ยินดีต้อนรับสู่ บล็อกกรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ๆ เราบอกเล่าเรื่องราวความเป็นไป เบื้องหลังการทำงาน ข้อคิด ความคิดเห็น เพิ่มเติมจาก งานที่เราทำ

ครบรอบ 5 ปี การสูญเสีย เจริญ วัดอักษร

ราวสามทุ่มของวันที่ ๒๑ มิถุนายน ๒๕๔๗ กระสุนปืนร่วม ๑๐ นัดจากปืน ๒ กระบอก ปลิดชีวิตนักสู้เพื่อชุมชนที่ชื่อ เจริญ วัดอักษร ให้เหลือเพียงตำนานที่ยิ่งใหญ่ที่อยู่ในความทรงจำ ไม่เฉพาะของชาวบ้านบ่อนอก แต่หมายรวมถึงคนไทยทั้งประเทศ การเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อให้ข้อมูลการทุจริตที่ดินสาธารณะทุ่งเลี้ยงสัตว์คลองชายธง ๙๓๑ ไร่ ต่อคณะกรรมการการป้องกันและปราบปรามการประพฤติมิชอบที่อาคารรัฐสภา เป็นการทำหน้าที่ "รักษ์ท้องถิ่น" จนต้องแลกด้วยชีวิต

ระยะเวลาเกือบ ๑๐ ปี ของการคัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินบ่อนอกนั้น นานมากพอสำหรับการพิสูจน์ความหนักแน่นและยืนหยัดของผู้นำชาวบ้านตัวจริง ที่ชื่อ เจริญ วัดอักษร ที่ได้ทำหน้าที่ประธานกลุ่มรักษ์ท้องถิ่นบ่อนอกอย่างยิ่งใหญ่ตราบจนลมหายใจสุดท้าย

เจริญ วัดอักษร จากไปแล้ว แต่สิ่งที่เขาได้ทำ จะยังคงอยู่ไปตลอดกาล เพราะการเสียสละแรงกายแรงใจในการทุ่มเทต่อสู้ภัยร้ายจากโรงไฟฟ้าถ่านหินบ่อนอก-หินกรูด ทำให้ชุมชนรอดพ้นจากภัยคุกคามต่อสุขภาพของมนุษย์และสิ่งแวดล้อม

การเผาไหม้ถ่านหินปล่อยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ก่อให้เกิดโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ ทำลายพืชผลเรือกสวนไร่นา ก่อให้เกิดฝนกรดที่มีพิษร้ายแรง การทำเหมืองทำให้คนงานเป็นโรคฝุ่นจับปอด เสียชีวิตจากอุบัติเหตุ และทำให้ชุมชนทั้งชุมชนต้องย้ายถิ่นฐาน อันเนื่องมาจากไฟถ่านหินที่เกิดการสันดาปขึ้นเอง ดินถล่ม และการปนเปื้อนของแหล่งน้ำ การเผาไหม้และการทำเหมืองถ่านหินปล่อยสารปรอท สารหนู ซึ่งปนเปื้อนพืชพันธุ์ พืชผล แหล่งน้ำและดิน และ ทำลายชีวิตคนและสัตว์ ข้อมูลเพิ่มเติม: รายงาน "ต้นทุนจริงของถ่านหิน"

ถ่านหินเป็นแหล่งปลดปล่อยมลพิษที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ไม่ว่าจะเป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ออกไซด์ของไนโตรเจน และก๊าซมีเทน ก๊าซเหล่านี้ไม่เพียงแต่เป็นสาเหตุให้เกิดปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ แต่ยังก่อให้เกิดปัญหาฝนกรดและหมอกควันพิษอีกด้วย

ระดับน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้น และเหตุการณ์สภาพภูมิอากาศที่รุนแรงและฉับพลัน กำลังเป็นมหันตภัยคุกคามโลก มีการคาดการณ์ว่าความอดอยากและการขาดแคลนน้ำในระดับที่ไม่เคยเป็นมาก่อน จะเกิดขึ้นภายใน 20 ปีข้างหน้า อันเนื่องมาจากภาวะโลกร้อน แต่เรายังมีโอกาส และยังมีเวลา เพื่อการปฏิวัติพลังงาน อันมีหัวใจสำคัญอยู่ที่พลังงานหมุนเวียน และมาตรการประสิทธิภาพทางพลังงาน ซึ่งจะทำให้ระบบพลังงานที่เป็นอยู่ได้เปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบเศรษฐกิจที่ยั่งยืน โดยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงอยู่ในระดับที่ทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเพิ่มขึ้นไม่เกิน 2 องศาเซลเซียส ทั้งนี้เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบที่เป็นหายนะภัยร้ายแรงที่สุด​

การยืนหยัดต่อสู้อย่างสันติ เพื่อปกป้องที่ดินสาธารณะของชุมชนให้พ้นจากการบุกรุกของนายทุนและผู้มีอิทธิพล เป็นอีกแบบอย่างหนึ่งของคนเล็กๆ ในสังคมไทย ที่ได้เสียสละตนเองเพื่อรักษาสมบัติชุมชนไว้ให้แก่ลูกหลานในวันข้างหน้า ไม่ให้เป็นตกเหยื่อของความฉ้อฉลของนายทุนร่วมกับข้าราชการ

การต่อสู้ที่กล้าหาญ เปิดเผย และตรงไปตรงมาของเจริญ วัดอักษร จะเป็นแบบอย่างแก่คนเล็กๆ อีกมากในเมืองไทย ให้เกิดสำนึกถึงพลังอำนาจที่แท้จริงของตนเอง และไม่ยอมปล่อยให้ตัวเป็นผู้ถูกเอารัดเอาเปรียบอย่างไม่มีที่สิ้นสุดตลอดไป เพียงสำนึกตระหนักถึงพลังของตัวเองของคนเล็กๆ ในเมืองไทย ซึ่งเขามีส่วนในการปลุกเร้าขึ้นนี้ จะทำให้โฉมหน้าของเมืองไทยเปลี่ยนไปอย่างมาก ประชาธิปไตยที่แท้จริงจะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าถ้าปราศจากสำนึกเช่นนี้ของคนเล็กๆ ทั่วไป

เจริญ วัดอักษรไม่สามารถยืนหยัดต่อสู้ได้อีกแล้ว แต่การต่อสู้จะยังคงอยู่ เพราะการจัดองค์กรตามแนวทางประชาธิปไตยอันสุขุมรอบคอบ ได้เปิดโอกาสให้ทุกคนเข้ามามีส่วนร่วมอย่างเสมอภาค เป็นแบบอย่างของการจัดองค์กรของคนเล็กๆ ฉะนั้นแม้จะสูญเสียผู้นำอย่างเจริญ วัดอักษรไป ก็ไม่มีใครหวั่นไหว องค์กรยังอยู่ การต่อสู้ยังอยู่ และจิตใจหาญกล้าเพื่อความเป็นธรรมก็ยังดำรงอยู่อย่างมั่นคง

การจากไปของเจริญวัดอักษร เป็นแบบอย่างของการต่อสู้คัดค้านถ่านหินโดยชุมชน ซึ่งขณะนี้ตระหนัก​เป็นอย่างดีว่าพวกเขานั่นเองที่จะเป็นผู้ได้รับผลกระทบที่ร้ายแรงที่สุดจากมลพิษ และภาวะโลกร้อน​

0 ความคิดเห็น  

แม่น้ำเจ้าพระยา ทำเลใหม่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์

ณ มุมสงบสันติแห่งหนึ่งของแม่น้ำเจ้าพระยา

เราไปถึงอำเภอวัดสิงห์ จังหวัดชัยนาท พระอาทิตย์กำลังลับขอบฟ้าตะวันตกพอดี หลังจากโทรศัพท์สอบถามเส้นทางอีกครั้งจากคนในพื้นที่ เพื่อร่วมงานคอนเสิร์ตต้านโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ซึ่งจัดขึ้นที่สนามหญ้าโรงเรียนวัดสิงห์ ไม่ไกลจากวัดปากคลองมะขามเฒ่าที่ศักดิ์สิทธิ์และมีชื่อเสียงของจังหวัดชัยนาท เราก็ได้เห็นมุมที่สงบสันติแห่งหนึ่งริมฝั่งเจ้าพระยา

ชุมชนตำบลมะขามเฒ่า อำเภอวัดสิงห์ของจังหวัดชัยนาทอยู่ในโอบกอดของแม่น้ำ (และภูเขาลูกย่อมๆ) ฝั่งตะวันออกเป็นแม่น้ำเจ้าพระยา ด้านตะวันตกเป็นจุดกำเนิดของแม่น้ำท่าจีน ไม่น่าเชื่อว่า ความสงบสันติของชุมชนและความงดงามตามธรรมชาติของพื้นที่แห่งนี้จะกลายเป็นตัวเลือกหนึ่งของพื้นที่ในการสำรวจความเหมาะสมในการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าฉบับปัจจุบัน

ทันทีที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และสำนักงานพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ซึ่งจัดตั้งขึ้นใหม่ภายใต้งบประมาณผูกพันสามปีของกระทรวงพลังงาน ได้งัดข้อมูลพื้นที่ 14 แห่งเพื่อสำรวจความเหมาะสม และตัดออกเหลือ 4 แห่ง ในเวลาต่อมา ออกสู่สายตาของสาธารณะชนผ่านงานสัมมนาที่จัดขึ้นในกรุงเทพฯ หนังสือพิมพ์หลายฉบับได้ลงข่าวว่า ชัยนาทถูกเล็งให้เป็นสถานที่ก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งใหม่ นำไปสู่การรับรู้ที่มากขึ้นของชุมชนในเขตตำบลมะขามเฒ่า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การที่บริษัทที่ปรึกษา Burn and Roe ที่รับจ้างจากกระทรวงพลังงานศึกษาความเหมาะสมของการดำเนินการก่อสร้างโรงไฟฟ้า ได้ส่งทีมสำรวจเข้าไปเจาะชั้นดินเพื่อเก็บข้อมูลด้านธรณีวิทยานั้น ได้สร้างความกังขาให้คนในพื้นที่ และตัวแทนชุมชนได้ติดต่อมาที่กรีนพีซเพื่อประสานในด้านข้อมูลเพิ่มเติมหลังจากนั้นไม่นาน

ณ ที่สงบสันติริมฝั่งเจ้าพระยาตรงนั้น จึงได้ระอุขึ้นมาด้วยประเด็นใหม่ "พลังงานนิวเคลียร์"

กรีนพีซในนิทรรศการต่อต้านนิวเคลียร์ ที่ชัยนาท by you.
เด็กนักเรียนจากโรงเรียนต่างๆ ชมนิทรรศการ "บาดแผลแห่งเชอร์โนบิล" ของกรีนพีซ

บทเพลงต้านนิวเคลียร์

อาจกล่าวได้ว่า นับเป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปี ที่เราได้เห็นชุมชนลุกขึ้นมาตั้งคำถามกับประเด็นพลังงานนิวเคลียร์ในประเทศไทย นอกเหนือจากกรณีศูนย์วิจัยนิวเคลียร์ที่องครักษ์ ความคิดในการผลักดันให้มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์นั้นมีมานานแล้ว ครั้งแรกในปี 2509 โดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ (โครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่อ่าวไผ่ ชลบุรี) โครงการต้องพับไปเนื่องจากการค้นพบก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย มีการรื้อฟื้นโครงการอีกครั้งในปี 2520 คราวนี้ด้วยกระแสของการต่อต้านนิวเคลียร์ในระดับโลก การผลักดันโครงการจึงไม่เป็นผล และการเกิดอุบัติภัยนิวเคลียร์ครั้งร้ายแรงในประวัติศาสตร์อุตสาหกรรมที่โรงไฟฟ้าเชอร์โนบิลในปี 2529 ก็ถือเป็นการตอกตะปูฝาโลงให้กับการขยายตัวของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทั่วโลก

ความบ้านิวเคลียร์กลับมาอีกครั้งจากประเด็นของภาวะโลกร้อนและความมั่นคงของแหล่งพลังงาน อุตสาหกรรมนิวเคลียร์ใช้วิวาทะนี้เพื่อเร่ขายเทคโนโลยีนิวเคลียร์ของตนไปทั่วโลก และชัยนาทก็เป็นหนึ่งในสมการแห่งความบ้าคลั่งดังกล่าว

คนตำบลมะขามเฒ่าที่ชัยนาทเป็นคนรักสงบ การที่พวกเขาลุกขึ้นมารวมตัวกันตั้งคำถาม จัดเวทีพูดคุย และทำงานด้านข้อมูลข่าวสารเรื่องโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ นับเป็นเรื่องไม่ธรรมดา เสียงของพวกเขาสมควรต้องได้รับการรับฟังจากคนในสังคมไทยเป็นอย่างยิ่ง และแน่นอนรัฐบาลและผู้ผลักดันโครงการนั้นไม่ควรเพิกเฉย แต่พวกเราก็ใช้กลยุทธ์การเพิกเฉยแบบแยบยล เห็นได้จากจดหมายจากกระทรวงพลังงาน ที่ลงนามโดยรองปลัดกระทรวง ซึ่งรั้งตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แจ้งมายังผู้ว่าราชการจังหวัดชัยนาทว่า จากการสำรวจข้อมูลเบื้องต้นสรุปว่าพื้นที่สำรวจที่ตำบลมะขามเฒ่ามีคุณสมบัติต่ำกว่าเกณฑ์ในการคัดเลือกให้เป็นพื้นที่สร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์

จดหมายจากกระทรวงพลังงานฉบับนี้ถือว่าเป็นกลยุทธ์ (สกปรก) ที่ได้ผลพอสมควร คนในชุมชนส่วนใหญ่คิดว่า รัฐบาลจะไม่สร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่นั่นแล้ว แต่กลยุทธ์นี้เป็นสิ่งที่นำไปใช้อย่างกว้างขวางในหลายพื้นที่ที่มีความขัดแย้งระหว่างชุมชน รัฐ และ กลุ่มทุน ในกรณีโครงการพัฒนาขนาดใหญ่รวมถึงโครงการพลังงานต่างๆ จดหมายฉบับนั้นจึงถูกถอดรหัสในทันทีว่าเป็น กลอุบายของรัฐในการลดกระแสต่อต้านของประชาชน

การหลับหูหลับตาผลักดันโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์โดยไม่ฟังความเห็นที่หลากหลายของประชาชนนับเป็นเรื่องเปราะบาง การใช้งบประมาณ (ที่มาจากภาษีประชาชน) ลงไปยัดเยียดข้อมูลผ่านการประชาสัมพันธ์และทำให้คนยอมรับโครงการนั้นเป็นการคิดที่หยาบคายและตื้นเขินเป็นอย่างยิ่ง

กรีนพีซในคอนเสิร์ตต่อต้านนิวเคลียร์ ที่ชัยนาท by you.
หงา คาราวาน

วงคาราวานที่ขับขานเพลงแห่งการต่อสู้ของคนเล็กคนน้อย ของภาคประชาชน ก้องกังวานบนเวทีคอนเสิร์ต บนสนามฟุตบอลโรงเรียนวัดสิงห์ เป็นเสียงเพลงที่สร้างแรงบันดาลใจ และถือเป็นจุดเริ่มของการต่อสู้ของประชาชนอีกหน้าหนึ่ง เราอยากเรียกงานคอนเสิร์ตนี้ว่าเป็น งานดนตรีต่อต้านโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ครั้งประวัติศาสตร์

บทเพลงเก่านำมาขับขานใหม่ ที่สอดแทรกเนื้อหาผ่านคำร้อง ได้จุดประกายให้คนลุกขึ้นสู้ เราขอคารวะจิตใจวิญญานชุมชนที่นั่น เราเชื่อเหลือเกินว่า ด้วยพลังของประชาชน เราจะประสบชัยชนะในที่สุด

ดูภาพสไสลด์งานคอนเสิร์ตและนิทรรศการได้ที่นี่

ธารา

5 ความคิดเห็น  

ถนนสู่โคเปนเฮเกนเริ่มต้นด้วยอุปสรรค

การเจรจาร่างสนธิสัญญาด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศครั้งแรกได้เสร็จสิ้นลงแล้ว แต่ถนนไปสู่การเจรจาโลกร้อนที่โคเปนเฮเกนยังเต็มไปด้วยอุปสรรค เพราะการเจรจาก้าวหน้าช้าเหลือเกิน ด้วยอุปสรรคจากความเห็นไม่ลงรอยกันระหว่างประเทศร่ำรวยและยากจน ว่าควรลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากเพียงใด และความขัดแย้งระหว่างประเทศที่เศรษฐกิจเติบโตด้วยกันเองว่าใครควรแบกรับภาระส่วนใหญ่นี้

จุดยืนในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ของประเทศอุตสาหกรรมเกือบทุกประเทศ ยังไม่แข็งแกร่งพอที่จะก้าวไปถึงเป้าหมายที่สูงที่กำหนดโดยคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC)

ประเทศที่กำลังพัฒนา ที่ได้ยื่นข้อเสนอการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแก่อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแล้ว ได้คัดค้านการลงนามในสนธิสัญญา่ลดการปล่อยก๊าซที่มีผลบังคับทางกฎหมาย โดยอ้างเหตุผลว่าค่าใช้จ่ายที่เกิดจากสนธิสัญญา่จะทำให้กระบวนการผลักดันตนเองออกสู่ความยากจนถูกขัดขวางอย่างร้ายกาจ

ประเทศที่ยากจนโต้แย้งว่าประเทศที่ร่ำรวย ซึ่งแบกภาระความรับผิดชอบต่ออุณหภูมิโลกที่ร้อนขึ้น เพราะเป็นสาเหตุนั้น ควรเป็นผู้นำโดยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 25-40% ภายในพ.ศ. 2563 เมื่อเทียบกับการปล่อยก๊าซระดับต่างๆ ของพ.ศ. 2533 และควรให้เงินทุนสนับสนุนประเทศที่อ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในการปรับตัวต่อผลกระทบของมัน

กรีนพีซ และองค์กรพัฒนาเอกชนอื่นๆ ได้ร่วมร่างสนธิสัญญาโคเปนเฮเกนว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ฉบับของตนเอง ที่มีผลบังคับใช้ในทางกฏหมาย สำหรับใช้เป็นฐานในการประเมินรัฐบาลต่างๆ ที่กำลังเจรจาข้อตกลงด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศฉบับใหม่ในปีนี้ และยังจะเป็นสิ่งแสดงให้เห็นวิธีข้ามพ้นอุปสรรคความแตกต่างที่สำคัญระหว่างประเทศร่ำรวยและประเทศยากจน อ่านรายละเอียดทั้งหมดได้ที่นี่

0 ความคิดเห็น