ยินดีต้อนรับสู่ บล็อกกรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ๆ เราบอกเล่าเรื่องราวความเป็นไป เบื้องหลังการทำงาน ข้อคิด ความคิดเห็น เพิ่มเติมจาก งานที่เราทำ

นักกิจกรรมก้าวลงจากเครน แต่ข้อความของพวกเขายังดำรงอยู่ - หยุดทำลายป่า กู้วิกฤตโลกร้อน

ข้อความที่นักกิจกรรม 4 คนส่งจากยอดรถเครนในอินโดนีเซียหลังยึดรถเครนถึง 27 ชั่วโมง นั้นชัดเจน นั่นคือ "การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังเกิดขึ้นรอบๆ ตัวเรา มันส่งผลกระทบต่อเราทุกคน ไม่ว่าเราจะอาศัยอยู่ที่ใด และการหยุดการทำลายป่าเป็นวิธีการที่รวดเร็วที่สุดและมีราคาถูกที่สุด ในการแตะเบรกความบ้าคลั่งที่กำลังพุ่งดิ่งตรงมาหาเรา"

จากยอดรถเครน 1 คัน และอีก 3 คันที่ถูกยึดจนถึงเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน เราสามารถมองเห็นผืนป่าและป่าพรุอินโดนีเซียที่ถูกทำลายเป็นพื้นที่กว้างใหญ่และอ้างว้างทอดไปไกล ผืนป่าและป่าพรุนี้ถูกทำลายราบเรียบและเผาอย่างมีวิธีการ โดยบริษัทต่างๆ เช่น APP เพื่อเปลี่ยนสภาพเป็นพื้นที่ปลูกต้นอาคาเซียและปาล์มน้ำมัน การทำเช่นนี้ทำให้ที่กักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์อันใหญ่มโหฬารถูกปลดล็อก และปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ออกสู่บรรยากาศ เป็นตัวขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไปสู่ระดับที่อันตรายมากขึ้น

แม้ว่าเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยจะพยายามนำตัวนักกิจกรรมลงมา สิ่งที่พวกเขาทำ ได้แก่ การแกว่งเครน และการขมขู่อื่นๆ พวกเขา่ประจำที่คุมเข้มจนถึง 10 โมงเช้าของวันที่ 27 พ.ย. จากนั้นตำรวจได้กักตัวนักกิจกรรม และนำตัวไปยังสำนักงานใหญ่ของสถานีตำรวจเมืองเปกันบารูเพื่อสอบปากคำ กลุ่มนักกิจกรรม ซึ่งประกอบด้วยชาวเยอรมัน ดัช ฟิลิปปินส์ และ อินโดนีเซีย ได้แสดงให้ผู้นำโลกเห็นว่า การลงมือปฏิบัติในทันทีนั้น เป็นสิ่งที่เป็นไปได้และจำเป็น และการเปิดโปงอาชญากรสภาพภูมิอากาศ เช่น ซีนาร์ มาส ซึ่งมี APP เป็นบริษัทในเครือ เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญอย่างยิ่ง เพื่อหลีกเลี่ยงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เป็นหายนะเกินควบคุม

ในเวลานี้ถึงเวลาที่ประธานาธิบดีโอบามา และผู้นำประเทศที่พัฒนาแล้วคนอื่นๆ จะจัดหาเงิน และช่วยประเทศที่พัฒนาน้อยกว่า ในการปกป้องป่าของพวกเขา ในขณะเดียวกันประธานาธิบดียุดโฮโยโนควรเปลี่ยนพันธะสัญญาของเราเป็นการกระทำ โดยสั่งระงับการทำลายป่าในอินโดนีเซียในทันที เพื่อสร้างความมั่นใจว่าสิ่งที่เหลืออยู่จากปอดสีเขียวอันมีพลังมหาศาลจะไม่พ่ายแพ้ไปตลอดกาล

ค่ายผู้พิทักษ์ป่า เพื่อกู้วิกฤตโลกร้อนที่เปิดตัวเมื่อ 5 สัปดาห์ก่อน บนคาบสมุทรกัมปาร์ ยังคงยืนหยัดอย่างแข็งแกร่ง และกรีนพีซจะคงอยู่ในใจกลางป่าฝนอินโดนีเซียต่อไป

0 ความคิดเห็น  

เรามาผจญภัยกันในที่ห่างไกล ก็เพื่อบอกผู้นำโลกว่า ภาวะโลกร้อนเริ่มต้นที่นี่ ปกป้องป่าทันที

๒๗ ตุลาคม ๒๕๕๒
ค่ายผู้พิทักษ์ป่า เพื่อกู้วิกฤตโลกร้อน
หมู่บ้านเตลุก เมอรันติ
จังหวัดรีอาล
อินโดนีเซีย

เมื่อคืนมีทีมอาสาสมัครของอินโดนีเซียและช่างภาพ (ไม่ทราบจำนวน) ไปกางป้ายกันในป่า ตั้งใจกันว่าจะออกเดินทางตอนเที่ยงคืน แต่สุดท้ายไปกันประมาณตี ๓ (สงสัยตื่นกันไม่ไหว) ที่ต้องออกเช้าขนาดนี้เพราะต้องนั่งเรือจากค่ายไปท่าเรือที่ เตลุก บินใจ ๔๕ นาที นั่งรถต่อไปถึงทางเข้าป่า แล้วต้องเดินเท้าเข้าไปในป่าอีกประมาณ ๔ กิโลเมตร พร้อมป้ายผืนใหญ่ ๒ ผืน ส่วนร๊อปจะตามไปตอนเช้ามืด

หน้าตาทีมงานตอนไปถึง

การเดินทางต่อจากนี้ แบนเนอร์จะถูกลำเลียงลงเรือสำปัน (เรือพายพื้นเมือง ขุดจากต้นไม้ทั้งต้น) ๒ ลำ พายเข้าไปตามคลอง จุดหมายปลายทางคือ ๔ กิโลเมตร จากนี้ จุดที่พื้นที่ป่าถูกทำลายมากที่สุดบนป่าพรุที่เพิ่งถูกถางในเขตสัมปทานเยื่อกระดาษและกระดาษของบริษัท T.Arara Abadi-siak ซึ่งเป็นของ Asia Pulp and Paper (APP) ส่วนทีมงานที่เหลือ เดินเท้าเข้าไปและเคลียร์สิ่งกีดขวางเพื่อให้เรือผ่านไปได้โดยสะดวก



สภาพป่าพรุที่ถูกเผาทำลาย พบเห็นได้ตลอดเส้นทาง

จุดตั้งค่ายที่พักชั่วคราว ก่อนเคลื่อนย้ายป้ายขนาดใหญ่มาก ด้วยกำลังคน


ป้ายที่มีภาพของนายกรัฐมนตรีแองเจอล่า เมอร์เคล แห่งเยอรมนี และข้อความว่า
Climate Change Starts Here. Less Talk, More Money! 
(ภาวะโลกร้อนเริ่มต้นที่นี่ พูดให้น้อย เงินให้มาก)
และ ป้ายที่มีภาพนายกรัฐมนตรีนิฌคลาส ซาร์โคซี แห่งฝรั่งเศส และข้อความว่า
"จัดหาเงินหลายล้านยูโร ปกป้องป่า และสภาพภูมิอากาศ"
เพื่อเรียกร้องให้ผู้นำประเทศทั้งสองจัดหาเงินทุนเพื่อหยุดการทำลายป่า เพื่อกู้วิกฤตโลกร้อน ณ
การประชุมสุดยอดของสหประชาชาติ ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในเดือนธันวาคมนี้


ส่วนที่ค่าย วันนี้เป็นวันแรกที่เริ่มไปทำงานที่เขื่อนเต็มวัน (เคลียร์พื้นที่ต่อ) จริง ๆพวกเราก็อยากไปร่วมกับทีมป้าย แต่งานสร้างเขื่อนมันค้ำคอ ไว้โอกาสหน้าแล้วกัน เพตเตอรี่นัดพวกเราออกเดินทางประมาณ ๗ โมงเช้า แต่สายตามเคยเพราะอาหารเช้า ๗ โมง เช้านี้เราหารองเท้าบูธที่เตรียมไว้ในห้องเก็บของไม่เจอ นึกได้ว่าอาจจะเป็นทีมกางแบนเนอร์ในป่าเอาไปตั้งแต่เมื่อคืน เราเลยเสียเวลาเตรียมของอีกนิดหน่อย งานของพวกเราวันนี้คือ ขนไม้ที่อยู่บริเวณชายหาดเข้าไปที่เขื่อนให้ได้ สมาชิกวันนี้มี เพตเตอรี่ พี่ริว พี่ท๊อป พี่แป๋ง นุ่น ส่วนน้องอุ้มปวดท้อง (แบบผู้หญิง ผู้หญิง) บอกว่าประมาณ ๒ วัน น่าจะหาย เลยให้นอนอยู่ที่ค่าย มีสุรีย์ คอยดูแลให้กินยาสมุนไพร อะไรบางอย่าง คอยนวดเท้า ดูแล้วไม่น่าเป็นห่วง พวกเราเลยออกเดินทางกัน

เมื่อเรือปอมปองมาส่งเราที่หาด เจอกับพวกบานี่ (มีชาวบ้าน + อาสาสมัคร) ประมาณ ๕ คน ที่ไปสำรวจพื้นที่สร้างเขื่อนแห่งที่ ๒ บอกว่าเข้าไปเจอสัตว์ตัวนึงเหมือนจะโดนตัวอะไรกัด เลยช่วยออกมา

วันนี้น้ำลงเยอะต้องเดินไกลกว่าปกติ ทิม กับ โจฮาน อยู่ช่วยพวกเราด้วย พี่ท๊อปอาสาแบกไม้ที่จะต้องเอาไปสร้างที่พักชั่วคราว ส่วนวันนี้พี่ริวแต่งตัวเหมือนผู้ก่อการร้าย (จริงๆ กลัวแดดเผา) และคนอื่นที่เหลือก็ช่วยกันขนของอื่นๆ ตามไป

เมื่อพร้อมเริ่มงาน เพตเตอรี่ก็สรุปว่างานของวันนี้ที่ต้องทำ คือ ขนไม้ที่ชาวบ้านขนมาไว้ให้ที่หาดเข้ามาให้ถึงบริเวณที่จะสร้างเขื่อน ตอนแรกก็บอกให้พวกเราช่วยกันแบก แล้วเดินเข้าไปที่เขื่อน แต่หลังจากทดลองกันพบว่าเป็นงานที่หนักมาก เพตเตอรี่บอกว่าคนไม่พอต้องไปตามคนมาช่วย (มองเห็นทีมเรือจอดเรืออยู่ไกลๆ) แต่พวกเรามีหรือจะยอมลำบากขนาดนั้น งานแบบนี้มันต้องใช้สมอง ไม่ใช่แค่แรงงาน

หลังจากวิเคราะห์กันแล้วพวกเราเลยตัดสินใจ ใช้เชือกที่ผูกมากับไม้ ผูกไม้ลากไปตามคลอง จนถึงเขื่อน ไกล เหนื่อย แต่ก็ดีกว่าแบกไป ส่วนเพตเตอรี่ได้คนมาช่วยอีก ๒ คน

เวลาและเรี่ยวแรงของเราทั้งหมดในวันนี้ ทุ่มเทไห้กับการลากไม้เดินลุยน้ำเข้าไปตามคลอง ส่วนการยกไม้ขึ้นฝั่ง ตั้งใจว่า พรุ่งนี้เริ่มสร้างเขื่อนวันแรก จะมีคนมาช่วยเยอะไว้ค่อยช่วยกันยกพรุ่งนี้แล้วกัน ห้าโมงเย็นถึงเวลาเลิกงาน พวกเราพาร่างกายที่เหนื่อยล้า เดินกลับมารอปอมปองที่ชายหาด

กลับมาถึงค่ายก็แยกย้ายกันไปพักผ่อน น้องอุ้มบอกช่วงบ่ายก็ดีขึ้นนิดหน่อยเลยออกมานั่งข้างนอก โรดาก็ให้ช่วยกวาด เรือน Big Common คนป่วยอยู่นะ ถึงแม้จะกลับกันมาเร็วแต่ก็ต้องรออาหารเย็นตอน ๑ ทุ่มครึ่ง วันนี้มีอาสาสมัครจากเยอรมัน ชื่อเลาร่า และช่างภาพ อีก ๒ คน มาที่ค่าย ประมาณ ๒ ทุ่ม ทีมกางป้ายในป่าก็กลับกันมา สกปรกกันมาก แต่ไม่มีใครยอมไปอาบน้ำก่อนกินข้าวแม้แต่คนเดียว (คงกลัวอาหารหมด ในเมื่อผู้จัดการค่ายไม่เรียกประชุมซะที (แบบว่าไม่เห็นใจคนที่ทำงานเหนื่อยวันนี้ และพรุ่งนี้ก็ต้องตื่นแต่เช้ากันเลย) เพตเตอรี่ พระเอกขี่ม้าขาวของเรา ก็เรียกประชุมซะเอง จนวันต่อ ๆมา พวกอาสาสมัครอินโด จะชอบพูดว่า Briefing Briefing (เมื่อเพตเตอรี่เดินมา ) เป็นเรื่องตลกกันไป คืนนี้กว่าจะสรุปกิจกรรมประจำวันก็เกือบ ๓ ทุ่ม มีแนะนำสมาชิกใหม่ และก็สรุปกิจกรรมของวันนี้ ทั้งการรณรงค์ จากบุสตาร์ กางป้าย จากร๊อปและยูดี้ และ งานสร้างเขื่อนจาก เพตเตอรี่ ซึ่งแจ้งว่าพรุ่งนี้เราจะเริ่มสร้างเขื่อนกัน ให้ทุกคน เตรียมตัว เตรียมน้ำดื่ม อุปกรณ์ทั้งหมดที่จะต้องใช้ คนที่จะไปสร้างเขื่อนให้แจ้งชื่อที่โรดา ๔ ทุ่มครึ่ง ถึงเวลาปิดไฟ คนที่ยังไม่ง่วงก็ไปนั่งเล่นกีต้าร์ ร้องเพลงกันต่อที่ท่าน้ำ ส่วนฉันปวดแขนและไหล่ข้างที่ใช้ลากไม้มาก ต้องกินยาคลายกล้ามเนื้อ ตั้งใจว่ากลับไปเมืองไทยเมื่อไหร่ จะไปนวดไทยให้หายคิดถึง วันนี้หลังจากเข้านอน ก็หลับไปอย่างรวดเร็ว

นอนซะ พรุ่งนี้ยังมีงานหนักรออยู่
นุ่น

1 ความคิดเห็น  

งานอันหนักอึ้ง กระสอบทราย 450 ถุง ถุงละประมาณ 40 กิโล!!

๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๒
ค่ายผู้พิทักษ์ป่า เพื่อกู้วิกฤตโลกร้อน
หมู่บ้านเตลุก เมอรันสิ จังหวัดรีอาล
อินโดนีเซีย

ตื่นตี ๔ มาอยู่ยามกับดีดี้ อากาศดี นั่งดูรูปที่เขื่อนกันไปเรื่อยๆ เช้านี้หลายคนค่อนข้างตื่นเช้า เพราะทีมของเฉาเหว่ยต้องไปดูหนังเรื่อง Age of Stupid ที่ หมู่บ้านเตลุก บินใจ มีช่างภาพ ช่างวีดีโอไปด้วยหลายคน



เมื่อคืนอยู่ยาม เช้านี้เลยง่วงมาก อยากนอน มองไปทางไหนก็เต็มไปด้วยผู้คน เลยแอบไปนอนในเต็นท์ (ผู้ชาย) เนื่องจากไม่น่าจะมีใครเข้าไปรบกวน (มีอัคนันโด Action Logistic จากบราซิล นอนอยู่อีกเตียงนึง เพราะเพิ่งกลับมาตอนตี ๕) กะว่าจะนอนเตียงพี่ริวเพราะไม่อยู่ แต่กลัวแดดส่องเลยย้ายไปนอนเตียงพี่ท๊อป คิดผิดอย่างแรง ตื่นมาอีกทีตอน ๑๑ โมง ร้อนนนนนนนนนน มาก แล้วก็หิวข้าว จะย้ายเตียงก็เจอพี่แป๋งกับพี่ท๊อปยึดไว้ทั้งสองเตียง(ผู้ชายกรีนพีซไม่มีคำว่าเสียสละ-หญิงชายย่อมเท่าเทียมกัน) เลยจำใจนอนร้อนต่อไป ตื่นมาอีกทีเจออัคนัลโด นั่งบ่นว่า “I need my my girlfriend” งงว่าจะเอาไงดีเลยตัดสินใจตื่น ออกมาเจอยานเซ่นผัดมาม่า (โอ้ พระเจ้า สวรรค์ส่งมาโปรดแท้ๆ) กินไปประมาณ ๓ ใน ๔ เริ่มคิดได้ว่าไม่ใช่ของเรา เลยบอกขอบใจ รอกินข้าวเที่ยงต่อ ยานเซ่นสัญญาว่าเย็นนี้จะทำให้กินอีก วันนี้ทีมไทยไม่มีใครไปที่เขื่อน นุ่นกับพี่ท๊อปมีงานที่ค่าย ส่วนพี่แป๋งก็เหนื่อย



กิจกรรมที่เขื่อนก็ดำเนินไปตามปกติ ขนมและน้ำถูกลำเลียงไปส่งที่เขื่อนในตอนบ่ายอีกเช่นเคย วันนี้งานค่อนข้างหนัก เพราะมีถุงทรายมาส่งเพิ่มอีก ๔๕o ถุง คาดว่าเขื่อนจะเสร็จในวันพรุ่งนี้ ช่วงเย็นไม่มีอะไร ทีมเขื่อนกลับมาถึงประมาณ ๒ ทุ่ม เหนื่อย เปียก และดูหิวกันมาก ก็มีเหล่าขนมปังและมาม่าในครัวมาให้รองท้อง (ซึ่งที่นี่ขนมมีจุนเจือให้ตลอด 24 ชั่วโมง) พี่ริวกลับมาถึงตอน ๔ โมง ส่วนน้องอุ้มกลับมาถึงมืดมาก (บ่นว่านั่งรถผิด คิดจนตัวตาย) ข้าวเย็นวันนี้เป็นอะไรก็จำไม่ได้ ไม่รู้อร่อยรึเปล่า เข้าใจว่าความรู้สึกเดียวของทุกคนตอนนี้คือหิวจนหน้ามืด ข้าวเปล่าก็อร่อยแล้ว (ดูจากภาพคงไม่ต้องบรรยาย)



หลังข้าวเย็นก็สรุปกิจกรรมประจำวัน โจอังมี NVDA Training (การอบรมปฏิบัติการสันติวิธีของกรีนพีซ) ภาคทฤษฎี ให้กับอาสาสมัครใหม่ ก่อนแยกย้ายกันเข้านอน (ไม่รู้จะเป็นไปได้รึเปล่า) คืนนี้ค่อนข้างเงียบ ตอนเตรียมที่นอนไม่อุปสรรคแต่อย่างใด คืนนี้บุสตาร์ เจ้าหน้าที่รณรงค์ป่าไม้ หลีกทางให้แต่โดยดี แถมยังช่วยเก็บโต๊ะด้วย พรุ่งนี้ตื่น ๖ โมง ข้าวเช้า ๖ โมงครึ่ง ออกเดินทางไปเขื่อน ๗ โมง (ข่าวจากเพตเตอรี่ )

เมื่อทุกคนเข้านอน ก็นั่งเขียนบล็อกต่อ ปัญหาคือไม่มีไฟ แบตเตอร์รี่คอมก็เหลือน้อย เพราะตอนหัวค่ำไม่สามารถแย่งเก้าอี้ดนตรีมาได้ แถมแมลงก็เยอะมากกก เมื่อคอมพิวเตอร์ส่งสัณญาณ Low Battery สุดท้ายก็ต้องยอมแพ้ ปูที่นอนดีกว่า นั่งรอเวลาอยู่ยามจากเที่ยงคืนถึงตี ๒ ที่ เรือน Big Common หิวมาก อยู่คู่กับโคโค่ ส่วนเดบี้กับน้องอุ้มนอนไม่หลับ อาวังซึ่งอยู่ต่อช่วงตี ๒ ถึง ตี ๔ ก็มานั่งอยู่ด้วย (จริง ๆ พวกเราคิดว่าอุ้มคงอยากอยู่คุยกับอาวัง และอาวังก็คงอยากคุยกับอุ้ม แล้วทำมาอ้างว่านอนไม่หลับ) เอาเป็นว่าทุกคนเข้าใจ เพาะความรักมันสวยงาม (คำพูดอัคนันโด) ส่วนอะเซ็บอยู่ในถุงนอน เมื่อสมาชิกเริ่มเยอะเลยไปผัดมาม่ามากินกัน (โคโค้ อาวัง เดบี้ นุ่น อะเซ็บ) โดยมีนุ่นแม่ครัว และโคโค่เป็นผู้ช่วย แต่ตอนเสร็จอะเซ็บหลับไปก่อน เพราะต้องตื่นมาอยู่ยามตอนตี ๔ พอดีโรดายังไม่นอนเลยมีตัวหารเพิ่ม ไม่งั้นแย่ สุดท้ายเมื่อท้องอิ่มเดบี้อาสาเป็นคนล้างจาน โดยมีพวกเราหลายคนตามไปเป็นกำลังใจ คืนนี้ เรือน Small Common ค่อนข้างเต็มเพราะมีลอร่ากับสุรีย์ ออกมานอน อุ้มบ่นว่าโดนแย่งที่ ส่วนเดบี้อยากนอนข้างนอก แต่ที่เต็มและไม่มีถุงนอน เลยต้องกลับเข้าไปนอนข้างใน อยู่ยามถึงตี 2 ง่วงมาก หาวตลอด โคโค่บอกไปนอนได้แล้ว โอเค พรุ่งนี้เจอกัน กู๊ดไนท์ จ้า





คืนนี้อากาศดีเย็น ดาวเต็มท้องฟ้า สวยมากๆ พระจันทร์เกือบจะครึ่งดวง (ท่าทางอุ้มคงหลับฝันดี) สงสัยว่าพรุ่งนี้จะเป็นวันพระ ( กินมังสวิรัติดีกว่า)

นุ่น

ส่วนของน้องอุ้ม---

โรงแรม DYAN GRAHA ในตัวเมืองเปกันบารู

ตื่นเช้ากี่โมงไม่รู้ กินข้าว กินยา มีโทรศัพท์มาจากริชชี่ ถามว่าพร้อมมั้ย ถ้าพร้อมอีกสิบนาทีให้ลงไปรอข้างล่างอีก 10 นาทีจะไปรับ หรือจะกลับพรุ่งนี้ก็ได้นะ โอย กลับวันนี้สิคะ

ริชชี่พานั่งแท็กซี่ไปสำนักงานไปถึงก็ง่วงเลย สงสัยเพราะยาล่ะมั้ง เลยขึ้นไปนอนที่ชั้นบน หลับไปชั่วโมงนึง ฮาลิมมาถามว่าเป็นยังไงบ้าง กินข้าวหรือยัง อุ้มกลับไปวันนี้ก่อนนะ เดี๋ยวพรุ่งนี้จะตามไปก็ได้ แต่อย่าลืมสัญญาที่ให้ไว้ก็แล้วกัน แล้วก็กะว่าจะนอนต่อ พอดีพี่ริวเรียกบอกว่ารถพร้อมแล้ว คนพร้อมแล้ว รออุ้มอยู่คนเดียวเนี่ย อ้าวชิบหายล่ะสิ วิ่งด่วนเลย

เราออกเดินทางจากสำนักงานตอนสิบโมง มีรถ 2 คัน คันแรก โตโยต้า อะวันซา พี่ริวนั่งมากับทนายความ นักข่าว คันที่สองเป็นโฟร์วีลมีอุ้ม ฟินดี้ แล้วก็นักข่าวอีกคน คนขับรถดูเป็นมิตรดี เค้าบอกว่าชื่อโดนี่ แล้วก็ขอให้เขียนชื่อเค้าเป็นภาษาไทยให้หน่อย


นั่งรถครั้งนี้ช่างยาวนานเหลือเกิน สงสัยฉันคงอยากให้ถึงเร็วเกินไปล่ะมั้ง ระหว่างนั่งรถนั้นฟินดี้กับคุณนักข่าวคุยกันมาตลอด คุยเก่งเกินไปหรือเปล่าคะ เราแวะที่ที่หนึ่งด้วยเพื่อหาโทรศัพท์มือถือที่ซูซานทำหล่นไว้ ฝนก็ตก ป่วยก็ป่วย เอ้า หาก็หาว่ะ ผลคือไม่เจอคะ แต่ฉันรู้สึกว่าที่นี่มันดูคุ้นๆชอบกลเลยถามคนที่เป็นนักข่าวว่า ที่นี่ใช่ที่ที่กรีนพีซเอาแบนเนอร์ผืนใหญ่มากางหรือเปล่า ปรากฎว่าใช่ด้วยล่ะ แต่ต้องเดินเท้าเข้าไปอีก4กิโลเมตรนะ

เฮ้อ ในที่สุดก็มาถึงจนได้ สงสัยว่าพี่ริวจะมาถึงก่อนแล้วนั่งเรือไปค่ายแล้ว เราก็เลยต้องนั่งรอเรืออีกเกือบๆชั่วโมงที่หมู่บ้านเตลุก บินใจ ระหว่างนี้ก็มีเรือขนผลปาล์มมาส่งขึ้นรถบรรทุกด้วย โดยผู้ชายในหมู่บ้านจะใช้เหล็กแหลมมีด้ามจับทิ่มผลปาล์มแล้วเหวี่ยงจากเรือขึ้นฝั่ง แล้วก็จะมีคนรับช่วงต่อเหวี่ยงจากพื้นดินขึ้นรถบรรทุกอีกทีหนึ่ง โดยมีเด็กๆพากันมาดำน้ำหาผลปาล์มที่หล่นลงน้ำกันอย่างสนุกสนาน ผู้หญิงก็จูงเด็กเล็กๆมาให้กำลังใจอยู่ที่ท่าน้ำ และจับกลุ่มคุยกัน ส่วนฉันก็สงสัยจะว่างเกิน นั่งเขียนบันทึกอยู่นี่ไง โอยเมื่อไหร่เรือจะมานะ



ในที่สุดเรือก็มา คราวนี้ไม่ใช่ปอม ปอง แต่เป็นเรือยางของกรีนพีซ มีโยย่นเป็นกัปตันกับแพททริคเป็นลูกเรือ อุตส่าห์ได้ลงเรือแล้วก็นึกว่าจะถึงค่ายเสียที เปล่าเลย แวะหมู่บ้านตูลุก มารานติ คุยนั่นคุยนี่กับนักข่าวอยู่เป็นชั่วโมง จนฟ้ามืดโน่นล่ะ ถึงได้ออกเรือมาค่าย

กว่าจะถึงค่ายก็หกโมงกว่าแล้ว พอมาถึงยานเซ่นก็ทักก่อนเลยว่า เฮ้ อุ้ม ยูยังไม่ตายเหรอเห็นริว (ที่กลับมาถึงก่อนแล้ว) บอกว่าอุ้มไม่กลับมาแล้ว ตายไปแล้ว แหม ให้กำลังใจกันดีเหลือเกิน กลับมาถึงค่ายดูเงียบๆ ผิดปกติ พอดีพี่ท๊อปบอกว่าเค้าไปขนถุงทรายประมาณ 400 ถุง กันที่เขื่อนตั้งแต่บ่ายๆ จนป่านนี้ยังไม่กลับมาเลย นั่งคุยกันสักพักโรด้าก็เดินมาบอกพี่แป๋งว่าคุณต้องไปช่วยงานในครัวตามตารางเวรที่จัดไว้นะ พี่แป๋งเลยต้องรับภาระขนชาม จาม แก้ว กองโตไปล้างที่ท่าน้ำ เพราะน้ำในครัวไม่ไหลอีกแล้วครับท่าน ก็นะ จะไม่ไปช่วยก็ใจร้ายเกินไปหน่อยแล้ว เลยไปขอยืมไฟฉายจากโจอัง แล้วก็รีบวิ่งตามไป ถามพี่แป๋งว่าอุ้มไม่อยู่ใครล้างจานให้ พี่แป๋งบอกว่าก็มีผู้ช่วยใหม่ไง แต่ไม่ยอมบอกว่าใคร โธ่เอ๊ย ไม่เชื่อหรอก มี บางคน บอกมาว่าบรรดาบอสๆ ทั้งหลายล้างจานกันเองทั้งนั้น

ประมาณสองทุ่ม คนที่ไปขนถุงทรายก็กลับกันมา ก็ได้ยินแต่ประโยคที่ว่า ไฮ อุ้ม ฮาว อาร์ ยู เหมือนจะป๊อปปูลาร์ขึ้นมาทันที ขนาดคนที่ไม่เคยคุยกันมาก่อนก็ยังมาถามเลยว่าเป็นยังไงบ้าง ดีว่ะ อยู่อินโด ป่วยนิดเดียว มีคนเป็นห่วงขนาดนี้เลยเหรอ แต่สงสัยว่าจริงๆ แล้วที่เค้าอยากให้หายน่ะเป็นเพราะว่าจะได้ไม่เอาหวัดไปติดคนอื่นนะซิ อาวังบอกว่าโทรไปที่โรงแรมด้วย แต่พี่ริวรับสายแล้วก็บอกว่าอุ้มหลับแล้ว อะไรอ่ะ งง จะรับแทนได้ไงนอนกันคนละห้องนี่นา แล้วพี่ริวก็ไม่เห็นบอกเลยด้วย เดบี้ผู้เป็นเหมือนพี่สาวของฉันที่นี่ก็มาบอกว่าเป็นห่วงนะ เป็นอย่างไรบ้าง ส่วนอัลโบบอกว่าทำไมยูยังไม่ตายอีก เห็นแป๋งกับริวบอกว่ายูตายไปแล้วนี่นา เลยตอบกลับไปว่า ไอ คัม แบ็ค ฟรอม เดอะ เฮฟเวน

วันนี้ตอนกลางคืนมีบรรยาย NVDA โดยโจอังเป็นคนบรรยายแต่เป็นภาษาบาฮาซาร์ อินโดนีเซียอ่ะ ฟังไม่รู้เรื่อง บอกให้อาวังแปลให้ฟังหน่อย ก็นะ แปลแค่ประโยคแรกประโยคเดียวจบ แล้วยังไงล่ะที่เหลือให้เดาเอาเองเหรอไง พี่ท๊อปก็มานั่งดูด้วย บอกว่าต้องดูเสียหน่อย พี่เองก็ลืมเหมือนกัน อ้าวลืมแล้วไหงมาสอนอุ้มได้ล่ะ พี่ท๊อปก็บอกว่าพี่ไม่ได้สอนอุ้ม พี่แป๋งสอนต่างหาก โอเคจำได้ล่ะที่พี่แป๋งมานั่งอ่านสไลด์ให้ฟังนั่นเอง ฮ่าๆๆ

ฉันก็เลยเอาโน้ตบุ้คมานั่งพิมพ์บันทึกจากที่จดใส่กระดาษไว้ เผลอก้มไปกินน้ำแป๊ปเดียว กระดาษที่จดไว้ตกน้ำเปียกหมดเลย เฮ้อ หาเรื่องแท้ๆเลย ว่าแล้วก็ใส่บูทลุยน้ำเก็บกระดาษมาตากไปพิมพ์ไป สักพักแบตหมด ไว้ทำต่อพรุ่งนี้ล่ะกัน

เห็นพี่ริวบอกว่าพรุ่งนี้จะไปเขื่อนด้วย อืมคิดเหมือนกันเลย ไม่อยากหยุดแล้ว พักพอแล้ว แต่ทุกคนบอกว่าอุ้มพักผ่อนอยู่ค่ายแหละดีแล้ว ห้ามไปนะ อ้าวแล้วทำไมพี่ริวไปได้ล่ะ เออไม่ไปก็ไม่ไป ทุกคนจะได้สบายใจ ไม่เป็นภาระของคนอื่นอีก เซ็งขั้นเทพ

พอสี่ทุ่มปิดเครื่องปั่นไฟ พี่นุ่นมาไล่ให้ไปนอน โธ่เอ๊ย ใครจะไปนอนหลับกันล่ะ นอนมาสองวันแล้วเนี่ยนะ ก็นั่งเล่น นอนเล่นเป็นเพื่อนพี่นุ่น อาวัง เดบี้ แล้วก็โคโค่ ตอนไนท์วอช กว่าจะหลับก็ตีสอง หลับๆ ตื่นๆ อยู่หลายรอบ ต้องตื่นมาทายากันยุงอีก ไม่ไหวยุงดุเหลือเกิน กัดจมูกบวมเลย เซ็งเป็ดมากมายสำหรับวันนี้

อุ้ม

1 ความคิดเห็น  

IRRI Rice Symposium

IRRI's Symposium Day 1

The IRRI's 6th International Rice Genetics Symposium began today. It is a big scientific gathering with more than 700 scientists from all over the world, but mainly Asian countries. It began with some opening speeches from the HRH Sirindhron Princess and Mr. Zeigler, the director of IRRI (FYI: The International Rice Research Institute, headquater based the Philippines).

What was most noticeable there was the emphasis that HRH put on Marker Assisted Breeding (MAS) technology as a very good tool for improving rice for the new climate change challenges (drought resistance, submergence and flooding resistance, etc.) and in the whole opening session Genetic Engineering (GE) was mentioned very little only at the end of Zeigler's speech, mentioning that eventhough there is a need to use the major rice diversity that is getting discovered, there are traits that do not exist in rice, for which GE would be necessary. He cited C4 rice as an example, but all this was a very tiny portion of the speech. It shows how right we have been to launch our MAS report at this time ;) Click here to read about MAS in Thai | Click here to download the MAS report in English

In fact, we have been able to "ambush" Dr. Zeigler (as Danny puts it) and handed him a copy of the MAS report, and it was interesting that he told us he had read it online (although it was released out just last Friday, as Janet said earlier IRRI is so sensitive).

He went on to say that we are 95% in agreement - even better than the 90% agreement he has made with his wife so far (we guess the 5% disagreement was GE) in the need for more biodiverse, climate resilient, farmers-oriented agriculture. It was obviously not the place to get into a lengthy argument about what we put under these words. Still, it was quite significant that he has read the report. He even dared to say that Yellow Rice (he calls it Golden of course) was also MAS, after the gene had been incorporated through GE into rather bad varieties, it is now introgressed from these bad varieties to good ones through MAS.

So far, it is not that easy to schmooze with scientists, as they are so many, but the poster sessions tomorrow should help.

Apparently, our poster, which is on display (and rather well located) is attracting quite some interest.

---
IRRI's Symposium Day 2

Today was a lot "geeker" still than yesterday. A lot of highly technical and scientific conferences and workshops, still quite interesting. For those interested in rice genetics in the last research results, we can provide you later with a copy of the CD that was supplied to the participants, with all the abstracts, but do not expect so much fun reading about QTLs, RNAis, gene pyramiding, etc.

We begin to meet scientists, but they were not so much IRRI's scientists, but rice specialists. Interestingly, there wwas a high proportion of the American and French scientists, apart from predominantly Asiatic presence.

We had a 10 minute discussion with IRRI's IT person, whom some of you might know. Marco Van den Bergen, who was an IT perspn for Greenpeace International (GPI) a few years ago, after being at IRRI for 6 years, and now came back to IRRI after about 2 years with GPI. He still follows what is happening in Greenpeace (was very aware that Gerd has left, for example).

He was adamant in trying to get more links between IRRI and Greenpeace. For example, he mentioned that IRRI is organizing internal seminars/debates every thursday, but wanted to explore the possibility that Greenpeace gives a seminar or a talk to discuss our points of view one Thursday. He will  also put us in contact with the new Communications Manager at RRI, Sophie Clayton, when we go to IRRI's headquarters at Los Bbanos on Thursday. It seems that IRRI is nervous about the opposition (the PAN AP initiative to ask for closure of IRRI) and would like to have some "allies" in the NGO world, so there's a fine line here.

Today was also the official opening of the IRRI's 50 years celebration (anniversary will be on April 2010) in Los Banos, with the visit there of the Thai princess, and there was a NGO and small farmers protest there, that the police evacuated. He knew that we had met the director yesterday. Marco also mentioned the restructuring of the CGIAR (of which the IRRI is one institute), saying it was not very different from the restructuring at GPI a few years ago (with apparently some common advisors) but did not dwell very much on it, and did not know what the results would be. Apparently, funding of IRRI is doing pretty well.

The afternoon poster session was also the opportunity to meet some scientists, that were interested in discussing with us (many French, that were very critical of our campaign in France, that prevented a lot of public research on GMOs, leaving the door open to private companies to get monopolies on the tools). As I mentioned, that was not a majority of IRRI's scientists, so we do not have a clear picture of the balance of power within IRRI yet. But oddly, even MAS scientists do not feel "threatened" by GE research and funds gooing there instead of MAS, many see these 2 fields as complementary. But many were interested in the report, and also in the food for the future report. At least, they do not consider us as luddites, and many expressed a will for more dialogue (which may mean in their view some kind of endorsement). And tomorrow will also be fun, as we're going to distribute our postcard asking Bayer to get its hands off our rice.

Cheers, salut
Danny, Janet, Natty and Arnaud

0 ความคิดเห็น  

Rice Harvest Update from our Campaigner


An aerial view of Greenpeace staffs and volunteers and farmers in Ratchaburi harvesting rice in the Rice Art field.

Sorry for the late update. Last Saturday (21 November 2009), hundreds of Greenpeace supporters and local farmers met at the Rice Art field in Ratchaburi province and harvested the black rice that was left after the green rice had already been harvested 2 weeks ago. It was a  very emotional activity, where urban supporters joined local farmers to harvest together organic rice in the traditional way.



For many of them, it was the first time in their life that they shared and participated in farmer  work and it was very inspiring. There were also displays of traditional milling of rice in front of the field, so everyone could understand the different processes of rice after harvest until it is commercialized and finally consumed. It also reaffirmed us that what a wonderful traditional way and wisdom of planting rice that we have.

The harvest ceremony was attended by Greenpeace Southeast Asia's chairman Dr.Ophart, our Executive Director Von, Fundraising Director Dawn and Campaign Director Shai. I would also like to take this opportunity to thank our Senior Management Team to devote their valuable  time to participate and support this event. Also, I would like to thank everyone who were  involved in this and made it happen, you are very respected.



The governmental bodies visiting the field and also participating symbolically by harvesting were comprised of the Vice-Governor of Ratchaburi province and Dr.Sumith Champrasith (Secretariat of the Economic Sufficiency Institute). The Vice Governor of Ratchaburi province made a statement on behalf of the provincial authority and that was strong GE-free rice statement and fully in support of the Greenpeace's campaign. As discussed with him, he is quite keen to help us on the GE rice issues and will provide us information about rice research conducted in Ratchaburi. He is also keen of developing organic rice farming in the province and disseminating organic farming methods and this will provide us with a good platform for our future work on agriculture in Thailand.


Kum Payao rice species, the black rice

Dr.Sumith is a very strategic person who plays an important role, particularly on agricultural  issues in the country. He made a statement with a few specific demands on Thai agricultural  problems (i.e. land grabs and national policy on organic agriculture). He also stated that the country needs to protect our agriculture from GE crops and the most urgent one is GE rice. However, his focus is actually more specific on organic farming and sufficiency economy than on GE issues. But we had a very good conversation with him and he committed to put GE rice issues into his 2010 plan and will be following up all inside info regarding GE crops for us. It's quite good that we have him on our side.


Chainart 1 species of rice that gave green color to the Rice Art.

Unfortunately, eventhough the Prime Minister was invited, he has faced another political problem so his attention has been with that and he didn't come, neither the Ministry of Science and Technology (MoST). Anyhow, the success of this harvest day will allow us to follow up with both of them to get the official GE-free policy to be announced publicly.

We have already received an official letter from the Ministry of Agriculture (MoA) stating a GE-free rice policy from the government and this also was confirmed casually in a discussion we had last week with the The International Rice Research Institute (IRRI)'s Deputy Director,  explaining that the Thai government is quite clearly against GE rice and insists in the GE-free rice policy. The difficulty is to get this policy to be proactive and public.



This harvest day was a closure of a huge effort of many of those in the Greenpeace world,  including the dedicated volunteers and farmers who made the Rice Art work happened. We now have some rice in a beautiful package and the picture of the field for our political work. We will continue to try to get the good GE-free position from the Thai government to be even more solid. In the meantime, it has helped us develop our relationship with farmers of the province, from which we will be able to build our Sustainable Agriculture network for the coming years.

Natwipha

0 ความคิดเห็น  

OUR GREAT VICTORY at Criminal Courthearing in Khon Kaen

24 November 2009

OUR GREAT VICTORY, Let's celebrate it




This is our GREAT VICTORY ever. This morning our two former greenpeacers - Dr.Jiragorn (ex-Executive Director) and Patwajee (ex-GMO campaigner), our lawyer and we were at the courthouse at which the hearing started at 9.00am. We were quite confident that our friends will be acquitted and not convicted anyway. So YES, we were right, the court have just cleared them of the charges of trespassing, theft and destruction of property appealed by the Department of Agriculture (DoA) and again this means they are ACQUITTED.


Fenruary 2004 - A greenpeace activist picked a papaya and put in a closed container in the DOA's GE papaya trail field.

Dr.Jiragorn and Patwajee were criminal charged with trespassing, theft and destruction of property by the DoA since 2004 after they had uncovered evidence of the government agency's role in widespread GMO papaya contamination in Thailand. They both had been acquitted at the first court in September 2006.



After the hearing I saw many big smiling faces from all of the Greenpeace staffs, our friends and even the journalists. We went out to have an interview in front of the courthouse.



However, the DoA will be able to extend the case by making an appeal to the supreme court, the last chance for them to go further. But we see that there is small possibility of doing that  because if we are found not guilty in the supreme court, it will be a criterion for the society in the future, which for them maybe too risky to move forward and extend the case. If they are convicted they will possible face 5-year in jail but the lawyer believed that they will be acquitted again. Within 30 days, we need to follow up and see if the DoA will extend the case or not. Just one word to say, LET'S CELEBRATE IT, EAT SOMTAM :)

Natwipha

1 ความคิดเห็น  

ภาวะโลกร้อนเริ่มต้นที่นี่ นักกิจกรรมไม่ยอมแพ้แม้ความมืดเข้าปกคลุม



ขณะคุณกำลังอ่านบล็อกนี้ มีคน 4 คน อยู่ในใจกลางป่าฝนอินโดนีเซีย พวกเขายอมทำทุำกอย่างเพื่อแสดงให้โลกเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเริ่มต้นที่ใด และใครเป็นผู้รับผิดชอบภัยคุกคามอันยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกนี้

>> อ่านข่าวอัพเดทแบบเรียล-ไทม์ ที่นี่

นักกิจกรรม 4 คน จากฟิลิปปินส์ เยอรมนี อินโดนีเซีย และฮอลแลนด์ กำลังขัดขวางการทำงานของรถเครนในโรงงานเยื่อกระดาษและกระดาษของ APP ซึ่งเป็นอาชญากรสภาพภูมิอากาศ แม้จะถูกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยพยายามนำตัวลงมานับครั้งไม่ถ้วน ในขณะที่เรือของบริษัทในแม่น้ำใกล้ๆ ทำให้น้ำกระเพื่อมเพื่อยับยั้งไม่ให้ช่างภาพบันทึกภาพการปฏิบัติการ

อย่างไรก็ตามแม้ต้องทนกับภัยคุกคาม ความเหนื่อยอ่อน ความร้อน และกลิ่นสารเคมีเหม็นหืน มามากกว่า 9 ชั่วโมง แต่นักกิจกรรมของเรายังปักหลัก และสร้างความมั่นใจว่าความสนใจของโลกจะมาอยู่ที่ทิศทางนี้

และสิ่งที่โลกได้เป็นประจักษ์พยานนั้นน่าตกตะลึง พื้นที่ป่าที่เคยไร้การคุกคามของมนุษย์อันกว้างขวาง ในปัจจุบันถูกทำลายจนหมดสิ้น เพื่อใช้ปลูกปาล์มน้ำมัน หรือต้นอาคาเซีย ผืนป่าพรุที่อุดมสมบูรณ์เมื่อถูกเผาจะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจก มากพอที่จะเป็นภัยคุกคามอย่างแท้จริงต่อสภาพภูมิอากาศของโลก

หนึ่งในนักกิจกรรมยังคงอยู่บนรถเครน โจเอลจากฟิลิปปินส์ต้องการบอกว่า "ผมอยู่บนเครนนี้ และจะคงอยู่ต่อไปให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะผมต้องการช่วยจริงๆ โรงงานขนาดมหึมากำลังทำลายป่าฝนของอินโดนีเซีย และเป็นสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผมคิดว่าเราควรทำอะไรสักอย่างเกี่ยวกับเรื่องนี้ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีผลกระทบต่อเราทุกคน เราเพิ่งประสบกับไต้ฝุ่น 2 ลูก ที่ดูเหมือนเป็นหายนะมากที่สุด ในฟิลิปปินส์ ผมรู้ว่าผมกำลังทำบางอย่างที่สามารถป้องกันไม่ให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นอีก"

โรงงานนี้บดเนื้อไม้เป็นเยื่อกระดาษมากกว่า 2 ล้านตันต่อปี ไม้เหล่านี้มาจากป่าปลูกและป่าธรรมชาติ รวมถึงป่ารอบๆ คาบสมุทรกัมปาร์ที่กำลังถูกคุกคาม แม้เราจะเรียกร้องอย่างไม่สิ้่นสุดให้บริษัทต่างๆ หยุดการทำลายป่าในทันที แต่บริษัทอย่าง APP ก็ยังทำงานสกปรกของพวกเขาต่อไป ทำให้ทุกชีวิตบนโลกอยู่ในความเสี่ยงที่ร้ายแรง

ในขณะที่ความมืดแผ่ปกคลุมโรงงานของ APP เราตระหนักดีว่าอาจมีเพียงนักกิจกรรมเพียง 4 คนที่หยุดรถเครน แต่ยังมีประชาชนหลายล้านคนที่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ในทุกๆ วัน เพื่อหลีกเลี่ยงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระดับที่เกินควบคุม

1 ความคิดเห็น  

ผู้พิทักษ์สภาพภูมิอาำกาศเดินเครื่องอีกครั้ง การส่งออกเยื่อกระดาษถูกยุติ ณ 'จุดปะทุระเบิดปรมาณู' ของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

สภาพภูมิอากาศรอไม่ได้ ผืนป่าที่เหลืออยู่ในอินโดนีเซียก็รอไม่ได้ ดังนั้นในวันนี้ กรีนพีซจึงส่งข้อความอันเข้มแข็งต่อผู้นำโลก โดยการหยุดการทำงานของ Asia Pulp and Paper ซึ่งเป็นโรงงานเยื่อกระดาษและกระดาษ ในใจกลางป่าฝนอินโดนีเซีย โรงงานนี้ใหญ่มโหฬาร จึงปล่อยก๊าซเรือนกระจกมหาศาล มันใหญ่เสียจนต้องมีโรงไฟฟ้าพลังถ่านหินเพื่อเป็นเชื้อเพลิงให้กับการดำเนินการ

ณ รุ่งสาง นักกิจกรรม 12 คน [จากเยอรมนี เบลเยียม สหรัฐอเมริกา ฟิลิปปินส์ เนเธอแลนด์ และ อินโดนีเซีย] เดินฟันฝ่าอากาศที่ร้อนและเหม็นหืนเข้าไปยังโรงงาน จากนั้นปีนรถเครนที่สูงลิ่ว ที่ใช้ส่งออกเยื่อกระดาษ และเ้ข้าประจำที่ ภายในไม่กี่นาที พวกเขาหย่อนตัวลงมาจากโครงสร้างอันใหญ่ยักษ์นี้ และลอยตัวอยู่กลางอากาศ จากนั้นกางป้ายผ้าที่เขียนว่า "อาชญากรสภาพภูมิอากาศ" (Climate criminals) และข้อความถึงผู้นำโลกที่เขียนว่า "คุณหยุดมันได้"



ในขณะที่นักกิจกรรมจัดที่จัดทาง มีเรือท้องแบนแล่นผ่านไป แต่ละลำเต็มไปด้วยกองท่อนซุงมหาศาล เท่ากับอย่างน้อยไม้ในรถบรรทุก 4-5 คัน ไม้เหล่านี้ได้รับการระบุว่ามาจากป่าธรรมชาติ ไม่ได้มาจากป่าปลูก ทั้งหมดกำลังจะถูกทำเป็นเยื่อกระดาษสำหรับผลิตภัณฑ์กระดาษ

ตำรวจมาถึงในเวลาต่อมา และหย่อนเครน 2 คันลงมา และควบคุมตัวนักกิจกรรม 2 กลุ่มแรก ในขณะนี้พวกเขากำลังถูกนำตัวไปยังสำนักงานใหญ่ของสถานีตำรวจในเมืองเปกันบารู ซึ่งเป็นเมืองหลวงของจังหวัดรีอาล จังหวัดนี้เป็นที่ตั้งของโรงงานแห่งนี้ และค่ายผู้พิทักษ์ป่า เพื่อกู้วิกฤตโลกร้อนของเรา ทีมที่ 3 เพิ่งถูกควบคุมตัว และทีมสุดท้ายยังคงอยู่ที่รถเครน

นักกิจกรรมมีผู้ช่วยเหลือ คือ เจ้าหน้าที่รณรงค์จากแคนาดา สวิตเซอร์แลนด์ อินเดีย อินโดนีเซีย นิวซีแลนด์ และ ออสเตรเลีย ผู้ซึ่งถูกควบคุมตัวที่สถานีตำรวจเช่นกัน

APP เป็นบริษัทของซีนาร์ มาส ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทั่วโลกอันดับต้นๆ เพราะมีบทบาททำลายป่าในวงกว้าง การทำลายป่าฝน และดินพรุที่อุดมไปด้วยคา์ร์บอน ทำให้อินโดนีเซียเป็นผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกอันดับที่ 3 ของโลก

เหลือเพียงไม่ถึง 2 สัปดาห์ก่อนการประชุมสุดยอดของสหประชาชาติ ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ณ กรุงโคเปนเฮเกน ทำให้เราเหลือเวลาน้อยที่จะปัดเป่าวิกฤตสภาพภูมิอากาศ นักกิจกรรมผู้ทุ่มเทของเรายังเดินหน้าผลักดันประเด็นนี้ในระดับท้องถิ่นในอินโดนีเซีย และในต่างประเทศ เป็นสิงที่จำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้นำโลกต้องรับฟังข้อความนี้: "การทำลายป่า: คุณหยุดมันได้" และแสดงความเป็นผู้นำที่เข้มแข็ง ในการประชุมที่โคเปนเฮเกนในเดือนหน้า

"การทำลายป่าเป็นหนึ่งในสาเหตุรากฐานของวิกฤตสภาพภูมิอากาศ เรากำลังหยุดการส่งออกของหนึ่งในโรงงานเยื่อกระดาษที่ใหญ่ที่สุดของโลก ณ ที่ที่ป่าถูกทำลายมากที่สุก เพื่อบอกกับผู้ที่เราเลือกขึ้นมาเป็นผู้นำว่าพวกเขาสามารถ และต้องดึงเราขึ้นมาจากขอบเหวของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระดับหายนะ" ชายเลนดรา ยาชวัน ผู้อำนวยการฝ่ายรณรงค์ กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าว

มีส่วนร่วมกับเรา ร่วมเป็นผู้พิทักษ์สภาพภูมิอากาศ และติดตามข่าวการปฏิบัติการล่าสุดอย่างใกล้ชิด ที่นี่

2 ความคิดเห็น  

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยุติ ณ ที่แห่งนี้ ภาระกิจสร้างฝายเสร็จสิ้น

ไม่กี่วันที่แล้ว แอสติ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รณรงค์ด้านป่าไม้ชาวสวิตเซอร์แลนด์ได้บรรยายความประทับใจแรกเมื่อเธอมาถึงค่าย ตั้งแต่มาถึง เธอวุ่นอยู่กับการช่วยชุมชนท้องถิ้นสร้างฝาย ที่จะช่วยพิทักษ์ป่าพรุอันมีค่า และช่วยกอบกู้สภาพภูมิอากาศ

คลิกที่นี่เพื่อร่วมลงมือปฏิบัติการ

เรื่องราวล่าสุดจากแอสติ:

สถานที่สร้างฝ่ายใกล้กับค่ายผู้พิทักษ์สภาพภูมิอากาศอาจไม่เคยมีผู้ปฏิบัติงานมากเช่นนี้มาก่อน ดังที่เกิดขึ้่นในวันสุดท้ายที่พวกเราสร้างฝายได้สำเร็จ แม้แต่ลูกเสือชาวอินโดนีเซียประมาณ 10 คนก็มีส่วนร่วมกับงานนี้ โดยปักธงไว้ทั่วสถานที่ ฉันหวังจริงๆ ว่า ลูกเสือชาวอินโดนีเซียจะได้รับการขนานนามว่า "ผู้กอบกู้ป่า" ในเร็ววัน ไปทั่วทั้งประเทศ

กระสอบทรายหนักอึ้งจำนวนหนึ่งที่ถูกเติมทราย และแบกไปยังสถานที่สร้างฝายนั้น มีจำนวนเกือบนับไม่ถ้วน ฉันหวังว่าผู้คนจำนวนไม่มากนักที่ช่วยแบกกระสอบทรายจะไม่มีอาการหนักอึ้งหลงเหลืออยู่ในขณะนี้

ฝายได้ทำให้เกิดสระน้ำจริงๆ ที่คุณสามารถลงไปว่ายน้ำได้ เราเรียกมันว่า 'ทะเลสาบวิสกี้' ทะเลสาบวิสกี้มีน้ำจากดินพรุสีน้ำตาล- แดง หากคุณลองลิ้มรสน้ำนี้ คุณอาจจะเปลี่ยนชื่อไปเรียกว่า 'ทะเลสาบมะนาว' แทน เพราะมันมีความเป็นกรดสูงเหลือเชื่อ หากคุณได้ลองชิม คุณจะเข้าใจทันทีว่าทำไมคลองเหล่านี้ที่สร้างขึ้นเพื่อดึงน้ำออกจาป่าพรุจึงมีผลกระทบด้านลบต่อความสมดุลของน้ำ และประชากรปลา

The completed dam


การดึงน้ำออกจากป่าพรุไม่เพียงสร้างหายนะให้แก่ดินพรุ แต่ยังทำให้ระดับน้ำบาดาลลดลง และสามารถลดประชากรปลาและกุ้งจำนวนมหาศาล เพราะความเป็นกรดได้เพิ่มขึ้นในน้ำ (อ่านบล็อกของอาชิช และ โครินนา เพิ่มเติม)

ฉันแน่ใจว่าผู้ที่มีส่วนร่วมตั้งแต่แรกเริ่มจะประหลาดใจว่าฝายนี้ช่างเติบโตเป็นฝายที่สมบูรณ์ได้อย่างอย่างรวดเร็วมาก อารีฟ ซึ่งเป็นผู้นำการสร้างฝาย และทุกคนที่ช่วยออกแรงกายในหลายสัปดาห์ที่ผ่านมาภูมิใจได้เลยกับผลลัพธ์นี้ เราเฉลิมฉลองการสร้างฝายเสร็จสิ้น ด้วยการเปลี่ยนทะเลสาบวิสกี้ให้กลายเป็นสวนน้ำแสนสนุก ด้วยการแข่งขันกระโดดน้ำนัดพิเศษของเจ้าหน้าที่สร้างฝาย

"การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสิ้นสุดลง ณ ที่แห่งนี้" นี่เป็นคำขวัญบนป้ายผ้่าและที่อยู่ในใจเรา เรากำลังออกจากสถานที่สร้างฝาย และเริ่มคิดแล้วว่าจะไปที่ไหนต่อ เพราะมีคลองที่สร้างเพื่อดึงน้ำออกจาป่าพรุมากมายนักที่รอการสร้างฝายอยู่ ;-)

แอสติ

1 ความคิดเห็น  

Rice Harvest : เกี่ยวข้าวขวัญ มหัศจรรย์ข้าวไทย

คนไทยรักข้าวไทย

คุณคิดเหมือนกันไหมคะว่า ข้าวไทยอร่อยที่สุดในโลก ?

วันนี้มีโอกาสไปเกี่ยวข้าวกับผู้สนับสนุนและอาสาสมัครกรีนพีซในงาน “เกี่ยวข้าวขวัญ มหัศจรรย์ข้าวไทย" ที่ราชบุรี หลังจากที่ได้เริ่มปลูกกันตั้งแต่ต้นปี วันนี้ก็ถึงเวลาเกี่ยวข้าวพันธุ์ก่ำพะเยา หรือข้าวที่ให้สีดำในภาพศิลปะบนนาข้าวอินทรีย์นี้แล้วนะคะ

ข้าวไทย อาหารหลักในประเทศและยังส่งออกเป็นอันดับ 1 ของโลก การปลูกข้าวครั้งนี้ เป็นการสะท้อนถึงความภูมิใจในข้าวไทยรวมถึงการรณรงค์ให้คนไทยทุกคนและรัฐบาลตระหนักถึงวิถีแห่งการเพาะปลูกข้าวที่สืบทอดกันมา การทำเกษตรกรรมแบบยั่งยืนเป็นวิถีแห่งความอยู่รอด เพื่อยับยั้งผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การปกป้องข้าวไทยอันเป็นสมบัติของชาติให้ปลอดจากการดัดแปลงพันธุกรรมหรือจีเอ็มโอ

งานกิจกรรมเกี่ยวข้าวนี้เริ่มต้นจากการกล่าวเปิดงานจากท่านรองผู้ว่าจังหวัด ราชบุรี และต่อด้วยการเข้าสู่พิธีบายศรีโดยหมอขวัญผู้เฒ่าผู้แก่ และการสวดพิธีไหว้แม่พระโพสพเพื่อเป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทีและขอขมาขอพร ให้เก็บเกี่ยวข้าวให้ได้ผลดีเพื่อนำมาเป็นข้าวขวัญใช้ปลูกข้าวในปีต่อไป

เสียงสวดของหมอขวัญ ผู้เฒ่าผู้แก่จบลงด้วยเสียงบทเพลงเชิญชวนให้ไปเกี่ยวข้าว และลงท้ายด้วยเสียงไชโย…โห่…ฮิ้วววว! ให้ทุกคนขานรับ เป็นสัญญาณเชิญชวนให้ทุกคนร่วมกันลงเกี่ยวข้าวกันในนา

จากนั้นทุกคนไม่ว่าจะเป็นเกษตรกรในพื้นทีแถวนั้น อาสาสมัครกรีนพีซ ผู้สนับสนุนกรีนพีซ เด็กนักเรียน ก็ร่วมแรงกายแรงใจลงไปเกี่ยวข้าวในนากัน

'.... เกี่ยวเถอะนะแม่เกี่ยว อย่ามันชะแง้แลเหลียว เดี๋ยวเคียวจะเกี่ยวก้อยเอา.....'

(ต้องระวัง เดี๋ยวเคียวจะเกี่ยวตัวเองเอาจริงๆคะ...)

ถึงแม้จะแดดร้อนเปรี้ยง แต่พวกเราทุกคนก็ดูเหมือนสนุกสนานกับการได้ลงเกี่ยวข้าว ครั้งหนึ่งในชีวิต ทำให้เราตระหนักถึงความยากลำบากของชาวนา 'หลังสู้ฟ้า หน้าสู้ดิน' ได้ยินเสียงมาจากน้องข้างๆว่า โห ปลูกข้าวมีขั้นตอนลำบากอย่างนี้ กว่าจะได้ข้าวสารมาเป็นเม็ดๆหุงได้ ต่อไปนี้ต้องทานข้าวให้หมดจานแล้วล่ะ....

หลังจากเกี่ยวข้าวเสร็จ ก็มีการสาธิตการกระเทาะเม็ดข้าวออกจากเปลือกโดยวิธีการแบบดั่งเดิมที่ใช้วัววิ่งบดมัดข้าวที่วางบนขี้วัวอัดแข็งเป็นรองพื้น นอกจากนี้ในบริเวณยังมีซุ้มสาธิตขั้นตอนการผลิตข้าวแบบดั่งเดิมของไทยเราต่างๆ เช่นการโม่ข้าว วิถีภูมิปัญญาไทยด้วยนะคะ

...วันนี้ ที่ราชบุรี ท้องฟ้าแจ่มใน แดดออกเต็มที่ แต่อากาศเย็นสบาย เห็นภาพที่ผู้คนเกือบสองร้อยชีวิต ร่วมแรงร่วมใจ ลุยท้องนา เกี่ยวข้าว และมัดข้าว เพื่อเตรียมสำหรับขั้นตอนต่อไป กันในผืนนา ก็ทำให้ดีใจไม่หาย ถึงความร่วมมือร่วมใจปกป้องข้าวไทย ก็เรา คนไทย รักข้าวไทย นี่คะ








> อ่่านเรื่องราวทั้งหมดของศิลปะบนนาข้าวอินทรีย์ : ร่วมสนับสนุนเกษตรกรรมยั่งยืนและ ปกป้องข้าวไทยจาก GMO คลิก

>
ติดตามเรื่องราวทางกรีนพีซทาง Facebook คลิก


ริน

3 ความคิดเห็น  

พร้อมรับมือกับเหล่าจระเข้

ในตอนบ่ายวันนี้ที่ค่ายมีความอึกทึก เพราะมีผู้มาเยี่ยมเยือนค่ายอย่างน้อย 400 คน มีเด็กๆ มากมายที่หัวร่อและร้องเพลง การเปิดค่ายเกิดขึ้นอีกครั้ง คริสนา มุกติ นักร้องและนักแสดงที่มีชื่อเสียงของอินโดนีเซียเป็นหนึ่งในสิ่งดึงดูดใจ เด็กๆ จากหมู่บ้านเตลุก เมอรันติกำลังร่วมการแข่งขัน Bantun ซึ่งเป็นประเพณีของชนเผ่ามาลัยอันน่ารักมาก ของการร้อยเรียงชีวิตประจำวันเป็นกลอน ฉันรู้ว่าพลาดหลายอย่างเพราะไม่เข้าใจ บทกลอนของ Buntun ทุกบทในปัจจุับันนั้นเกี่ยวกับป่า กิจกรรมสร้างความตระหนักในค่ายของกรีนพีซในวันนี้น่าทึ่งและสร้างแรงบันดาลใจ





ในที่สุดฉันก็มาึถึงค่ายเมื่อวานในตอนเย็น และหลังจากที่เกือบจะหม่นหมองในห้องของโรงแรม ฉันก็รู้สึกมีพลังในทันที่ที่ก้าวเข้าสู่ค่าย พวกเรา (เจ้าหน้าที่รณรงค์ชาวสวิตเซอร์แลนด์และอินเดีย พร้อมด้วยผู้ร่วมงานชาวอินโดนีเซีย) จัดการเดินทางขาสุดท้ายในความมืด เพราะเราต้องการไปถึงค่ายก่อนถูกกักตัวและส่งตัวออกนอกประเทศ ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับเพื่อนๆ ของเราจากอิตาลี อินเดีย และ เบลเยี่ยม เมื่อวันจันทร์

เมื่อเรามาถึง เราได้รับการต้อนรับโดยผู้คน ประชาชนในท้องถิ่น และ อาสาสมัครกรีนพีซ จำนวน 50-60 คน พร้อมด้วยเสียงกีตาร์ 2 ตัว และบรรยากาศที่สงบสุขและสร้างแรงบันดาลใจ

มีคนบอกฉันว่าจระเข้ (ตำรวจ รัฐบาล และ บริษัท) มีแนวโน้มที่จะไม่ปรากฏตัวในสุดสัปดาห์ ดังนั้นเราจึงใช้เวลาเกือบทั้งวันในการทำกิจกรรม และไปเยี่ยมฝายที่กำลังถูกสร้าง ซึ่งอาจเสร็จพรุ่งนี้ และเรายังได้แสดงป้ายผ้าที่มีข้อความถึงผู้นำประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อตอกย้ำให้พวกเขามีส่วนรับผิดชอบการปกป้องป่าและสภาพภูมิอากาศ


แอสติรณรงค์ในเมืองซูริค


ค่ายผู้พิทักษ์ป่าเพื่อกู้วิกฤตโลกร้อนให้ความชัดเจนแก่ฉันว่า สถานที่เช่นนี้เป็นสิ่งสำคัญยิ่ง โดยสร้างพลังและแรงบันดาลใจ ด้วยการได้มีส่วนร่วมในการปกป้องผืนป่าของเรา สภาพภูมิอากาศของเรา อนาคตของเรา ค่ายเช่นนี้ต้องเกิดขึ้นทุกหนแห่ง คุณก็สามารถสร้างค่ายผู้พิทักษ์ป่าเพื่อกู้วิกฤตโลกร้อนเล็กๆ ของคุณที่ใดก็ได้

ฉันได้ร่วมกิจกรรมกับค่ายแลัว และพร้อมเผชิญกับเหล่าจระเข้แล้ว ;-)

แอสติ

0 ความคิดเห็น  

ชุมชนเป็นผู้นำ ขณะนักกิจกรรมกลับสู่ค่าย

จากอาชิช เจ้าหน้าที่รณรงค์จากอินเดีย ที่มาถึงค่ายในที่สุด:

เรามาถึงค่ายเมื่อกลางดึกวันศุกร์ ป้ายผ้าสีเหลืองของกรีนพีซเด่นออกมากในเวลากลางคืน ในขณะที่เรือของเรากำลังแล่นข้ามแม่น้ำจาก Teluk Banjai ฉันมาถึงกรุงจาการ์ตาเมื่อ 1 สัปดาห์ที่แล้ว และเริ่มสงสัยว่าจะได้เห็นค่ายหรือไม่หลังจากตำรวจระรานและขับไล่นักกิจกรรมออกนอกประเทศเมื่อสัปดาห์ก่อน แต่ฉันก็มาถึงที่นี่ในที่สุด ไม่มีเวลาทำอะไรมากนักนอกจากแนะนำตัว 1 รอบ ทานอาหารเย็น และ เข้านอน



ตัวค่าย

อย่างไรด็ตาม ในเช้าวันนี้ ฉันสำรวจดูค่ายเป็นครั้งแรก แรกสุดพวกเขามุ่งหน้าไปยังฝายที่สร้างขวางคลองหนึ่ง ที่ใช้ดึงน้ำออกจากป่าพรุ การสร้างฝายเริ่มขึ้นประมาณ 3 สัปดาห์ที่แล้ว และเกือบเสร็จแล้ว คลองเหล่านี้ถูกขุดข้นเพื่อดึงน้ำไปสู่แม่น้ำ ทำให้ป่าพรุเหือดแห้งมากพอสำหรับการปลูกต้นไม้เพื่อการค้า การสร้างฝายขวางคลองเท่ากับเป็นการย้อนกลับกระบวนการดึงน้ำ และฟื้นคืนสุขภาวะให้กับป่าพรุ นอกเหนือจากการป้องกันการปล่อยก๊าซคา์ร์บอนไดออกไซต์มากขึ้นไปอีก

สิ่งที่ดีที่สุดเกี่ยวกับความพยายามนี้ก็คือ ชาวท้องถิ่นจากหมู่บ้านเตลุก เมอรันติ ใกล้ๆ ค่ายเป็นผู้นำ ในขณะที่กรีนพีซคอยสนับสนุน บุสตาร์ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รณรงค์ด้านป่าไม้กล่าวว่า นี่เป็นเพราะพวกเขาเชื่อมั่นในประโยชน์ต่างๆ ที่ได้ นอกจากต้องพึ่งพาป่าผืนนี้ น้ำจากป่าพรุเป็นกรดสูง และน้ำจากป่าพรุที่เพิ่มขึ้นอย่างฉับพลันและไหลไปยังแม่น้ำส่งผลกระทบต่อผลผลิตปลาและกุ้ง

หลังจากนั้นเรามุ่งหน้าไปยังเขตอนุัรักษ์เครูมูตัน ซึ่งใกล้ต้นน้ำของเตลุก เมอรันติยิ่งขึ้นไปอีก พื้นที่ 1,000 ตารางกิโลเมตรแห่งนี้ได้รับการปกป้อง และทำให้เราเห็นว่าป่าพรุควรจะมีหน้าตาเป็นอย่างไรเมื่อเราปล่อยไว้ตามธรรมชาติ น้ำจากป่าพรุที่สงบนิ่งแต่มืดหม่นสะท้อนให้เห็นใบไม้และกิ่งไม้เหนือผืนน้ำ และที่ดักจับปลาจำนวนมากตามทางน้ำแสดงให้เห็นว่าผืนน้ำเหล่านี้เป็นแหล่งทรัพยากรสำคัญสำหรับดำรงชีพของชุมชน

พรุ่งนี้ฉันจะมุ่งหน้ากลับไปยังฝาย โดยในครั้งนี้จะไปช่วยสร้างฝาย จนถึงขณะนี้ เรายังไม่ถูกระรานโดยตำรวจ พวกเขาอาจจะหยุดสุดสัปดาห์ก็ได้ และแม้ในขณะที่ที่ฉันเขียนบล็อกนี้ เพื่อนๆ กลายคนของเราจากหมู่บ้านเตลุก เมอรันติได้มาถึงค่ายเพื่อเยี่ยมพวกเรา แ้ล้วพบกันฉบับหน้า

>> อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับค่ายผู้พิทักษ์ป่าเพื่อกู้วิกฤตโลกร้อน

>> สนับสนุนค่ายผู้พิทักษ์ป่าเพื่อกู้วิกฤตโลกร้อน โดยส่งจดหมายถึงประธานาธิบดีอินโดนีเซียทันที ใช้เวลาไม่กี่วินาทีเท่านั้นในการส่งจดหมายผ่านเว็บไซต์ของเรา

อาชิช 

0 ความคิดเห็น  

ป่าฝนเป็น 'ซุปเปอร์มาเก็ต' ที่จำเป็นและยั่งยืน สำหรับชุมชนท้องถิ่น

หลังจากหลายสัปดาห์ฺที่เธออธิบายว่าสะเทือนอารมณ์และเข้มข้น ณ ค่ายผู้พิทักษ์ป่าเพื่อกู้วิกฤตโลกร้อน บนเกาะสุมาตรา ในที่สุด โครินนา โฮลเซล ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รณรงค์ด้านป่าไม้จากเยอรมนี ได้เดินทางออกจากอินโดนีเซียแล้ว โครินนาตั้งใจที่จะอยู่ที่ค่ายอีกนานมาก แต่หลังจากที่เราประสบความสำเร็จในการปฏิบัติการต่อต้าน APRIL ซึ่งเป็นอาชญากรสภาพภูมิอากาศ สภาพการณ์ได้เปลี่ยนไป และมีการออกข้อบังคับที่เข้มงวดมากขึ้นสำหรับชาวต่างชาติที่เดินทางภายในจังหวัดรีอาล

ก่อนเดินทางกลับ โครินนา ได้บรรยายประสบการณ์การทำงานกับชุมชนในท้องถิ่น เพื่อพิทักษ์ระบบนิเวศป่าฝนที่สำคัญยิ่งแห่งนี้ ดังนี้

ฉันเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มคนที่ิอย่างน้อยมีโอกาสอยู่ที่ค่ายผู้พิทักษ์สภาพภูมิอากาศระยะหนึ่ง แต่เพื่อนร่วมงานของฉันบางคน ที่มาถึงค่ายช้ากว่าฉัน ไม่มีโอกาสสัมผัสกับประสบการณ์ที่สำคัญนี้

ในขณะนี้ชาวต่างชาติไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปในหมู่บ้านเตลุก เมอรันติ และค่าย และในขณะที่ผู้ร่วมงานชาวอินโดนีเซียของเรากำลังถูกสอบปากคำโดยตำรวจ ฉันกังวลว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับประชาชนจากชุมชนท้องถิ่นที่ได้สนับสนุนงานของเรา และหยุดยั้งพวกเราไม่ให้ถูกขับไล่ออกจากค่าย





ในอินโดนีเซีย ตำรวจและบริษัทต่างๆ เช่น APRIL และ ซีนาร์ มาส เกี่ยวโยงกันอย่างมาก และพวกเขาทำงานร่วมกันโดยมีเป้าหมายเดียวกัน คือ กำจัดกรีนพีซออกจากคาบสมุทรกัมปาร์ หลังจากที่ฉันถูกกักตัวและสอบปากคำโดยตำรวจ ตำรวจบอกฉันว่าฉันไม่ได้รับอนุญาตให้กลับสู่ค่าย ฉันถามว่าทำไม และคำตอบที่ได้นั้นแปลก เขาบอกว่าก่อนที่กรีนพีซสร้างค่ายขึ้นมาบนคาบสมุทรกัมปาร์ ประชาชนล้วนมีความสุขและสงบสุข ตั้งแต่กรีนพีซมาอยู่ที่นี่ คาบสมุทรกัมปาร์ถูกแบ่งแยกออกเป็นฝ่ายสนับสนุน และฝ่ายต่อต้านกรีนพีซ และพวกเขาต่อสู้กัน สำหรับเขาทางออกเดียวคือไล่กรีนพีซออกไป

ฉันบอกเขาว่าฉันได้พบว่าประชาชนที่นั่นตระหนักเป็นอย่างดีและมั่นใจในตัวเอง พวกเขารู้แน่ชัดว่าป่ามีความหมายอย่างไรต่อพวกเขา และจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อบริษัทใหญ่ๆ ยึดที่ดินไปจากพวกเขา และเปลี่ยนเป็นพื้นที่ปลูกต้นไม้

แทนที่จะไล่กรีนพีซ พวกเขาควรเคารพความปรารถนาของชุมชนในท้องถิ่น




แม้ว่าจำเป็นเวลาสั้นๆ แต่ฉันจะจดจำช่วงเวลาในค่ายไว้เสมอ ฉันได้ทำงานร่วมกับประชาชนในท้องถิ่นและนักกิจกรรมจากทั่วโลก เพื่อบรรลุเป้าหมายเดียวกัน คือ ปกป้องป่า และสภาพภูมิอากาศ

การสร้างค่ายเป็นงานที่หนัก ฉันไม่เข้าใจเลยว่าทำไมกระสอบทรายในอินโดนีเซียต้องมีน้ำหนักประมาณ 40 กิโลกรัีม ยิ่งไปกว่านั้นอุณหภูมิก็สูงด้วย แต่ทุกนาทีนั้นคุ้มค่า บรรยากาศในค่ายนั้นยอดเยี่ยม และคำอำลาแบบปัจจุบันทันด่วนของฉัน ที่เกิดขึ้นเพราะตำรวจขับไล่นั้น ซาบซึ้งมาก ในขณะนี้ฉันดีใจที่ได้รู้ว่าคนในท้องถิ่นกำลังเดินหน้าสร้างฝายกั้นน้ำต่อไป


Corinna at the camp


ประชาชนท้องถิ่นส่วนใหญ่ไม่ต้องการให้ที่ดินของพวกเขาแก่บริษัทใหญ่ๆ อย่างเช่น APRIL พวกเขารู้ว่านั่นเป็นการมองการณ์ใกล้ เพราะแม้พวกเขาจะได้เงินจากการขายที่ดิน แต่ก็ยังไม่พอ ฉันพูดคุยกับผู้คนที่ดำรงชีพด้วยการตกปลา เกษตรกรรมขนาดเล็ก และ การใช้ประโยชน์จากป่า และพบว่าในป่าพรุที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ พวกเขาพบยา ผลไม้ ถั่ว เห็ด และ วัสดุก่อสร้าง พวกเขาสามารถปลูกข้าวในป่า ส่วนในไร่ใกล้หมู่บ้าน พวกเขาปลูกข้าวโพดและปาล์มน้ำมันเพื่ิอนำไปใช้เอง และเพื่อขายที่ตลาดในท้องถิ่น ขณะเดินไปตามหมู่บ้าน คุณจะเห็นวัวควาย ไก่ และ แพะ พวกเขากล่าวว่าป่าผืนนี้เป็น 'ซุปเปอร์มาเก็ต' ของพวกเขา ความแตกต่างอย่างเดียวก็คือพวกเขาไม่ต้องเสียเงินจับจ่าย

อาซเวีย ซึ่งเป็นชาวนาในท้องถิ่น บอกฉันว่าเขามีรายได้เพียงพอสำหรับรายจ่ายทั้งหมด สิ่งนี้จะเปลี่ยนไปอย่างน่าตกใจหากป่าผืนนี้ถูกยึดโดย APRIL หรือ ซีนาร์ มาส ที่จะถางและทำให้ดินเหือดแห้ง ซุปเปอร์มาเก็ตฟรีแห่งนี้จะล้มละลาย และคลังปลาจะลดลงมหาศาล แล้วเขาก็จะต้องมีเงินมากขึ้นเพื่อเลี้ยงครอบครัว เงินนั้นจะมาจากไหนล่ะ ฉันถามเขาว่าเขาจะสามารถทำงานในป่าปลูกได้หรือไม่ แต่เขาปฏิเสธเพราะนั่นจะทำให้เขาต้องพึ่งพาบริษัทใหญ่ๆ และเขาจะมีรายได้น้อยลง และเพราะเขาต้องการให้ลูกและหลานของเขาเติบโตขึ้นกับป่า นั่นเป็นเหตุผลที่้เขาต่อสู้เพื่อการปกป้องป่า และต่อสู้ 'บริษัทนั้น' (นี่เป็นคำที่ประชาชนท้องถิ่นเรียก APRIL) และต่อสู้กับรัฐบาลที่ได้ให้สัมปทานพื้นที่ป่าของชุมชนขนาด 240 ตารางกิโลเมตร แก่ APRIL

เขายังได้ลงชื่อในจดหมายที่ชุมชนแห่งนี้ส่งไปให้รัฐบาลเดือนพฤษภาคม 2552 แต่พวกเขาไม่เคยได้รับคำตอบ

ฉันประทับใจมากกับความแน่วแน่ของอาซเวีย เขาตระหนักว่าป่าของเขาไม่เพียงสำคัญต่อตัวเขาและชุมชนของเขา แต่เขารู้ว่าป่าสำคัญต่อทั้งโลกด้วย เขามีความหวังอย่างยิ่งในการประชุมสุดยอด ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในกรุงโคเปนเฮเกน และมีความหวังชุมชนนานาชาติจะเห็นชองมาตรการที่จะปกป้องป่าของเขา เขาต้องการไปโคเปนเฮเกนเพื่อบอกเล่าเรื่องราวของเขาให้โลกรับรู้ เขาบอกว่าเขาจะทำหลายๆ สิ่งเพื่อปกป้องป่าของเขา แต่เขาจะไม่มีวันจากป่าแห่งนี้ เขาจะไม่มีวันจากหมู่บ้านเตลุก เมอรันติ และย้ายไปอยู่ที่อื่น แต่จะ "ต่อสู้จนถึงวินาทีสุดท้าย"

>> อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับค่ายผู้พิทักษ์สภาพภูมิอากาศ

>> สนับสนุนค่ายผู้พิทักษ์ป่าเพื่อกู้วิกฤตโลกร้อน โดยส่งจดหมายถึงประธานาธิบดีอินโดนีเซียทันที ใช้เวลาไม่กี่วินาทีเท่านั้นในการส่งจดหมายผ่านเว็บไซต์ของเรา

0 ความคิดเห็น  

ชั่วเจ็ดที ดีเจ็ดหน



เมื่อทั้งตัวคุณและนักข่าวที่เดินทางร่วมกับคุณถูกจับ และถูกส่งตัวออกนอกประเทศ นั่นเป็นสัญญาณว่าคุณกำลังทำสิ่งที่ถูก อย่างน้อยนั่นก็เป็นความจริงหากคุณทำงานให้กับองค์กรที่ลงมือปฏิบัติการสันติวิธีเพื่อต่อสู้กับความอยุติธรรม

ในท่ามกลางการถูกกักตัวและการถูกส่งตัวออกนอกประเทศ ความตึงเครียดและน้ำตา ในอินโดนีเซีย ยังมีข่าวดีเกิดขึ้น! นั่นคือ รัฐบาลอินโดนีเซียได้ระงับใบอนุญาตประกอบการของ APRIL ซึ่งเป็นบริษัทผลิตกระดาษและเยื่อกระดาษ บนคาบสมุทรกัมปาร์ นี่หมายถึง APRIL ถููกห้ามไม่ให้ทำลายป่าและป่าพรุที่อุดมไปด้วยก๊าซคาร์บอนในพื้นที่แห่งนี้ ในขณะที่ใบอนุญาตของบริษัทอยู่ในระหว่างการพิจารณาทบทวน

นักกิจกรรมของเราได้ปฏิบัติการเพื่อหยุดการทำลายป่าและป่าพรุบนคาบสมุทรกัมปาร์ และเน้นย้ำบทบาทอันยิ่งใหญ่ที่การทำลายป่าและป่าพรุที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในขณะที่เหลืออีกเพียง 17 วันก่อนการประชุมสุดยอดของสหประชาชาติ ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ณ กรุงโคเปนเฮเกน เห็นได้ชัดเจนว่าเหล่านักกิจกรรมได้สร้างความระคายเคืองให้กับผู้เกี่ยวข้องจำนวนเล็กน้อยในอินโดนีเซีย แต่พวกเขาได้ยกระดับความสนใจของนานาชาติเกี่ยวกับประเด็นการทำลายป่าขึ้นอย่างมากนัก

ในขณะที่เ้จ้าหน้าที่กำลังเคลื่อนย้ายนักกิจกรรมของเราออกจากค่าย เราขอเรียกร้องให้ประธานาธิบดีอินโดนีเซียเคลื่อนย้ายผู้กระทำผิดที่แท้จริง และแสดงความเป็นผู้นำในช่วงเวลาที่เหลืออยู่ก่อนการประชุม ณ โคเปนเฮเกน โดยหยุดการทำลายป่าที่เกิดขึ้นต่อเนื่องโดยบริษัทใหญ่ทั้งหลาย

ในขณะนี้ยังไม่แน่ชัดว่าผู้คนจากนอกประเทศอินโดนีเซียและสื่อมวลชนจะได้รับอนุญาตให้เข้าเยี่ยมค่ายหรือไม่ ไม่ว่าจะในฐานะแขกที่ถูกต้องตามกฎหมายของประเทศต่างๆ หรือในฐานะนักข่าว นอกจากนี้ แน่นอนว่ามีโอกา่สที่เจ้าหน้าที่รัฐจะพยายามปิดค่ายอีกครั้ง เราไม่สามารถยอมให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นได้ เจ้าหน้าที่รัฐบาลอินโดนีเซียต้องหยุดขมขู่นักกิจกรรมที่ปฏิบัติการอย่างสันติ ผู้ซึ่งกำลังช่วยประธานาธิบดียุดโฮโยโนให้เติมเต็มพันธะที่เขาได้สร้างขึ้น เพื่อลดการปล่อยก๊าซคา์์ร์บอนไดออกไซต์ปริมาณมหาศาลของอินโดนีเซีย

เมื่อตำรวจพยายามปิดค่ายครั้งล่าสุด พวกเขาถูกยุติการกระทำนั้นโดยประชาชนในท้องถิ่นจำนวนมากล้น ที่ก้าวออกมาสนับสนุนค่ายของเรา อีกครั้งที่ชุมชนท้องถิ่นได้กลับมายังค่ายเพื่อส่งแรงสนับสนุน แม้ว่าตำรวจยังสอดส่องดูแลค่ายเหมือนเมฆดำที่ลอยปกคลุม เราไม่มีทางแน่ใจได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป...

อย่างไรก็ตาม นี่เป็นข้อความแสดงข่าวดีอีกข่าวจากเคียร่า ซึ่งเป็นนักกิจกรรมชาวอิตาลีจากเกาะซิสิลี่ ที่ได้เขียนข้อความต่อไปนี้ขณะที่กำลังจะถูกส่งตัวออกนอกประเทศจากอินโดนีเซียในวันนี้ เธอถูกกักตัวโดยตำรวจก่อนที่จะเดินทางมาถึงค่ายเสียด้วยซ้ำ !

สวัสดี นักต่อสู้เพื่อป่า!

คุณอาจจะรู้แล้วว่าฉันเป็น "ชาวอิตาเลียนที่อันตรายที่สุดคนหนึ่งในอินโดนีเซีย" และฉันกำลังจะออกนอกประเทศภายในไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้าเพื่อกลับสู่อิตาลี จนถึงขณะนี้ฉันแน่ใจว่าหลายคนคงรับรู้ดีแล้วว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้างกับนักกิจกรรมของเรา ณ ค่ายผู้พิทักษ์สภาพภูมิอากาศ

ทอม โครินนา และนักข่าว 2 คน ที่เดินทางร่วมกับเราไปยังค่าย ได้รับคำสั่งการส่งตัวออกนอกประเทศเมื่อ 2 วันที่แล้ว และเมื่อวานเรากลับสู่กรุงจาการ์ตา ที่ซึ่งคนจากสถานทูตอิตาลีไปรับไรมอนโด (นักข่าว) และตัวฉัน เพื่อนำตัวกลับประเทศ ภายใต้อำนาจของสถานทูต

ทอมและตัวฉันได้ร่วมงานแถลงข่าว ซึ่งจัดโดยกรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อให้เราเล่าเรื่องราวของเราออกสู่สื่อมวลชนต่างประเทศและท้องถิ่น

ตั้งแต่ขณะที่เราถูกตำรวจสั่งให้หยุด ณ ไม่กี่กิโลเมตรจากค่าย สำนักงานกรีนพีซในอิตาลีก็เริ่มส่งข่าวประชาสัมพันธ์และโทรสารพวกเขายังได้โทรศัพท์ไปยังกระทรวงการต่างประเทศในอินโดนีเซียด้วย พวกเขาปฏิบัติงานได้ยอดเยี่ยม และสิ่งที่พวกเขาทำบังเกิดผลอันแข็งแกร่งในสื่อมวลชน โดยสร้างความสั่นสะเทือนไปยังทุกระดับของวงการการเมืองในอิตาลี

ฉันให้สัมภาษณ์ต่อหนังสือพิมพ์ วิทยุ และนิตยสารในประเทศ หลายสิบแห่ง และเมื่อวานนี้ หนังสือพิมพ์เอสเพรสโซตีพิมพ์บทสัมภาษณ์ไรมอนโด พร้อมลงชุดภาพที่สวยงาม

และผลตอบรับนั้นเหลือเชื่อ ! รัฐบาลอิตาลีได้ประกาศจุดยืนอันแข็งแกร่งในด้านการปกป้องป่า เพื่อปกป้องสภาพภูมิอากาศ เป็นครั้งแรก !

นอกจากนี้กระทรวงการต่างประเทศได้เรียกร้องคำอธิบายจากทูตอิตาลีในอินโดนีเซีย ในขณะที่รองประธานาธิบดีอินโดนีเซียและผู้แทนของเขากำลังเดินทางมาเยือนกรุงโรมในโอกาสเชื่อมสัมพันธ์ทางการทูต

อีกไม่กี่ชั่วโมงฉันจะได้รับการคุ้มกันโดยท่านทูตไปยังสนามบินเพื่อไปรับหนังสือเดินทาง จากนั้นฉันจะถูกส่งตัวกลับอิตาลี ฉันต้องการส่งอ้อมกอดอันอบอุ่นที่สุดไปยังผู้คนที่ค่ายที่ฉันไำม่มีโอกาสร่วมปฏิบัติการด้วย ฉันภูมิใจมากกับสิ่งที่พวกคุณทำ และจะทำต่อไป

โปรดติดตามต่อไป อีกนานนักกว่าการพิทักษ์ป่าของเราจะจบสิ้่น และเราต้องการแรงสนับสนุนจากท่าน!

baci e abbracci a tutti (ขอส่งรอยจูบและอ้อมกอดถึงทุกคน)

เคียร่า

>> อ่านบล็อกทุกฉบับจากค่ายผู้พิทักษ์สภาพภูมิอากาศ

0 ความคิดเห็น  

อีกวันที่สวยงามและยาวนาน กับการปกป้องป่า กู้วิกฤตโลกร้อน

๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๒
Climate Defenders Camp
Teluk Meranti
จังหวัด Riau อินโดนีเซีย

วันนี้ตื่นตั้งแต่ตี ๕ ครึ่ง เมื่อคืนอากาศดี นอนดูดาวจนหลับไปเลย มีคนมาส่องไฟดูเป็นระยะๆ รู้สึกเหมือนอยู่ใน Night Safari แต่ก็หลับได้ ไม่มีปัญหา เสียงปลุกเช้านี้เป็นเสียงเรียกให้ไปดูจระเข้ ตัวยาวประมาณ ๒ เมตร (ระยะนี้ไม่แน่ใจ เพราะมันไกลมาก) คิดในใจเมื่อวานลงเล่นน้ำ เดบี้เตือนว่าในแม่น้ำมีจระเข้ ก็ไม่เชื่อเค้า เกือบไปแล้วมั้ยเราว่ายน้ำก็ไม่เป็น วันนี้ร๊อปตื่นสาย มาถึงท่าน้ำจระเข้ตัวใหญ่ ก็ว่ายลับสายตาไปแล้ว เลยถามยูดี้ว่า แน่ใจเหรอว่าไม่ใช่ปลาโลมา ยูดี้ตอบ “ ผมว่าผมรู้นะว่าจระเข้กับโลมาว่ายน้ำยังไง” เรื่องนี้เรียกเสียงหัวเราะของทุกคนได้แต่เช้าอาหารเช้าวันนี้เป็นข้าวผัด กับไข่เจียวอีกแล้ว ถึงจะเบื่อแต่ก็ต้องกิน

หลังอาหารเช้า พวกเราสมาชิกทีมสร้างเขื่อน ต้องกลับมาเศร้ากันอีกครั้ง เพราะวันนี้นิโคลัส อาสาสมัครหนุ่มจากเบลเยียม ผู้มีบุคลิกอันโดดเด่น และเป็นที่รักของทุกคน ต้องเดินทางกลับ ที่น่าประทับใจมากคือวันนี้นิโคลใส่ชุดที่ไปทำเขื่อน ซึ่งสกปรกมากเป็นชุดเดินทาง ทุกคนพร้อมใจกันมาส่งนิคโดยไม่ต้องร้องขอ ผู้ร่วมเดินทางของนิโคลัสอีก ๒ คน คือ แอนดี้ เจ้าหน้าที่รณรงค์ด้านมหาสมุทรและป่าไม้จากอังกฤษ ส่วนอีกคนจำชื่อเค้าไม่ได้จริงๆ

วันนี้ลอร่าตื่นสายมาก จนโดนประณามว่าเป็นผู้หญิงขี้เกียจ ซึ่งก็ยอมรับด้วยความยินดี เมื่ออยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา และยังมีเวลาอีกประมาณ ๑ ชั่วโมงก่อนไปเขื่อน เราเลยเริ่มทำความสะอาดห้องนอนครั้งใหญ่ ปํญหาคือค่ายเราสร้างด้วยไม้สด และมีฝนตกเป็นระยะ ทำให้ไม้ขึ้นรา ทุกคนไม่สบาย ไอ นอนไม่หลับและหายใจไม่ออก แต่ก็ไม่มีใครคิดจะออกมานอนข้างนอก ยกเว้นอุ้มกับนุ่น แบบว่าใครทนได้ก็ทนกันไป

หลังจากดูตารางงานวันนี้ มีชื่อนิโคลัส (ซึ่งกลับไปแล้ว) อยู่ยามคืนนี้ด้วย เลยขออยู่ยามแทน ตอนตี ๔ ถึง ๖ โมงเช้า กับดีดี้ ไม่เข้าใจระบบการจัดการของผู้จัดการค่ายหมือนกัน หลังทีมเขื่อนออกเดินทาง ที่ค่ายก็เริ่มกิจกรรม โตจัทกับทีมอีก ๒ คน เอาชุดส้มที่เพิ่งซื้อออกมาสกรีน คิดว่ากว่าจะเสร็จคงเที่ยงเพราะโดนป่วนเป็นระยะๆ จากคนที่เอาเสื้อ หมวก ชูชีพ และอื่นๆ มาให้สกรีน พอดีวันนี้วันอาทิตย์มีตลาดที่เตลุก เมอรันติ (มีแค่อาทิตย์ละครั้ง) ทางค่ายต้องไปซื้ออาหารสด เลยขอติดไปช๊อปปิ้งด้วย พี่แป๋งกับพี่ท๊อปก็อยากไปแต่ผู้จัดการค่ายบอกว่าไปไม่ได้ ตอนแรกคิดว่าคงไม่อยากให้คนไปเยอะ เพราะต้องไปซื้ออาหาร แต่เอาเข้าจริง มีไปกันตั้ง ๑o คน เป็นฝรั่งที่ขอติดไปเดินเล่นชมเมืองด้วย (ไม่เข้าใจเค้าอีกแล้ว)

ที่ตลาดบรรยากาศคล้ายๆกับตลาดสดบ้านเรา มีของแทบทุกอย่าง ที่คนในหมู่บ้านอยากได้ ทั้งเสื้อผ้า อาหารสด เช่นไก่ ก็เลี้ยงกันในหมูบ้าน ปลา บางส่วนก็จับจากแม่น้ำ ผัก ผลไม้ ส่วนใหญ่จะเก็บมาจากสวน ยาสมุนไพร อุปกรณ์การเกษตรต่างๆ ซึ่งใส่มาในรถเข็นเล็กๆ คล้ายรถเข็นปูน (ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง) พื้นตลาดเป็นโคลน ลื่นมาก ลอร่าเกือบจะล้มไปนับสิบครั้ง สุดท้ายต้องถอดรองเท้าเดิน ที่นี่ไม่มีไฟฟ้า ต้องใช้เครื่องปั่นไฟ ผัก และผลไม้จึงไม่ค่อยสด ตอนเดินในตลาดรู้สึกเหมือนกับเป็นนักท่องเที่ยว บางคนมาขอถ่ายรูป และพูดคุยกับเรา (นุ่น กับลอร่า อาสาสมัครชาวเยอรมัน) ส่วนใหญ่เป็นคนที่เคยไปที่ค่าย แล้วจำเราได้ โชคดีที่ได้เดบี้ เป็นล่ามส่วนตัว สนุกดีได้ลองกินขนมที่นี่หลายอย่าง อร่อยดี

หลังซื้อของเสร็จ เราแวะไปที่บ้านพักของเราในหมู่บ้าน ซึ่งต้อนรับอย่างอบอุ่นด้วยรวมมิตรมะม่วงในน้ำกะทิ แปลกดี ไม่เคยกิน วันนี้ขอแนะนำภาษาบาฮาซ่า คำว่า “Selamat Datang” แปลว่า “ยินดีต้อนรับ”และ “Selamat Jalan” แปลว่า “ลาก่อน” ได้มาจากป้ายหน้าหมู่บ้าน

กลับมาที่ค่ายอาหารเที่ยงวันนี้เป็นไก่ในน้ำแกงไม่แน่ใจว่าชื่ออะไร วันนี้น้ำหมดอีกแล้ว หลังข้าวเที่ยงไม่มีน้ำล้างจาน โจอังบอกว่าประมาณบ่าย ๒ โมง ต้องการคนไปช่วยที่เขื่อน ๑๕ คน ให้ช่วยกันลงชื่อ ประมาณบ่ายโมงโจอังบอกให้รีบแต่งตัวเพราะอาจต้องไปก่อนโบโน่มา นุ่นกับลอร่ารีบเปลี่ยนเสี้อผ้าภายใน ๓ นาที ๕ นาทีต่อมาโจอัง (อีกแล้ว) แจ้งกับเราว่าต้องการคนแค่ ๖ คน เฉพาะผู้ชาย แบบว่าผู้หญิงอย่างเราก็เซ็ง จากนั้นก็เปลี่ยนเสื้อผ้าอีกที ตั้งใจว่าวันนี้จะไม่ยอมไปเขื่อนอีกแล้ว

บ่ายวันนี้ลมแรงมาก ที่ค่ายวุ่นวายกันใหญ่กลัวเต็นท์จะพังอีกรอบ ท่าทางจะมีบิ๊กโบโน่ บ่าย ๓ โมงกว่า ทุกคนพร้อมกันที่ท่าน้ำหน้าค่ายเพื่อรอดูโบโน่ลูกใหญ่ เรือยาง ๒ ลำออกไปซ้อมโต้คลื่น นำทีมโดยกัปตันโยย่น ส่วนอีกลำเป็นกัปตันยานเซ่น ซึ่งโชว์ฝีมือได้ไม่แพ้กัน วันนี้ไม่มีใครอาบน้ำที่แม่น้ำ เพราะกลัวจระเข้ ก่อนอาหารเย็น Hungry Band ก็เริ่มเปิดการแสดงอีกครั้ง (ชื่อวงได้มาจากเครื่องดนตรีหลักทั้งจาน ชาม ช้อน ส้อม ถังน้ำ และกีต้าร์ ประมาณว่าพร้อมกินทันที) อาหารเย็นมีเทมเป้ผัดกับเต้าหู้ แล้วก็ผักลวกราดซอสถั่ว คล้ายๆ กับพระรามลงสรงที่บ้านเรา หลังอาหารเย็นก็สรุปกิจกรรมวันนี้บุสตาแจ้งว่าพรุ่งนี้วันจันทร์ตำรวจคงมาเยี่ยมเราอีกครั้ง ส่วนอุ้มกับพี่ริวก็สบายดี พักผ่อนอยู่ที่โรงแรมที่เปกันบารู น่าจะกลับพรุ่งนี้ ส่วนทีมจีนพรุ่งนี้จะออกเดินทางประมาณตี ๕ ครึ่ง เพื่อไปดูพื้นที่แห่งความโง่เขลา (ตั้งเลียนแบบภาพยนตร์ "ยุคแห่งความโง่เขลา (Age of Stupid) ที่ฉายรอบปฐมทัศน์ทั่วโลกไปเมื่อเดือนกันยายน 52) ส่วนการสร้างเขื่อนก้าวหน้ามากคาดว่าจะเสร็จภายในวันอังคาร พรุ่งนี้ตื่น ๖ โมง ตอนเช้าต้องการคน ๑o คน ส่วนที่เหลือให้ตามไปตอนบ่ายเพื่อช่วยกันขนทราย คืนนี้ลอร่าออกมาผูกเปลนอนข้างนอก (คงเริ่มทนไม่ไหว) คืนนี้ต้องอยู่ยามตอนตี ๔ ถึง ๖ โมง

เป็นอีกวันที่สวยงามและยาวนาน

นุ่น

ส่วนของน้องอุ้ม---

โรงแรม DYAN GRAHA ในตัวเมืองเปกันบารู

ตื่นมาไม่รู้ว่ากี่โมงแล้ว ห้องที่โรงแรมไม่มีนาฬิกาเลย เลยเปิดทีวีดูเผื่อว่าจะมีเวลาบอกแบบทีวีในเมืองไทย แต่ก็ไม่มี พอดีมีรายการทีวีอินโดรายการหนึ่งพูดว่า ซาลามัท ปากี ที่แปลว่าสวัสดีตอนเช้าก็เลยรู้แค่ว่าตอนนี้ยังไม่เที่ยง พอสักพักก็มีนักร้องอินโดออกมาร้องเพลงๆหนึ่ง ที่ตอนอยู่ค่ายได้ยินบ่อยมาก เพราะแม่ครัวที่เป็นแม่ของเรนดี้เปิดฟังให้ลูกของเธอฟังทุกวัน วันละหลายๆรอบทั้งเช้า กลางวัน เย็น ก่อนและหลังอาหาร ก็นะฟังมาตั้งนานเพิ่งจะได้เห็นหน้านักร้องนี่ละ ดูๆไปก็คล้ายนักร้องลูกทุ่งบ้านเราเหมือนกัน มีนักร้องอินโดเอาเพลง ดูม ดูมของทาทา ยังมาร้องคัฟเวอร์ด้วย แปลกดีพิลึก

แล้ววันนี้จะทำอะไรดีล่ะเนี่ย เค้าบอกให้ Take a rest แล้วไอ้แทค อะ เรสนี่เค้าทำอะไรกันบ้างล่ะ จะให้นอนอย่างเดียวเลยหรอ ฉันไม่ได้ป่วยใกล้ตายนะคะ

หลังจากกินโจ๊กที่เอาติดมาจากเมืองไทยแล้วก็หลับอีก พอสักพักก็มีโทรศัพท์มาพูดภาษาอินโดใส่ ฉันไม่เข้าใจ พูดอังกฤษซิคะ เค้าก็เลยบอกว่ามิสเตอร์แมมโบรอคุณอยู่ที่ล็อบบี้ข้างล่าง ดีใจว่ะ เลยรีบชวนพี่ริวลงไปข้างล่างด้วยกัน

แมมโบมากับดิคกี้ พอเจอหน้ามันก็ขำใหญ่เลย ถามว่าขำอะไร มันก็บอกว่าขำที่ยูป่วยไง ซะงั้นอ่ะ นั่งคุยกันสักพัก ดิคกี้ต้องรีบกลับค่ายแล้ว อิจฉาอ่ะ อยากกลับเดี๋ยวนี้ เราก็เช็คแฮนด์กันเพื่อร่ำลา หวังว่าจะได้เจอกันอีกนะ สวีทตี้ แมน

รู้จากแมมโบว่าตอนนี้สิบเอ็ดโมงแล้ว เลยชวนพี่ริวไปหาอะไรกินนอกโรงแรม เดินๆวนๆมั่วๆกันไปก็ได้กินซะที พี่ริวกินอะไรสักอย่างที่คล้ายๆมะตะบะชุบแป้งทอด ส่วนฉันก็กินอะไรสักอย่างที่คล้ายๆบะหมี่น้ำบ้านเรา เสร็จแล้วก็เดินกลับโรงแรม ระหว่างทางแวะซื้อของนิดหน่อย ซื้อทิชชูเปียกไว้เข้าห้องน้ำที่ค่าย เลือกห่อใหญ่เผื่อพี่แป๋งที่มีภารกิจสำคัญทุกเช้าด้วย พอดีเหลือบไปเห็นกระทิงแดง กับ M-150 เข้าทางเลยเรา กะว่าจะซื้อไปฝากพี่ท้อปกับพี่แป๋งซะหน่อย ซื้อช็อคโกแลตแท่งหนึ่งมาฝากเจ้าหญิงด้วยล่ะ กลับโรงแรมกินยาแล้วก็นอนอีก
ตื่นมาพี่ริวมาเคาะประตูห้องบอกว่าพี่ท้อปโทรมา เลยรีบวิ่งไปห้องพี่ริว ก็ยังดีแหละนะที่มีใครติดต่อมาบ้าง คุยกับพี่ท้อป พี่แป๋ง พี่นุ่น สักพักกลับมาที่ห้องสั่งต้มยำกุ้งมากิน เผ็ดมากมาย กินยาคิดว่าจะนอนต่อ พอดีไฟดับทั้งโรงแรม มองอะไรไม่เห็นเลย พี่ริวก็ออกไปหาอะไรกินข้างนอกด้วย ทำไงดีล่ะ หลอนเลยเรา พอดีพี่ท้อปโทรมาอีกรอบบอกว่าอยากให้หายป่วยก่อนแล้วถึงจะให้กลับ เลยบอกไปว่าไม่เป็นอะไรแล้ว อยากกลับพรุ่งนี้เลย พี่ท้อปเลยบอกว่าเดี๋ยวจะคุยกับร็อบให้

ผ่านไปชั่วโมงนึงไฟมา มีโทรศัพท์มาจากริชชี่กับฮาลิมโทรมาถามว่าโอเคมั้ย จะให้กลับพรุ่งนี้ กินข้าวกันหรือยัง ก็ตอบ Yes สำหรับทุกคำถามเลย พอวางสายเลยรีบโทรบอกฟร้อนท์ให้โทรปลุกตอนแปดโมงด้วย เพราะฮาลิมบอกจะมารับตอนเก้าหรือไม่ก็สิบโมงเช้า เฮ้อ ดีใจว่ะ นึกว่าจะต้องเหงาตาย ง่อยกินคาโรงแรมที่นี่เสียแล้ว นอนหลับๆตื่นๆทั้งคืน ไฟดับอีกหลายรอบจนไม่อยากจะนับแล้ว
ห้ามป่วยอีกนะบอสทั้งหลายของเธอรอแอสซิสแทนซ์อยู่

อุ้ม

2 ความคิดเห็น