชนในการรับรู้ข้อมูล แม้น้ำที่เห็นจะไม่เน่า แต่ก็ไม่รู้ว่าที่จริงแล้วน้ำทิ้งเหล่านั้นปนเปื้อนอะไร นอกจากนี้ชุมชนที่กรีนพีซไปพูดคุยก็ได้กังวลถึงน้ำเสียที่ถูกปล่อยออกมาใน ทุกๆ วัน เราได้รับคำตอบแล้วว่า กรมโรงงานอุตสาหกรรมจะทำให้ข้อเสนอของกรีนพีซเป็นผลสำเร็จ และกรีนพีซก็จะผลักดันให้ข้อเสนอของเราเป็นจริงขึ้นมาโดยเร็วที่สุด ....ประชาชนทุกคนรอการแก้ไขปัญหา....


Water Journal ตอนที่ 2 - สมุทรปราการ, 22 กุมภาพันธ์ 2553 - หน่วยศึกษาและเฝ้าระวังมลพิษทางน้ำเดินทางไปยังคลองบางนางเกรง ซึ่งเชื่อมต่อกับแม่น้ำเจ้าพระยา และคลองสำโรง ทั้ง 2 แห่งอยู่ในสมุทรปราการ แต่โชคไม่ดี ที่คลองบางนางเกรงตอนเช้าฝนตก น้ำจึงใสสะอาดกว่าปกติ จึงเก็บตัวอย่างดินแทน เพื่อจะได้ทราบว่ามีสารพิษอะไรบ้าง ส่วนที่คลองสำโรงได้เก็บทั้งตัวอย่างน้ำและดินที่มีสีดำสนิท สิ่งที่น่ากังวลที่สุด คือ เราไม่รู้ว่าโรงงานปล่อยสารเคมีอะไรบ้าง ในปริมาณเท่าไหร่ นอกจากนี้สารเคมีอันตรายเหล่านี้สะสมในสิ่งแวดล้อมได้ ไม่มีวันย่อยสลาย และ เป็นพิษสูง ....ผลกระทบมลพิษจากอุตสาหกรรมนั้นเป็นภัยมาก...


Water Journal ตอนที่ 3 - สมุทรปราการ, 23 กุมภาพันธ์ 2553 - ติดตามชมกันต่อกับการสาธิตวิธีการเก็บตัวอย่างน้ำอย่างละ เอียดที่คลองบางนางเกรง โดย พลาย ภิรมย์ และทีมหน่วยศึกษาและเผ้าระวังมลพิษทางน้ำ น้ำทิ้งจากโรงงานเป็นสิบๆ โรงงาน หนึ่งในนั้น คือ โรงงานฟอกย้อม ไหลมารวมกันที่นี่ มีสีแดง มองดีๆ เป็นเชียว ซึ่งเป็นเศษสารเคมี มีการเปิดระบายน้ำสกปรกสู่เจ้าพระยา เป็นเรื่องน่าเศร้าที่น้ำทิ้งทั่วประเทศมารวมที่เจ้าพระยา ในครั้งนี้เก็บตัวอย่างดิน เพราะอาจไม่เจออะไรในน้ำ เพราะน้ำถูกปล่อยเข้ามา หรือโรงงานปล่อยน้ำมาน้อย ตัวอย่า่งดินสามารถบอกประวัติการปนเปื้อนสารพิษจากอดีตจนถึงปัจจุบัน เมื่อวัดค่ากรด-ด่าง พบว่าน้ำมีความเป็นด่างสูงมาก เมื่อเทียบกับน้ำธรรมดา และออกซิเจนในคลองนี้อยู่ที่ 0.3 เท่านั้น ....ตัวอย่างน้ำและดินเดินทางไปถึงห้องทดลองวิทยาศาสตร์กรีนพีซแล้ว โปรดคอยติดตาม....


Water Journal ตอนที่ 4 - ฟังเสียงสะท้อนจากจากคุณลุงชาวบ้าน...ถึงต้นสายปลายเหตุของน้ำเสีย... "เมื่อก่อนน้ำดี แต่ 20-30 ปีมานี้น้ำเสียมาก เมื่อก่อนหอยเยอะ หอยจุ๊บ หอยขม แต่สูญพันธุ์หมดแล้วเพราะน้ำเสีย มีแต่หน้าฝนที่น้ำใสมาก ชาวบ้านไม่ค่อยได้อาบน้ำกันแล้ว กลัวแพ้" และคำพูดปิดท้ายที่ดูเหมือนจะสิ้นหวังที่จะได้เห็นสภาพน้ำกลับมาดีดังเดิม "ก็อยากจะให้มันดีนะ สภาพน้ำ แต่คงเป็นไปได้ยากมาก เพราะมันเป็นแบบนี้ทุกปี....มาตลอดเลย...." คุณลุงกล่าว

* กรีนพีซเรียกร้องให้รัฐบาลเปิดเผยข้อมูลสายพิษต่อประชาชน โดยจัดทำทำเนียบการปล่อยมลพิษสู่สิ่งแวดล้อม
* อ่านแถลงการณ์วันน้ำโลก 2553
* ลงมือทำ - ปฏิรูปการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมภาคอุตสาหกรรม โดยผลักดันสิทธิการเข้าถึงข้อมูลและการมีส่วนร่วมของประชาชน

0 ความคิดเห็น  

หน้าร้อน มาคลายร้อนให้โลกกัน

     
หน้าร้อนมาถึงแล้ว.....หากคุณกำลังวางแผนจะไปท่องเที่ยวช่วงหน้าร้อนและช่วงปิดเทอมนี้ล่ะก็ อย่าลืมคำแนะนำดีๆ จากกรีนพีซ ที่จะช่วยให้การท่องเที่ยวของคุณไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม แต่ไม่ลดความสนุกลงด้วยนะคะ

♥ น้องๆ อาจวางแผนเที่ยวใกล้ๆ บ้าน หรือจังหวัดที่ไม่ไกลนัก อาจจะไปชมพิพิธภัณฑ์ สวนสาธารณะ ทะเล สวนสนุก ที่ยังไม่เคยไป เพื่อลดการใช้น้ำมันในการเดินทางไกลไปต่างประเทศ บางทีน้องๆ อาจค้นพบแหล่งเรียนรู้ใหม่ๆ ที่ไม่ไกลจากบ้านก็ได้นะ

♥  เดินทางโดยใช้เครื่องบินเมื่อจำเป็นจริงๆ เพราะการจราจรทางอากาศเป็นหนึ่งในตัวการหลักของการปล่อยก๊าซคาร์บอน สาเหตุหลักของภาวะโลกร้อน อาจเดินทางโดยรถไฟ หรือนั่งรถยนต์กันหลายๆ คนจะดีกว่า

♥ หากไปพักที่โรงแรม สิ่งที่ช่วยได้ คือ

-    อาบน้ำอย่านาน และปิดน้ำในขณะที่แปรงฟัน
-    เมื่อออกจากห้อง ช่วยกันปิดแอร์ เครื่องทำความร้อน ไฟ และ เครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆ
-    ใช้ผ้าปูที่นอนและผ้าเช็ดตัวซ้ำ แทนที่จะให้โรงแรมเปลี่ยนให้ทุกวัน โรงแรมหลายแห่งจะไม่เปลี่ยนผ้าเช็ดตัวให้ถ้าแขวนไว้อย่างเรียบร้อย หากไม่แน่ใจ ให้เขียนโน้ตสำหรับคนทำความสะอาด หรือแจ้งเคาน์เตอร์โรงแรม
-    นำเครื่องอาบน้ำต่างๆ แทนที่จะใช้สิ่งที่โรงแรมจัดไว้ในหีบห่อ ถ้าใช้เครื่องอาบน้ำของโรงแรมไม่หมด นำกลับติดตัวไปใช้ในระหว่างวันเดินทางท่องเที่ยวที่เหลือได้
-    แยกขยะ ถ้าโรงแรมไม่มีมาตรการรีไซเคิล อาจจะนำขวดเปล่าและวัสดุอื่นๆ กลับบ้านไปรีไซเคิล
-    ให้ความเห็นกับโรงแรม โดยชื่นชมโครงการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของโรงแรม ถ้าโรงแรมไม่มีโครงการเช่นนั้น อาจฝากข้อเสนอแนะในแบบฟอร์มของโรงแรมให้เปลี่ยนโรงแรมเป็นสีเขียวในอนาคต

♥ หากจะไปเยี่ยมญาติช่วงปิดเทอม อย่าลืมนำของฝากน่ารักๆ ติดไม้ติดมือไปด้วยนะคะ อย่างเช่นต้นไม้หรือดอกไม้ ซึ่งจะช่วยทำให้บ้านน่าอยู่ขึ้น แถมเพิ่มออกซิเจนให้กับโลกอีกต่างหาก

♥ หากพักผ่อนอยู่ที่บ้าน อาจทำงานอดิเรก เช่น ดูแลสวนหย่อม ปลูกต้นไม้ในบริเวณบ้าน ตกแต่งสวนใหม่โดยใช้รั้วที่โปร่ง เพื่อให้กระแสลมถ่ายเทความร้อนและความชื้นที่สะสมในบริเวณบ้านให้ออกไป

♥ เที่ยวจนเต็มที่แล้ว อย่าลืมแบ่งปันเรื่องราวสนุกๆในวันหยุดให้เพื่อนๆฟัง และบอกต่อวิธีลดโลกร้อนที่คุณทำในหน้าร้อนนี้ ที่ Facebook ของเรา หรือจะ tweet มาเล่ากันแบบสดๆ ก็ได้ค่ะ

0 ความคิดเห็น  

วอน เฮอร์นันเดซ ใน แบบสำรวจความเชื่อมั่นรีดเดอร์ ไดเจส เอเชีย

วอน เฮอร์นันเดซ ผู้อำนวยการบริหาร กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นหนึ่งในชาวฟิลิปปินส์ 20 อันดับต้น ที่ได้รับความเชื่อมั่นที่สุด จากการสำรวจทั่วประเทศชื่อ “แบบสำรวจความเชื่อมั่นของรีดเดอร์ไดเจสแห่งเอเชีย” (Asian Reader's Digest Trust Poll) ซึ่งให้ประชาชนจัดลำดับความน่าเชื่อถือ โดยใช้รายชื่อชาวฟิลิปปินส์ 80 คนที่มีอิทธิพลมากที่สุด รายชื่อนี้ประกอบด้วยนักร้องนักแสดง ศิลปิน นักวิทยาศาสตร์ นักการกุศลสังคม นักข่าว และ นักการเมือง




การจัดอันดับในครั้งนี้ นายวอนอยู่ในอันดับที่ 18 ถือเป็นการยอมรับครั้งล่าสุดที่มอบให้แก่นักกิจกรรมสิ่งแวดล้อมชั้นนำแห่งเอเชีย ในพ.ศ.2550 นายวอนเคยได้รับการอวยชัยให้เป็นหนึ่งในฮีโร่ด้านสิ่งแวดล้อมของนิตยสารไทม์ ส่วนใน พ.ศ.2546 เขาได้รับรางวัลโกลด์แมนด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งเทียบเท่ากับรางวัลโนเบลสำหรับนักสิ่งแวดล้อมระดับแก่นแท้ จากผลงานรณรงค์ต่อต้านของเสียและการเผาขยะ

“งานปกป้องและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมไม่มีวันจบสิ้น แต่เราจะสามารถตัดใจเลิกล้มการต่อสู้เพื่ออนาคตของเราได้จริงหรือ”
วอน เฮอร์นันเดซ
ในพ.ศ. 2538 วอนเริ่มทำงานกับกรีนพีซสากล ในตำแหน่งผู้ประสานงานรณรงค์ด้านสารพิษในเอเชีย ในช่วงการเป็นเป็นนักกิจกรรมสิ่งแวดล้อมมามากกว่า 15 ปี เขาได้ริเริ่มการรณรงค์และโครงการด้านสิ่งแวดล้อมจำนวนมากในฟิลิปปินส์ เช่น การรณรงค์ฟื้นฟูสภาพแม่น้ำปาสิก และการเคลื่อนไหวเพื่อล้างสารพิษจากสถานที่ปนเปื้อน ณ อดีตฐานทัพสหรัฐอเมริกาในอ่าวคล๊าก และซูบิค นอกจากนี้เขายังเป็นผู้ก่อตั้งและผู้ขับเคลื่อนคนหลัก ของโครงการริเริ่มด้านสิ่งแวดล้อมและกลุ่มสัมพันธมิตรต่างๆ ทั้งในระดับประเทศและนานาประเทศ ซึ่งได้แก่ พันธมิตรต่อต้านการเผาขยะระดับโลก (Global Anti-Incineration Alliance; GAIA), พันธมิตร Waste Not Asia, Lakbay Kalikasan, สัมพันธมิตรขยะชีวภาพ,  กลุ่มเคลื่อนไหวแม่น้ำปาสิก (Sagip Pasig Movement) และ กลุ่มพลังปฏิบัติการเพื่อล้างฐานทัพ (People’s Task Force for Bases Clean-up)

นับแต่พ.ศ. 2551 วอนเป็นผู้ถือหางเสือของกรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยนำพางานรณรงค์ขององค์กรสิ่งแวดล้อมแห่งนี้ไปสู่วิธีการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (ภาวะโลกร้อน) การปกป้องป่าโบราณในภูมิภาค การกำจัดมลพิษทางน้ำ และ การส่งเสริมเกษตรกรรมแบบยั่งยืน

คุณช่วยได้
ลงมือทำเพื่อสิทธิ์ของคุณ Right to Know
-  ปฏิรูปการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมภาคอุตสาหกรรม โดยผลักดันสิทธิการเข้าถึงข้อมูลและการมีส่วนร่วมของประชาชน

1 ความคิดเห็น