“เมือง”กับ “สายน้ำ”
Share Share
ในอดีตสายน้ำและลำคลองมีบทบาทที่สำคัญต่อสังคมและเศรษฐกิจของประเทศมาก ครั้งหนึ่งกรุงเทพฯ ได้รับสมญานามจากประเทศตะวันตกว่า “Venice of the East” หรือเวนิสแห่งตะวันออก โดยเป็นหนึ่งในเมืองที่มีลำคลองหลายสายไหลผ่านเมือง เสมือนสายเลือดหล่อเลี้ยงร่างกาย (water-based cities) การเกิดขึ้นของเมืองที่สำคัญในอดีตนั้น มีสายน้ำลำคลองเป็นภูมิศาสตร์ที่สำคัญ คลองเป็นช่องทางการสัญจรคมนาคมหลักที่สำคัญ เป็นแหล่งค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้า เป็นแหล่งอาหาร เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ และ ที่สำคัญยังเป็นแหล่งน้ำสำหรับการอุปโภค-บริโภค และการทำเกษตรกรรม ทั้งนี้การพัฒนาเมืองในอดีตและวัฒนธรรมชุมชนต่างๆ ล้วนมีจุดกำเนิดจากสายน้ำนั้นเอง (water-based development) ในขณะที่ปัจจุบันการพัฒนาจากผืนดิน (land-based development) ได้เข้ามาเป็นกระแสหลักในการพัฒนาเมือง อาทิ ถนน ที่เข้ามาแทนการสัญจรทางน้ำ เป็นต้น ขณะที่การพัฒนาใช้ประโยชน์จากสายน้ำลำคลอง หรือแม้แต่การอนุรักษ์ภูมิทัศน์ วัฒนธรรม อาชีพริมน้ำ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการปกป้องแหล่งน้ำจากมลพิษได้ถูกลดทอนความสำคัญลงไป จนกระทั่งปัจจุบันหลายแห่งเกิดการเสื่อมโทรมและเกิดผลกระทบต่อชุมชน ทั้งนี้การพัฒนาที่เหมาะสมควรเป็นไปอย่างสมดุลทั้งทางบกและทางน้ำ ผสมผสานความหลากหลายให้อยู่คู่กัน
การใช้ประโยชน์จากสายน้ำลำคลองที่น้อยลงไปในปัจจุบันนั้น เกิดจากการเปลี่ยนแปลงไปสู่สังคมเมืองแบบบริโภคและวัตถุนิยม ที่ควบคู่ไปกับการขยายตัวอุตสาหกรรมที่ขาดการควบคุมป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ส่งผลให้แหล่งน้ำต่างๆ มีคุณภาพเสื่อมโทรมลง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาขยะ ปัญหาระบบนิเวศธรรมชาติ เช่น ป่าไม้หรือพื้นที่สีเขียวริมฝั่งถูกบุกรุกทำลาย ปัญหาภูมิทัศน์ ปัญหาสลัม ปัญหาการลดลงของสัตว์และพืชน้ำ ปัญหามลพิษจากน้ำเสียจากแหล่งกำเนิดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นทำทิ้งจากบ้านเรือนเอง น้ำที่ไหลจากแปลงเกษตรสมัยใหม่ที่มีการใช้ปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลง และที่อันตรายที่สุดคือน้ำทิ้งจากโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งล้วนปนเปื้อนสารเคมีอันตรายที่สามารถสะสมปนเปื้อนได้ในน้ำ ในดิน และสัตว์ต่างๆ โดยเฉพาะห่วงโซ่อาหาร ซึ่งในที่สุดแล้ว สารเคมีเหล่านี้ก็กลับมาสู่มนุษย์เอง
4 ความคิดเห็น:
-
เศร้าใจเพราะเคยเห็นคนโยนขยะและปล่อยน้ำทิ้งลงแม่น้ำกับตา
แต่งัยต้องช่วยกัน อย่างน้อยเริ่มต้นที่ตัวเองก่อน
-
วันนี้คนทำลายสิ่งแวดล้อม วันข้งหน้าสิ่งแวดล้อมจะทำลายคน
ฉะนั้น กรรมย่อมตามสนองผู้ก่อกรรม...หยุดสร้างกรรมต่อสิ่งแวดล้อมได้หรือยัง
-
อย่ารู้สึกเศร้าใจกับภาพของผลการกระทำเพื่อนร่วมสังคมไทย ขอเพียงแต่ตัวเราทุกนาทีให้มีจิตสำนึกในการรักษาสิ่งแวดล้อม และพยายามพูด สอน ชักจูงเยาวชนตัวน้อยๆ หรือเพื่อนๆ ให้มีจิตสาธารณะ และจิตสำนึกช่วยกันก็จะดีมากกว่า
-
เราไม่ควรรอให้วันเวลาแห่งความวิกฤติเดินทางมาถึง เพราะที่จริงแล้ว เราสามารถทำได้มากกว่านั้น
นั่นคือการใช้หนึ่งสมองและสองมือของเรา ช่วยกันกอบกู้ พร้อมๆ กับเยียวยาความเจ็บป่วยของแม่น้ำทุกสาย แหล่งน้ำทุกแห่งบนโลกใบนี้
ด้วยการเริ่มจากจิตสำนึกเล็กๆ ที่จะไม่ทิ้งสิ่งปฏิกูล ไปจนถึงหยุดกิจกรรมที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพน้ำ
เพราะถ้าเรายังรั้งรอ หรือผัดวันประกันพรุ่ง...คำว่าสายเกินไป ก็อาจจะยังน้อยไป








แสดงความคิดเห็น