ยินดีต้อนรับสู่ บล็อกกรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ๆ เราบอกเล่าเรื่องราวความเป็นไป เบื้องหลังการทำงาน ข้อคิด ความคิดเห็น เพิ่มเติมจาก งานที่เราทำ

คลองเชียงรากน้อยกับสารพิษที่มองไม่เห็น

23 เมษายน 2553

การเดินทางของหน่วยศึกษาและเฝ้าระวังมลพิษทางน้ำยังคงดำเนินต่อไป วันนี้เราเดินทางฝ่าเปลวแดดอันร้อนระอุมายังคลองเชียงรากน้อย จังหวัดปทุมธานี คลองเชื่อมต่อกับแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณใกล้กับสถานีสูบน้ำดิบสำแล แหล่งน้ำดิบเพื่อผลิตน้ำประปาที่สำคัญที่สุดของภาคกลาง โดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ บริเวณนี้กลับเป็นที่ตั้งของโรงงานมากมาย และนิคมอุตสาหกรรมนวนคร แหล่งรวมโรงงานมลพิษ อาทิ โรงงานผลิตชิ้นส่วนอิเล็คทรอนิกส์ ผลิตสารเคมี ผลิตพลาสติก เป็นต้น ทั้งหลายล้วนใช้สารเคมีอันตรายก่อมะเร็งหลากหลายชนิด

 จุดรับน้ำดิบจากแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อนำมาผลิตเป็นน้ำประปา ซึ่งอยู่ในจังหวัดปทุมทานี

ทีมงานกลับมายังจุดปล่อยน้ำเสียของนิคมอุตสาหกรรมนวนคร บริเวณคลองซอยเล็กๆ หลังชุมชนซอยเชียงราก 11 ซึ่งเป็นพื้นที่ที่หลบจากสายตาจากสาธารณชน แต่เป็นภาพที่ชินตาของชุมชนชาวเชียงรากน้อย ภาพท่อขนาดใหญ่วางเรียงรายพร้อมกับมีน้ำสีและกลิ่นที่ไม่สามารถบรรยายได้พวยพุ่งออกมาอย่างเกรี้ยวกราด ท้าทายความรู้สึกของพวกเราอย่างมาก

 จุดปล่อยน้ำเสียจากนิคมอุตสาหกรรมนวนคร ซึ่งเชื่อมต่อโดยตรงกับคลองเชียงรากน้อยที่ไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา

คลองเชียงรากน้อยเชื่อมกับจุดปล่อยน้ำเสียจากนิคมอุตสาหกรรมนวนคร มีสีดำสกปรกและกลิ่นเหม็นในบางครั้ง

การกลับมาพบภาพเดิมๆ อีกครั้ง จาก 5 ปีที่แล้วที่เราเคยนำน้ำตัวอย่างไปตรวจ และพบสารโลหะหนักและนิกเกิลปนเปื้อน สะท้อนให้เห็นว่าการจัดการน้ำเสียอุตสาหกรรมของประเทศไทยยังคงเป็นบริบทเดิมๆ คือกฎหมายและการบังคับใช้ที่หละหลวม และโรงงานผู้ก่อมลพิษที่ขาดความรับผิดชอบ โดยทั้งภาครัฐและอุตสาหกรรมมักต่างประสานเสียงเหมือนกันว่า “โรงงานมีการบำบัดน้ำเสียแล้ว และปฏิบัติตามกฏหมายอย่างเคร่งครัด”

 ภาพมุมสูง จุดปล่อยน้ำเสียจากนิคมอุตสาหกรรมนวนคร ซึ่งเชื่อมต่อโดยตรงกับคลองเชียงรากน้อยที่ไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา

จากภาพที่พบคำถามจึงเกิดขึ้น “เอ๊ะ! ชาวบ้านแถวนี้เค้ายังคงใช้น้ำในคลองอยู่หรือปล่าวหนอ” หรือถ้าจะเป็นคำถามที่ถูกต้องที่สุดก็คือ “แล้วชาวบ้านที่ต้องใช้ทรัพยากรน้ำตรงนี้ในการดำรงชีวิต เขาจะทำกันอย่างไร จะได้รับผลกระทบกันอย่างไร” ความกังวลที่เกิดขึ้นกับพวกเราทันทีคือการที่ปลาและผักบุ้ง ผักกระเฉดในคลองนี้ที่ชาวบ้านจับกินและเก็บเกี่ยวไปขายในตลาดนั้น มีความเสี่ยงสูงที่อาจจะปนเปื้อนไปด้วยสารพิษอันตราย

 ชาวบ้านปลูกผักกระเฉดตามคลองเพื่อนำไปขาย และยังมีการดักจับปลาเพื่อนำไปประกอบอาหาร

เดินทางลัดเลาะชายคลองมาเรื่อยๆ กับความสงสัย สายตาก็ไปสะดุดกับหอบผักกระเฉดสองหอบใหญ่ในมือคุณป้าที่กำลังขนขึ้นมาบรรจุถุงขายข้างคลอง ไม่รอช้าพวกเราจึงรีบเข้าไปคุยกับคุณป้าด้วยความอยากรู้ คุณป้าสง่าเป็นชาวจังหวัดปทุมธานีโดยกำเนิด อาศัยอยู่ข้างคลองเชียงรากน้อย คุณป้าเล่าว่า “ตอนเด็กๆคลองหน้าบ้านสะอาดมากมีกุ้งมีปลาให้กินตลอด สามารถว่ายน้ำเล่นได้ไม่ต้องกลัวคัน ช่วงหน้าน้ำเดือน ๑๑ เดือน ๑๒ น้ำจะใสเห็นพื้นข้างล่างเลย แต่พอเริ่มมีโรงงานเข้ามาน้ำเริ่มเน่าเสียปลาลอยตายเป็นแพ” คุณลุงบุญสืบสามีป้าเล่าเสริมว่า “ยิ่งเมื่อก่อน ตอนโรงงานเข้ามาแรกๆน้ำดำขุ่นเหม็นดูไม่ได้เลย แต่เดี๋ยวนี้ดีขึ้นบ้าง เนื่องจากชาวบ้านร้องเรียนไปกับทางนิคมฯ”

 คุณป้าสง่าเก็บเกี่ยวรวบรวมผักกระเฉดเพื่อนำไปขาย

ฟังคุณลุงเล่าไปก็เกิดข้อสงสัยว่าที่ไม่เห็นปลาลอยตายเป็นเพราะน้ำดีขึ้นหรือไม่มีปลาอยู่ในคลองนี้แล้ว? จึงถามคุณป้าต่อว่า “แล้วปลากับผักที่หามาได้จากคลองนี้คุณป้าเคยสงสัยหรือปล่าวว่า มันถูกปนเปื้อนสารพิษจากน้ำทิ้งโรงงานรอบๆชุมชน” ป้าตอบว่า “ก็รู้ว่ามี แต่ไม่รู้ว่ามีอะไรบ้าง ถ้าเค้าบอกเราก็ดี” นี่เป็นเสียงหนึ่งจากชุมชนซึ่งต้องอยู่กับมลพิษที่มองไม่เห็นรอบตัว ขณะที่เขาก็ไม่ได้ใช้หรือมีสิทธิการรับรู้ข้อมูลเกี่ยวมลพิษและสารพิษที่ถูกปลดปล่อยจากโรงงานที่เขาเหล่านั้นต้องทนอยู่ด้วย

 เด็กๆ จับกลุ่มเล่นกันริมคลองใต้ต้นไม้ แต่เด็กๆ เหล่านี้กลับไม่เคยได้ลงเล่นน้ำเลยเนื่องจาก
 คลองเน่าเสีย

การเดินทางยังคงดำเนินต่อไปในคลองเชียงรากน้อย บ้านเรือนกระจายเป็นกลุ่มห่างๆ กัน จนผ่านมาบ้านหลังหนึ่ง มีเงาต้นไม้ร่มครึ้มเย็นจนแปลกใจว่านี่เป็นชุมชนใกล้นิคมอุตสาหกรรมที่มีเป็นร้อยๆ โรงงานได้อย่างไร คุณป้าแสวงและญาติๆกำลังนั่งคุยกันอยู่หน้าบ้าน กำลังนึ่งขนมข้าวต้มมัดควันฉุย เราจึงกล่าวสวัสดีและแนะนำตัวว่าเรามาทำอะไรกัน คุณป้าหัวเราะร่วนอารมณ์ดี เชื้อเชิญนั่งอย่างเป็นกันเอง พร้อมน้ำใสเย็นๆ คลายร้อนได้เป็นอย่างดี นี่แหละน้ำใจใสๆ ของคนไทย

คุณป้าแสวงกำลังทำข้าวต้มมัดเพื่อนำไปขายในตลาดหรือคนงานในนิคมฯ โดยเป็นข้าวต้มมัดที่ใช้
วัตถุดิบจากท้องถิ่นทั้งสิ้น

ป้าแสวงเล่าให้ฟังว่า “เมื่อก่อนแถวนี้ชาวบ้านทำนากันเป็นส่วนใหญ่ น้ำในคลองหน้าบ้านก็เอามาแกว่งสารส้มให้ใสและดื่มกินได้เลยไม่ต้องซื้อน้ำกินหรือใช้น้ำปะปาเหมือนเดี๋ยวนี้ พออากาศร้อนมากๆ เด็กๆ ก็จะใช้คลองนี้แหละเป็นที่เล่นสนุกสนานคลายร้อน โดดกันตู้มต้ามสนุกสนาน แต่เดี๋ยวนี้พอร้อนก็ต้องออกไปเดินห้างๆ ตากแอร์กัน” ป้าคุยไปยิ้มไปอย่างอารมณ์ดี ถามป้าต่อว่าปลาในคลองนี้ยังพอหาได้หรือปล่าวคะ ป้าบอกว่า “ก็พอมีแต่กินไม่ได้เนื้อมันเหม็นน้ำมัน”

 การจับปลาในลำคลอง แต่ปัจจุบันเหลือปลาอยู่น้อยมาก และเนื้อปลามักมีกลิ่นเหม็นน้ำมันและสารเคมี

มลพิษปนเปื้อนในสัตว์น้ำเป็นอีกผลพวงของการปล่อยสารพิษในแหล่งน้ำสาธารณะของชุมชน สารพิษเหล่านี้แม้จะไม่แสดงอาการให้เห็นในทันที แต่การสะสมอย่างต่อเนื่องและยาวนาน ก่อให้เกิดความผิดปกติแก่ผู้ที่ได้รับ เกิดโรคร้ายแก่ผู้รับเอง และสามารถส่งต่อทางพันธุกรรมได้อีกด้วย ภัยที่มองไม่เห็นเหล่านี้ยังคงอยู่รอบตัวเราโดยไม่รู้ตัว

อีกนานเท่าไหร่ป้าแสวง คนในชุมชนนี้และชุมชนอื่นๆ ที่ต้องอาศัยอยู่กับอุตสาหกรรมสกปรกเอาเปรียบธรรมชาติ จะได้สภาพแวดล้อมและทรัพยากรพื้นฐานกลับคืนมา และเมื่อไหร่ประชาชนจะได้รับสิทธิในการรับรู้ข้อมูลเพื่อปกป้องตนเองและครอบครัว สิ่งดังกล่าวเป็นคำถามที่เรากำลังพยายามช่วยกันหาคำตอบและผู้รับผิดชอบกันต่อไป

ลงมือทำ 
» ลงชื่อผลักดันสิทธิการเข้าถึงข้อมูลและการมีส่วนร่วมของประชาชน ในการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมในภาคอุตสาหกรรม

 

4 ความคิดเห็น:

  1. ไม่ระบุชื่อ said,

    นิคมอุตสาหกรรมไม่ว่าขนาดใหญ่หรือเล็ก มักจะมีวิธีระบายน้ำเสียลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ โดยไม่มีการบำบัดให้ถูกต้อง เนื่องจากการบำบัดน้ำจำเป็นต้องใช้เงินลงทุน ทางโรงงานจะมีพื้นที่ที่ใช้บำบัดน้ำเพียงบางส่วน เพื่อให้เป็นไปตาม กม.แต่มีส่วนอื่นที่ปล่อยลงแหล่งน้ำโดยตรง การที่จะตรวจพบได้เป็นเรื่องยาก ต้องอาศัยคนในพื้นที่ และการเก็บตัวอย่างน้ำอย่างต่อเนื่องจึงจะเห็นถึงความผิดปกติได้

    on ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๕๓ ๐๙:๕๖  


  2. สร้อยอักษร said,

    ถ้าชาวเชียงรากน้อยช่วยกันอย่างเข้มแข็ง เชื่อว่าวันหนึ่ง คลองเส้นนี้จะดีขึ้น เมื่อปลาอยู่ได้ คนก็อยู่ได้ค่ะ

    on ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๕๓ ๑๔:๔๘  


  3. ไม่ระบุชื่อ said,

    นวนครเป็นเขตส่งเสริมอุตสาหกรรม ไม่ได้ดูแลโดยการนิคมฯ แต่ขึ้นอยู่กับเทศบาลท่าโขลง ที่อาจไม่เข้มงวดการดูแลเท่าการนิคมฯ
    อย่างไรต้องฝากความหวังกับกรีนพีซด้วยนะคะ

    on ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๕๓ ๐๙:๒๕  


  4. ไม่ระบุชื่อ said,

    หน่วยงานที่รับผิดชอบ ถูกปิดปากด้วยอำนาจเงิน ไม่ใช่ที่นี่ที่เดียว คลองทั่วประเทศ มีชะตากรรมเดียวกัน รอให้สารเดมี ย้อนไปหาเจ้าของโรงงานและ ผู้เกี่ยวข้อง ก่อนโดยทางอาหารนี่แหละ ถึงจะรู้ผลกรรมที่ทำไว้ ที่เรียกว่ากรรมตามทัน ครับ

    on ๙ สิงหาคม ๒๕๕๓ ๑๖:๓๐  


แสดงความคิดเห็น