ยินดีต้อนรับสู่ บล็อกกรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ๆ เราบอกเล่าเรื่องราวความเป็นไป เบื้องหลังการทำงาน ข้อคิด ความคิดเห็น เพิ่มเติมจาก งานที่เราทำ

การเดินทางเหน็ดเหนื่อยยาวไกลจบสิ้น แต่ภาระกิจกรีนพีซเพิ่งเริ่มต้น

29 พฤษภาคม 2552

แหกขึ้ตาแต่เช้ามืดเพื่อเตรียมตัวและจัดเก็บสัมภาระให้เรียบร้อย เรือล่องลงสู่ทิศใต้เพื่อเข้าสู่มหานคร แม้จะเป็นแม่น้ำเดียวกัน แต่วันนี้ผมรู้สึกคุ้นเคยกับเธอเป็นพิเศษเพราะผมแทบจะเติบโตมาบนสายน้ำแห่งนี้ การคมนาคมทางน้ำเป็นทางเลือกของผมท่ามกลางวิถีชีวิตที่เร่งรีบของคนเมืองที่ต้องตื่นแต่เช้ามาอัดถั่วดำกระป๋องกันบนรถเมล์ที่ติดแหง็กอยู่บนถนนแห่งมลพิษ ผมหลีกวิถีชีวิตแบบนั้นด้วยการนั่ง (บางทีก็ยืน) เรือไปโรงเรียนทุกวันเพราะเร็ว ถูก ไม่ต้องต่อหลายเที่ยว และที่สำคัญที่สุดคือมันไม่เหม็นเหมือนการเดินทางบนถนน

350 กิโลเมตรที่เราพายเรืออย่างทรหดลงมาตามแม่น้ำพบการเปลี่ยนแปลงของแม่น้ำตลอดเวลา แม่น้ำสีน้ำตาลนานๆ ครั้งจะเห็นเป็นสีเขียวด้วยมลพิษจากสารเคมี บางครั้งเต็มไปด้วยผักตบชวา แต่วันที่ผมสงสารแม่น้ำที่สุดคือวันลอยกระทงซึ่งคนทั้งประเทศพร้อมใจกันบูชาพระแม่คงคาด้วยการนำสิ่งแปลกปลอมนานาชนิดไปทิ้งลงในน้ำ ถ้าเก็บไม่ทันมันก็จะลอยออกทะเล ราวครึ่งหนึ่งของเครื่องบูชาเป็นวัสดุที่ก่อสาร CFC อันเป็นตัวการหลักที่ส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สรุปว่าสั้นๆ คืนนั้นพวกเราร่วมกันบูชา (ยัน) แบบคอมโบทำลายทีเดียวทั้งแม่น้ำ ทะเล และบรรยากาศ

ยิ่งไปกว่านั้นยังมีคนจำนวนไม่น้อยที่ทิ้งโลหะหนัก (เหรียญ – ก็มันจมน้ำนี่นา) ลงแม่น้ำ โดยเชื่อว่าเป็นการทำบุญ สงสัยจริงว่ามันจะได้บุญตรงไหน? เงินใช้ได้ในโลกหน้าด้วยหรือ? ที่นั่นมีห้างสรรพสินค้าหรือไม่? แล้วหากในนรกหรือสวรรค์ใช้เงินยูโรเราจะแลกเงินที่ไหนได้? เหรียญและธนบัตรเป็นทรัพย์สินของประเทศเราเคยคิดไหมว่าการทิ้งเหรียญลงน้ำเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย จะดีกว่าหรือไม่หากเราเอาเงินไปทิ้งลงตู้รับบริจาคแล้วอุทิศส่วนกุศลให้พระแม่คงคาหรือบรรพบุรุษที่ตายไปแล้ว หรือนำเงินของท่านไปซื้อผลิตภัณฑ์จากโรงงาน/บริษัทที่ไม่ปล่อยน้ำเสียลงแม่น้ำ แต่ปัญหาคือเราจะรู้ได้อย่างไรว่าโรงงานไหนไม่ทิ้งน้ำเสีย? ด้วยเหตุนี้พวกเราชาวกรีนพีซจึงเรียกร้องให้ภาครัฐ ตรวจหา ลงโทษ และปิดโรงงานอุตสาหกรรมที่ปล่อยน้ำทิ้งปนเปื้อนสารเคมีอันตรายลงสู่แหล่งน้ำทุกแหล่ง มิใช่เฉพาะเจ้าพระยา แต่เราเลือกเจ้าพระยามาเป็นสื่อในการรณรงค์ เพราะคนไทยผูกพัน และมีมลพิษระดับสูง ที่สำคัญแม่น้ำเจ้าพระยามีประโยชน์ 4 อย่างในหลายแง่มุม ภาครัฐไม่ใส่ใจกับมลพิษทางน้ำ ทีมีโลหะหนักจากโรงงานปนเปื้อน เช่น BOC ออกาโนคลอรีน POP ซึ่งสะสมและเป็นพิษสูง เมื่อสะสมในตะกอนดิน ปนเปื้อนในห่วงโซ่อาหาร และแหล่งน้ำอุปโภคบริโภค จะส่งผลต่อชีวิตในน้ำและริมฝั่งน้ำ ลูกเรือของเราคนหนึ่งแพ้น้ำ เพราะอาบน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาทุกวัน จนผื่นแดงขึ้นเต็มตัว ใครจะรู้ว่าสาเหตุเกิดจากสารพิษในแม่น้ำหรือไม่

นอกจากเรียกร้องให้ภาครัฐและอุตสาหกรรมหยุดปล่อยน้ำเสียที่มีสารเคมีอันตรายแล้ว ตัวท่านเองยังสามารถทำบุญและดูแลแม่น้ำแบบไม่ต้องเสียเงินด้วยวิธีง่ายๆ คือ การไม่ทิ้งขยะลงน้ำ หรือเก็บขยะขึ้นมาถ้าไม่ลำบากจนเกินไป ใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่นเดียวกับการกระจายข่าวสารเกี่ยวกับการอนุรักษ์และมลพิษ ที่เราได้ทำระหว่างการเดินทางตลอดเส้นทาง โดยพบปะแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับชุมชน และช่วยบอกให้พวกเขาดูแลแหล่งน้ำ ซึ่งพวกเขายินดีมาก เพราะมีชีวิตผูกพันกับสายน้ำ นอกจากนี้ท่านยังสามารถรายงานการตรวจพบมลพิษให้กรีนพีซได้รับทราบ เพื่อพิจารณาเข้าไปแก้ปัญหา

นอกจากเรียกร้องให้ภาครัฐ ตรวจหา ลงโทษ และปิด โรงงานอุตสาหกรรมที่ปล่อยน้ำทิ้งปนเปื้อนสารเคมีอันตรายลงสู่แหล่งน้ำ เราสนับสนุนเทคโนโลยีการผลิตที่สะอาด เพื่อลดสารเคมีให้เหลือศูนย์ในภาคการผลิต แต่เพราะมีราคาแพง ภาครัฐจึงยังไม่ใส่ใจ ทั้งๆ ที่มีข้อดีมากมาย เรารู้สึกแย่ที่ล่องเรือผ่านโรงงานอุตสาหรรมที่กำลังปล่อยน้ำทิ้ง และเลยมาสักนิดพบคนชราและเด็กกำลังเล่นน้ำ พวกเขามีสิทธิในการรับรู้ (Right to Know) ว่าน้ำที่พวกเขาใช้เพื่อชีวิตตนเองนั้นมีอะไรอยู่ในนั้นบ้าง กรีนพีซจึงเรียกร้องให้ภาคอุตสาหกรรมเปิดเผยบัญชีการใช้สารเคมี (Toxic Inventory) เพื่อตั้งเป้าลดสารเคมีที่เรามองไม่เห็น ซึ่งชาวบ้านหลายแห่งกำลังต่อสู้ในเ้รื่องนี้ หลายประเทศเริ่มปฏิบัติแล้ว ที่มาบตาพุดเริ่มใช้แล้วเช่นกัน

กว่าจะคิดได้ก็เกือบจะสายเสียแล้ว พวกเราผูก ป้าย “Greenpeace” ข้างเรือสูบลม และแต่งตัวแต่เนิ่น ๆ เพื่อเตรียมความพร้อมหากเกิดเหตุฉุกเฉิน เด็ดดอกไม้ดอกเดียวยังทำให้สะเทือนไปทั้งจักรวาลได้ แล้วทำไมการหยิบชูชีพตัวเดียวจะมิอาจทำให้สั่นสะท้านไปทั้งเรือได้

“ไม้พาย Overboard เอาเรือยางไปเก็บไม้พายก่อน” เสียงพี่ท็อปตะโกนบอกให้ทีมเรือยางลงน้ำโดยมิได้นัดหมาย พี่แป๋งรับบทพระเอกควบเรือยางนำทีมไปเก็บไม้พายที่ลอยอืดอยู่กลางน้ำ....งานนี้พี่แป๋งได้ใจผมไปเต็มๆ

เรือใหญ่จอดที่ท่าเรือใต้สะพานพระรามแปดเพื่อให้พวกเราขนสัมภาระบางส่วนขึ้นฝั่ง พี่เบียร์ผู้นำทีมบกนำรถมารับของทันทีที่พวกเราไปถึง พวกเราผูกเรือพาติดกันเพื่อกันให้เรือไม่โคลงแล้วจึงมุ่งหน้าไปยังวัดอรุณฯ เรือวิ่งไปอย่างช้า ๆ ทำให้ผมมีเวลามองสองฝั่งแม่น้ำจากมุมมองที่เปลี่ยนไปเพราะพายเรือมาจึงมองเห็นจากมุมต่ำ และด้วยวัยที่หนุ่มน้อยลงทุกวันคงจะเป็นเรื่องยากที่ความคิดจะเหมือนวันวาน ที่กรุงเทพฯมีประชากรอาศัยมากกว่าทุกจังหวัด แต่เมื่อเทียบโดยสัดส่วนมีผู้คนน้อยเหลือเกินที่ใช้ชีวิตอย่างผูกพันกับแม่น้ำ ที่ดินริมน้ำมักเป็นร้านอาหาร โรงแรม สถานศึกษา ย่านธุรกิจ ซึ่งเกี่ยวข้องกับแม่น้ำในด้านการคมนาคมเป็นหลัก

ระหว่างทางโย่ยนถามผมว่าเคยมีอุบัติเหตุในแม่น้ำเจ้าพระยาไหม ผมจึงเล่าเรื่องโป๊ะล่มที่ท่าเรือพรานนกให้ฟัง อุบัติเหตุในวันนั้นส่งผลต่อการออกแบบโป๊ะในปัจจุบัน คือโป๊ะจะไม่มีหลังคาเพื่อป้องกันคนติดอยู่ข้างในหากเกิดเหตุฉุกเฉิน ผมกลับมามองที่เรือตัวเองว่าจะล่มเมื่อไหร่ เพราะกว่าจะถึงกรุงเทพฯ ขยะโดยเฉพาะอย่างยิ่งตอไม้ในแม่น้ำก็ได้สร้างรอยแผลให้กับเรือพายสูบลมของพวกเราไว้อย่างมากมาย แต่อย่างน้อยล่มตรงนี้ก็ยังดีกว่าล่มที่ปลายน้ำ (ปากอ่าว)

เรือขนทรายแม้ว่าจะวิ่งช้า แต่ด้วยความที่ใหญ่และยาวอย่างยิ่งจึงกลายเป็นหนึ่งในพี่เบิ้มของสายน้ำ (เกะกะชิบเป๋ง) ตอนเด็กผมเข้าใจว่าเรือลากมีสองแบบคือแบบสูงและแบบเตี้ย โง่อยู่นานกว่าจะรู้ว่าไอ้เรือที่สูง ๆ นั้นคือเรือเปล่าที่วิ่งกลับบริษัท หากเรามองในด้าน Logistics (art of the movement and supply of troops) การวิ่งเรือเปล่าเป็นการใช้ทรัพยากรอย่างสิ้นเปลือง ไม่สร้างมูลค่า นอกจากนั้นยังเพิ่มต้นทุนด้านการขนส่ง ในด้านสิ่งแวดล้อมการเดินทางแต่ละเที่ยวย่อมก่อมลภาวะอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การวิ่งที่มากเที่ยวย่อมไม่ส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวแทนที่แต่ละบริษัทจะคิดแต่เรื่องการแข่งขันและวิ่งเรือแบบตัวใครตัวมัน พวกเขาควรจะสร้างพันธมิตรทางธุรกิจ (ที่ไม่จำเป็นต้องใส่เสื้อเหลือง) ในด้านการขนส่ง เพื่อลดต้นทุนและดำเนินธุรกิจอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

เมื่อถึงวัดอรุณฯ พวกเราหันหัวเรือทวนน้ำไปทางทิศเหนือ แล้วบังคับเรือเข้าใกล้ฝั่งพระนครเพื่อให้สื่อมวลชนถ่ายภาพการรณรงค์ของเรา ช่วงนี้ยากกว่าตอนซ้อมพอสมควรเพราะมีทั้งเรือด่วน เรือนำเที่ยว เรือข้ามฟาก และเรือหางยาว วิ่งผ่านไปมาอยู่ตลอดเวลา ผมไม่ค่อยชอบป้ายตาข่ายเท่าไรนักเพราะว่าอ่านยาก แต่ด้วยความที่พวกเราต้องถือป้ายบนเรือซึ่งต้องเผชิญกับทั้งน้ำและลมป้ายชนิดนี้จึงเป็นคำตอบสุดท้าย พวกเราพายกันอยู่สามรอบว่าจะได้ภาพที่พอใจ แน่นอนการพายเรือคงจะไม่ทำให้น้ำสะอาดขึ้นมาเป็นแน่ ทว่าเป้าหมายของพวกเราคือการเรียกความสนใจจากมวลชนเพื่อให้ทุกคนได้ตระหนักถึงความสำคัญของแม่น้ำรวมถึงภัยคุกคามที่เกิดขึ้น และสิ่งนี้เองที่ทำให้คนจำนวนหนึ่งลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อปกป้องแม่น้ำอันเป็นสมบัติของพวกเราทุกคน

“หมดเวลาสนุกแล้วสิ” ผมนึกถึงเทเลทับบีเวลาจะจบ เสร็จกิจพวกเราก็เอาไม้พายตีน้ำคนละสามครั้ง เพื่อเรียกจิตวิญญาณในสายน้ำดังที่โยย่นเคยบอก

พวกเรากลับเรือใหญ่ซึ่งพาพวกเราพร้อมสัมภาระทั้งหมดไปส่งที่ท่าเรือใต้สะพานพระรามแปด ภารกิจยังไม่จบดี พวกเรายังต้องกลับไปที่ Warehouse หรือคลังสมบัติของกรีนพีซ เพื่อนำอุปกรณ์ทั้งหมดไปเก็บเข้าที่ ผมขอแยกตัวกลับบ้านก่อนเพราะบอกที่บ้านไว้ไม่ให้ล็อคกุญแจ จะโทรไปบอกให้ล็อคบ้านก็ไม่มีใครอยู่ จะโทรไปบอกโจรว่าอย่าเพิ่งเข้าบ้านก็คงจะไม่ดีแน่ เพื่อนๆ อาสาสมัครล้างและเก็บของกันถึงเย็นต่อด้วย Debriefing หรือ การกล่าวสรุปอย่างสั้นๆ ที่คงจะไม่สั้นอย่างแน่นอน

ความสวย ทิวทัศน์ที่เป็นธรรมชาติ และกลิ่นอายความสดชื่นของแม่น้ำเจ้าพระยาช่วงต้น จะทำให้พวกเราหวนคิดถึง และหวังว่าจะกระตุ้นให้ภาครัฐ เอกชน และประชาชนช่วยอนุรักษ์ต้นน้ำ ที่มีทิวทัศน์สวยงาม ให้ดำรงอยู่ และรักษาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ และขออย่าให้เป็นเช่นดังแม่น้ำตอนกลางที่เสื่อมโทรมลงเรื่อยๆ จนถึงปลายน้ำ ที่เสื่อมโทรมมากที่สุด ณ ปลายน้ำนั้นแม้จะมีแปลงเกษตร พื้นที่ปศุสัตว์ และพื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำน้อยกว่าต้นน้ำ แต่มีโรงงานมากกว่า และมีมลพิษจากท่อน้ำทิ้งจากบ้านเรือนมากกว่า จนปลายน้ำไม่สามารถใช้ประโยชน์ใดๆ ได้ นอกจากเพื่อเพียงการคมนาคมเท่านั้น

- ขวัญ และ หนิง

การเดินทางสิ้นสุด แต่ท่านยังคงช่วยเราได้ต่อ โปรดไปที่ http://www.greenpeace.org/seasia/th/take-action-for-river เพื่อส่งรูป ข้อความ บล็อก หรือ วีดิโอ เกี่ยวกับน้ำ เพื่อปกป้องน้ำ

3 ความคิดเห็น  

ประสบการณ์เหนื่อยๆ มันๆ หนึ่งครั้งของชีวิต (บันทึกวันที่ 28 พ.ค. ก่อนวันสุดท้าย)

28 พ.ค. 2552

คืนก่อนเขียนบล็อกจนดึกก่อนเดินสลึมสลือหามุ้งซุกหัว แม้จะใส่เสือเขียวที่ไม่ฝักใฝ่มุ้งไหนเป็นพิเศษ แต่เสียง “เรือกรนไฟ” จากแต่ละมุ้งทำให้ผมประกาศอิสรภาพ

“ก็นอนมันตรงนี้เนี่ยแหละ” ผมพูดกับตัวเอง แล้วนอนนอกมุ้งแบบไม่เกรงใจยุงที่พยายามจะหามเข้าโลง

ไม่ทันจะหลับสนิทลุงแป๊ะ (กับตันฮาเฮ) ที่เดินมาดูความเรียบร้อยบนเรือคงจะทนความทุเรศของผมที่นอนเดียวดายนอกมุ้งอยู่เพียงลำพัง จึงเดินไปปลุกน้องกบ จึงเดินไปเอามุ้งมากางให้ แต่ด้วยความง่วงจัด (สันดาน) กว่าจะรู้สึกตัวสึกตัวกัปตันก็กางมุ้งให้ผมเสร็จแล้ว

แดดยามเช้าแยงลูกกะตาจนต้องตื่นขึ้นมาแบบเบลอๆ เห็นเงาตะคุ่มทางขวาจึงหันไปมองแต่กลับกลายเป็นช่างกล้องที่กำลังแอบถ่ายคลิปพวกเราซะงั้น สงสังพี่สุรเชษฐจะกลัวเสียเชิงพี่วินัยที่เมื่อวานลงทุนมุดท่อไปแอบถ่ายรูปพวกเราจนได้ภาพแหล่มๆ มาลงเว็บ วันนี้พี่เชษฐ์จึงแก้เกมส์ด้วยการรีบแหกขี้ตามาแต่เช้าเพื่อถ่ายภาพพวกเราตอนกำลังเคารพธงชาติ...เอ้ยกำลังตื่นนอน

เส้นทางวันนี้จะผ่านปทุมธานีและไปจบที่นนทบุรี เรือลำแรกมีผึ้งพายหน้าและเดียวคัดท้าย ส่วนผมพายคู่กับโยย่นที่ไม่เคยพายด้วยกันมาก่อนแต่ก็ไปได้ด้วยดี เพราะได้นายท้ายเป็นฝีพายทีมชาติที่นำเข้ามาจากอิเหนา อย่างไรก็ตามความสุขมักจะผ่านไปอย่างรวดเร็ว (อีกแล้ว) ไม่ทันไรพวกเราต้องส่งสัญญาณเรียกเรือพี่เลี้ยงให้มาเก็บผมขึ้นไป

“เป็นอะไรครับ?” เสียงจากพี่สุรเชษฐ์ ช่างวิดีโอที่เคยทำงานร่วมกับมิยาบิมาแล้ว

“ปวดขึ้ครับพี่ ไม่ไหวแล้ว ขนลุกไปทั้งตัว ให้น้องแก้วมาแทนชั่วคราวก่อน” ผมตอบอย่างจริงใจก่อนเงยหน้าไปเห็นกล้องจ่อหัวอยู่............พลาดอีกแล้ว!!!

เรือยางพาผมไปวางระเบิดที่วัดก่อนกลับมาทำหน้าที่ต่อ ย่านนี้พบเห็นโรงงานอุตสาหกรรมมากขึ้น แต่ยังไม่เห็นมลภาวะทางน้ำที่ชัดเจน หากมองในแง่ดีโรงงานย่านนี้จัดว่ามีมาตรฐาน แต่หากมองกลับกันสารพิษจำนวนมากยากจะมองเห็นในแม่น้ำสีน้ำตาล และการปล่อยน้ำเสียอาจเกิดขึ้นในเวลากลางคืน เช่นเดียวกับจังหวัดอื่ ๆ ดังที่ชาวบ้านเล่าให้ฟัง เพื่อพิสูจน์ข้อสงสัยฝีพายจากสุราษฎร์จึงเลือกเก็บตัวอย่างพืชน้ำมาทดสอบ

“เอ้ย...อย่าคุยเสียงดังเดี๋ยวเจ้าของบ้านเค้าก็รู้ตัวหมด” ผึ้งปรามพวกเราก่อนพายแจ้นเอาผักบุ้งส่งขึ้นเรือใหญ่

ช่วงบ่ายพี่แป๋งคัดฝีพายพาสี่คนเพื่อมาถือป้ายในวันพรุ่งนี้โดยดูจากความโหดของใบหน้า แน่นอนผมย่อมเป็นหนึ่งในนั้น ส่วนฝีพายอีกสามคนคือ กวาง เดียว และแน่นอนโยย่น เมื่อได้ตัวแล้วพวกเราจึงซ้อมการแก้ปัญหากรณีเรือพลิกคว่ำในแม่น้ำเจ้าพระยา

“พายมาชาติเศษแล้วทำไมเพิ่งจะมาซ้อม” หนอนบล็อกแขวะ

เนื่องจากแม่น้ำเจ้าพระยาช่วงกรุงเทพฯ น้ำเชี่ยว คลื่นแรง เพราะมีการจราจรทางน้ำที่คับคั่งมาก พวกเราจะต้องสามารถแก้ไขสถานการณ์ได้อย่างฉับพลันหากมีการล่มปากอ่าวเกิดขึ้น หลังจากที่ซักซ้อมการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเสร็จแล้วพวกเราจึงฝึกการถือป้ายรณรงค์ เดิมทีตั้งใจเอาไว้ว่าเรือพายสองลำจะร่วมกันถือป้ายหน้าที่วัดอรุณ แต่เพื่อความปลอดภัย (และกลัวสื่อมวลชนจะสนใจข่าวเรือคว่ำมากกว่าข้อเรียกร้องของกรีนพีซ) ทีมเรือจึงใช้เรือยางถือป้ายร่วมกับเรือพาย ซ้อมกันอยู่นานกว่าจะมั่นใจว่าพรุ่งนี้จะไม่ “แป๊ก” กว่าจะเสร็จก็ดมควันจากเรือยางกันจนแทบจะเป็นปลาซัลมอนก่อนจะพูดกันแบบขำๆ ว่า “พวกเรารักแม่น้ำมากกว่าปอดตัวเอง”

เมื่อภารกิจลุล่วงผมจึงถือโอกาสว่ายน้ำเล่นอย่างสบายใจ นี่เป็นโอกาสสุดท้ายระหว่างโครงการนี้ที่พวกเราจะได้ว่ายน้ำเล่นในแม่น้ำเจ้าพระยา

“ขวัญ ทำท่าเมื่อกี้อีกทีได้ไหม?” เสียงพี่วินัยลอยมาจากหัวเรือ

“ได้พี่เดี๋ยวจัดให้” ผมตอบโดยไม่คิด ก่อนตีลังกาเอาหัวมุดน้ำแล้วเอาขาหลังชี้ฟ้า

“ขออีกที เมื่อกี้ถ่ายไม่ทัน”

ผมจัดให้อีกหลายครั้งด้วยความบ้ายุ เมื่อเท้าชี้ฟ้าปัญญาจึงเกิด (เลือดไหลลงสมอง?) ระหว่างที่หัวผมมุดน้ำอยู่นั้นผมเพิ่งจะคิดได้ว่าพี่วินัยถ่ายรูปหน้าผมน้อยมาก แต่ตอนนี้ขอถ่ายรูปเท้า พี่วินัยกำลังจะบอกอะไรกับผมอยู่หรือไม่? วันนี้ผมเสียรู้ช่างภาพอีกแล้วหรือ?

คืนน้ำเราทดสอบผักบุ้งที่เก็บมาด้วยน้ำกรดในกระเพาะและพบว่าคุณภาพน้ำที่นี่ยังดีอยู่ เพราะจนถึงวันนี้ยังไม่มีใคร “งานออก” เลยสักคน มื้อนี้นุ่นทำกับข้าวให้พวกเรากินราวกับว่าจะทุบหม้อข้าวเพื่อเข้าตีเมืองกรุง

“ก็มันเหลือนี่ ช่วยๆ กันกินหน่อย” นุ่นชี้แจง

.

.

.

ราวกับหนังตกร่องหรือคลิปสะดุด วันนี้พี่วินัยเล่นหนังเรื่องเดิมอีกแล้ว จานกลมสีขาวที่อุตส่าห์ล้างแต่หัววันกลายมาเป็นจาน “ของกลาง” ของทุกคน...แม่น้ำสีชมพูกลับกลายเป็นสีน้ำตาลอีกครั้ง สงสัยตั้ง White Balance ผิดจึงกรุบกริบไม่ออก “มันไม่เรื่องขำๆ แต่มันเป็นความผิดหวัง....” พี่วินัยเล่าแบบจริงจังก่อนเอาจานเขลอะๆ ไปล้างเพื่อนำมาใช้ (จนได้)

คืนนี้เป็นคืนแรก คืนสุดท้าย และคืนเดียวที่ Briefing สั้น ฟังดูเหมือนจะดีแต่ก็หาจะเป็นเช่นนั้นไม่ เพราะวันรุ่งขึ้นพวกเราจะต้องแหกขึ้ตากันแต่ตีสี่ครึ่งเพื่อเก็บของและเตรียมขนย้ายสัมภาระ ผมโทรบอกที่บ้านว่าใกล้ถึงแล้วพรุ่งนี้จะเข้าบ้านช่วงบ่าย อีกเพียงชั่วอึดใจภารกิจของพวกเราก็จะสิ้นสุด ผมหลับเป็นตายโดยไม่ต้องพึ่งยาของพี่น้ำ (หนังสือโลกร้อน 5 องศา)

- ขวัญ

1 ความคิดเห็น  

2 วันในตัวเมืองอยุธยา

วันแรกที่อยุธยา 26 พ.ค. 52

วันนี้เรือใหญ่และเรือพายของเรายังคงจอดอยู่ที่วัดท่าการ้อง เพราะจะต้องเตรียมงานร่วมกับจังหวัดอยุธยาในวันพรุ่งนี้ ด้วยเหตุนี้พวกเราบางส่วนจึงนั่งเรือยางออกไปสำรวจเส้นทาง บางส่วนดูแลความเรียบร้อยและทำอาหารบนเรือ ส่วนทีมบนบกก็ประสานงานกับหน่วยงานของรัฐในจังหวัด

โดยส่วนตัวผมไม่กังวลกับการพายที่อยุธยาเท่าไหร่ เพราะพวกเราได้มาทำการฝึกซ้อมที่นี่ก่อนเริ่มกิจกรรม ตอนนั้นพวกเราได้พักที่บ้านผู้ใหญ่พูนที่ ต.เกาะเกิด อ.บางปะอิน ผลิตภัณฑ์ OTOP ที่สร้างรายได้ให้กับชุมชนนี้คือ “ยาสมุนไพรอายุวัฒนะ” ซึ่งก็คือยาเม็ดลูกกลอนนั่นเอง ขอบคุณป้าพูลที่ใจดีแบ่งผลิตภัณฑ์บางส่วนมาให้เราได้ทดลองซึ่งแก้ปัญหากินเข้าแต่ไม่ยอมออกของหลายต่อหลายคนได้เป็นอย่างดี นอกจากนั้นที่นี่ยังจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากชุมชนอื่นที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมแต่ไม่เป็นมิตรกับลูกกะตา
.
.
.
ย้อนกลับไปวันแรกของการเดินทาง
ด้วยความที่เห็นว่าเป็นผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติผมจึงเอาสบู่มาฟอกหน้าแบบไม่กลัวตาจะบอด
“เช้ดดดด......นี่มันสบู่หรือผงซักฟอกกันแน่วะ!!!!!!! ทำไมมันถึงแสบตาได้ขนาดนี้” ผมคิดในใจก่อนรีบเปิดน้ำจากฝักบัวเพื่อล้างตา ไม่ทันจะหาย ล้างฟองหมดจู่ๆ น้ำก็หยุดไหลซะดื้อๆ เนื่องจากไฟช็อตทำให้ปั๊มไม่ทำงานน้ำจึงไม่ไหลทั้งเรือ จะตักน้ำในถังมาล้างหน้าก็ไม่ได้ เพราะเมื่อตอนเช้ามีคนทำสบู่รุ่นเดียวกันตกลงไปในถัง แต่ไม่มีใครคิดจะก้มลงไปเก็บเพราะกลัวจะโดน “กรุบกริบ” ฟองจึงฟอดเต็มถัง จะก้มหน้าลงไปอีกอ่างก็กลัวเม็ดพริกจะติดหน้าแล้วมันจะซี๊ดกว่าเดิม จะวิ่งออกไปกระโดดน้ำพร้อมแท่งเหล็กเพชรก็กลัวจะโดนปลาตอด ผมจึงได้แต่กรีดร้องเผื่อจะมีคนใจดีมาช่วย โชคดีพี่แป๋งเด็กมหิดล (อีกแล้ว) ลงมาล้างจานอยู่หน้าห้องจึงไปบอกกับตันให้ซ่อมไฟให้ แล้วผมก็กลับมามีชีวิตแบบครบ 32 อีกครั้ง

กลับสู่ปัจจุบัน
ตอนบ่ายผมออกไปสำรวจเส้นทางทำกิจกรรมสำหรับวันรุ่งขึ้นกับทีมเรือยาง ขยะไม่มากอย่างที่คิดเพราะน้ำในแม่น้ำไหลเวียนอยู่ตลอดเวลา ด้วยเหตุนี้เองจึงอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้คนหลายคนทิ้งขยะลงน้ำ เนื่องจากพวกเขาเห็นว่าเดี๋ยวน้ำก็พัดไปที่อื่น หลายครั้งที่พวกเราเห็นคนทิ้งขยะลงน้ำกับตา แน่นอนย่อมไม่มีใครพอใจ แต่พวกเราก็ไม่อาจโทษคนเหล่านั้นได้เพียงฝ่ายเดียว เพราะความจริงคือในบางพื้นที่ไม่มีหน่วยงานรัฐเข้ามาเก็บขยะ และด้วย “ความเป็นไทยนี้รักสบาย” แม่น้ำของเราจึงต้องรับกรรมจากความบกพร่องจากทั้งภาครัฐและประชาชน

ในขาวมีดำในดำมีขาว ท่ามกลางปัญหาที่ยังไม่มีทางออก ยังมีกลุ่มชุมชนที่ร่วมมือกันแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์จนนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน พวกเขาคือกลุ่มชุมชนเกาะลอยที่แต่ละบ้านร่วมกันลงแขก เอ้ยลงขันกันเดือนละ 30 บาทเพื่อจ้างคนมาเก็บขยะอาทิตย์ละครั้ง โดยให้ชาวบ้านนำขยะมากองที่จุดเดียวกันแล้วเรือจะรับไปส่งที่เทศบาล นอกจากนั้นพวกเขายังทำน้ำยาล้างจาน สบู่ และยาสระผมขึ้นใช้เอง ผลิตภัณฑ์บางส่วนพวกเขาแจกให้กับโรงเรียนในละแวกนั้น แน่นอนว่าผลิตภัณฑ์ที่ทำจากวัตถุดิบธรรมชาตินั้นมักเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (แต่จะเป็นมิตรกับลูกกะตาหรือเปล่านั้นก็เป็นอีกเรื่อง) เพราะว่ามันเป็นอินทรียวัตถุที่สามารถย่อยสลายได้ตามกระบวนการทางชีวภาพ จึงมีสารตกค้างน้อยกว่าผลิตภัณฑ์ที่มาจากโรงงานอุตสาหกรรม

ตกเย็นทีมเรือยางของพวกเรากลับมาที่เรือใหญ่ พวกเราเห็นพ้องอย่างเป็นเอกฉันท์ว่าห้องน้ำวัดนี้สะอาดกว่าห้องน้ำทุกวัดทั่วไทย อาจเป็นเพราะด้วยแรงศรัทธาจากพุทธศาสนิกชน หรือเพราะตู้รับบริจาคที่มีมากถึงมากที่สุด และมีการทำบุญให้เลือกแทบทุก Option เชื่อหรือไม่ว่าท่านสามารถชำระเงินได้ด้วยบัตรเครดิต และ Smart Purse ผมอดสงสัยไม่ได้ว่าคนทำทานเพื่ออะไร เพื่อยกระดับจิตใจให้สูงขึ้น หรือเพื่อการลงทุนสำหรับชาติหน้า (โลภกว่าเดิม) ผมนอนที่นี่สองคืนแต่ไม่เคยได้ยินเสียงทำวัตรแม้แต่ครั้งเดียวทว่าได้ยินเสียงละหมาดจากมัสยิดในละแวกใกล้เคียงทั้งวัน
.
.
.
คืนนี้ผมคงจะต้องสวดมนต์ให้ตัวเองฟังอีกเช่นเคย


วันที่ 2 ที่อยุธยา 27 พ.ค. 52

อรุณเบิกฟ้า คายักเริ่มพายไปจุดนัดพบที่ตลาดหัวรอ เช้าวันนี้พวกเรามีกิจกรรมเก็บขยะในแม่น้ำร่วมกับชาวอยุธยา ขอบคุณทีมบนบกที่จัดเตรียมนิทรรศการรวมถึงประสานงานกับชุมชนอย่างเรียบร้อยก่อนที่พวกเราจะไปถึง เรือไม้ของชาวบ้านทยอยเข้ามามากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเปิดงานเรือพายราวสามลำได้เคลื่อนตัวเข้าสู่คลองคูเมือง อาสาสมัครจากกรีนพีซจำนวนมากที่มาสมทบก็ได้ร่วมลงเรือมาเก็บขยะกับพวกเราด้วย เพื่อความมันส์และเร้าใจ ผู้ว่าประกาศแจกไข่เป็นรางวัลให้กับเรือที่เก็บขยะในงาน

ฝีพายทุกลำใส่เสื้อเขียว “คืนรอยยิ้มสู่สายน้ำ” และปลอกแขน “Greenpeace” กันอย่างพร้อมเพรียง
“ยาย ปลอกแขนสวยนะครับ” ผมตะโกนแซวยายที่พายเรืออยู่ข้างหน้า
“จ้า ก็เหมือนของหนูนั่นแหละ แต่มันเขียนว่าอะไรหรือยายอ่านไม่ออก” ................

พายเรือสร้างรอยยิ้มให้เจ้าพระยาถึงอยุธยาแล้ว Greenpeace activists canoe to Ayuthaya

ขยะที่เก็บได้เป็นส่วนมากเป็นโฟมและถุงพลาสติกที่บรรจุขยะจากครัวเรือน ป้าคนหนึ่งที่เก็บด้วยกันบ่นว่า “ตอนนี้ไม่ค่อยสกปรกเท่าไหร่หรอกหนู แต่พอน้ำลงมันจะเหม็นมาก พวกแพมเพิส (ผ้าอ้อมเด็กสำเร็จรูป) นี่เยอะมากเลย ป้าว่ามันน่าจะมีมาตรการซื้อคืน”

เกือบจะลืมบอกไปทีมเรือพายของเราในวันนี้ประกอบด้วย โยย่นคู่กับฟาน และเดียวคู่กับผม อาจเป็นเพราะอยู่ไกลบ้าน (และเมีย) โยยนออกอาการเปล่าเปลี่ยวมากขึ้นทุกวัน สัญชาติญาณอนุรักษ์พันธุ์มนุษย์ทำงานมากกว่าสัญชาติญาณอนุรักษ์แม่น้ำ เรือของหัวหน้าทีมเรืออิเหนามักจะเป๋ไปหาสาวๆ ทันทีที่มีโอกาส

อย่างไรก็ตามหากจะกล่าวถึงสัญชาติญาณเสาะหาก็คงจะไม่มีใครเกินพี่วินัย ที่ลงทุนมุดท่อระบายน้ำทิ้งเพื่อให้ได้ภาพ “ภาพนี้มันสุดยอดเลยมีทั้งขยะ น้ำเสีย ท่อระบายน้ำกำลังพัง บ้านเรือน แม่น้ำ และคนกำลังเก็บขยะ มีประธานขยายประธาน กริยาขยายกริยา กรรมขยายกรรม” พี่วินัยติผลงานตัวเองอย่างไม่มีชิ้นดี ระหว่างเล่าเบื้องหลังให้ผมฟัง ได้รูปสวยอารมณ์จึงดีช่างภาพของเราจึงมีเวลาไป “กรุบกริบ” ที่ร้านกาแฟสีขาวแห่งหนึ่งในเมืองแห่งประวัติศาสตร์ “มันคือรางวัลแห่งชีวิตที่เทพประธานมาให้จากการบูชายัญตัวเองเพื่อภาพภาพนั้น พี่ไม่คิดว่าจะมีร้านกาแฟน่ารักๆ ที่นี่ แต่ที่ตรึงใจพี่ี่สุดคือน้องกี้ (นามสมมุติ) ใบหน้าขาวนวลกับผมซอยสั้นของเธอทำให้พี่รู้สึกอยากจะแต่งงาน” พี่วินัยเล่าอย่างเมามันระหว่างพักกินข้าวเที่ยง

พายเรือสร้างรอยยิ้มให้เจ้าพระยาถึงอยุธยาแล้ว Greenpeace activists canoe to Ayuthaya

ช่วงบ่ายมีการสลับฝีพายเล็กน้อยโดยเดียวขึ้นไปพัก โยยนพายคู่กับกวาง และฟานเปลี่ยนลำมาพายคู่กับผม ที่อยุธยามีวัดเยอะมากถึงมากที่สุดจนได้รับการยกย่องให้เป็นเมืองมรดกโลก แต่ข่าวร้ายคือมีข่าวว่า องค์กรยูเนสโก กำลังพิจารณาว่าถอดถอนอยุธยาออกจากเมืองมรดกโลกเนื่องจากสภาพแวดล้อมที่เสื่อมลง ผมก็ได้แต่หวังว่าการรณรงค์ของพวกเราจะช่วยให้ชุมชนหันมาดูแลสภาพแวดล้อมของตัวเองมากขึ้นเพื่อให้อยุธยายังคงรักษาเกียรตินั้นต่อไปได้

การพายช่วงนี้ออกจะซิกแซกบ้างเล็กน้อย เนื่องจากจะต้องหลบผักตบชวาอยู่เป็นระยะ ผมจำได้ว่าตอนเด็ก ๆ มักจะได้ยินบ่อย ๆ ว่าพืชชนิดนี้สร้างปัญหามลภาวะทางน้ำมาก เนื่องจากการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วจนเต็มคูคลอง ทำให้แสงไม่สามารถส่องลงน้ำได้จนพืชน้ำชนิดอื่นไม่สามารถสังเคราะห์แสงและสร้างออกซิเจนได้ทำให้แม่น้ำเน่าเสียในที่สุด แค่ชื่อก็บอกชัดแล้วว่ามันมาจากไหน แม้ว่าสภาพภูมิอากาศอาจไม่แตกต่างกันนัก แต่ระบบนิเวศในแต่ละที่ย่อมแตกต่างกันและมีความสมดุลในตัวของมันเอง การนำพืชหรือสัตว์ต่างถิ่นเข้ามาย่อมส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมได้ เช่น การที่ผักตบชวาไม่มีผู้ล่าอาจเป็นเหตุปัจจัยที่ทำให้พวกมันขยายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็วในบ้านเราจนนำไปสู่ปัญหาที่ตามมามากมาย ในบางประเทศมีการออกกฎหมายความปลอดภัยทางชีวภาพ (Biosafety Law) เพื่อป้องกันปัญหาดังกล่าวด้วยการ ห้ามนำพืชและสัตว์ต่างถิ่นเข้าประเทศโดยเด็ดขาด ที่เสียเวลาแพ่มยืดมายาวนี้ก็เพียงเพื่อจะบอกให้คนที่คิดจะนำสัตว์หรือพืชแปลกๆ จากต่างประเทศเข้ามาเลี้ยงเลิกความคิดนั้นซะ

ตกเย็นพวกเรากลับฐานทัพ (เรือใหญ่) ผมดื่มน้ำดับกระหายแล้วลงไปล้างแก้วข้างล่าง แต่ก็ไม่รู้จะล้างอย่างไรเพราะจานชามหม้อไหเต็มไปหมด จะให้ยืนหน้าจาน หรือหน้าหม้อก็ไม่ใช่วิสัยผมจึงต้องจำใจล้างมันให้หมด

“ขวัญ ๆ เห็นจานสีขาวป่าว” พี่ิวินัยเดินลงมาถาม
“มีครับ แต่ยังไม่ได้ล้าง”
“ดีๆ งั้นเดี๋ยวพี่ล้างเอง พอดีอยากกินข้าวบนจานสีขาว”
แล้วพี่วินัยก็หายตัวไป

ขณะที่พวกเราส่วนใหญ่กำลังช่วยกันทำป้าย (Banner) ที่จะใช้ในวันแถลงข่าวของพวกเราผมกลับตัดสินใจเป็นลูกมือของนุ่นแม่ครัวใหญ่ที่ดูไม่ค่อยสบายตั้งแต่เมื่อวาน พวกเราช่วยกันปอกส้มโอเพื่อเป็นผลไม้หลังอาหารเย็น

“พี่ขวัญช่วยหยิบจานสีขาวให้นุ่นหน่อย พอดีต้องใช้จานใบใหญ่”
.
.
.
พี่วินัยเดินกลับมาพร้อมกับเครื่องดื่มที่ลงทุนลุยฝ่าดงหมาไปซื้อมากินแกล้มกับอาหารบนจานสีขาวเพื่อเป็นรางวัลต่อเนื่องจากการพบเธอที่ร้านกาแฟสีขาวกลางกรุงเก่า

“มันคือความจริง เวลาที่เราถ่ายรูปเนี่ย จะต้องแข่งขันกับอะไรมากมาย” พี่วินัยพูดเช่นนี้ทุกครั้งเวลาที่ให้คำแนะนำเรื่องการถ่ายภาพกับพวกเรา

ทว่ามันก็คือความจริงเช่นกันที่จานสีขาวใบนั้นถูกส้มโอปอกแล้วทับอยู่................ความฝันฟุ้งที่กำลังจะเป็นเรื่องน้ำเน่า ถูกกระแทกด้วยส้มโอให้กลับสู่ความจริงบนแม่น้ำเจ้าพระยาที่กำลังจะเน่าเช่นกัน

ผมใช้เวลาที่เหลือนั่งคุยกับน้อง ๆ อาสาสมัครถึงเรื่องราวต่าง ๆ ของพวกเขา และกลับมาเขียนบันทึกของวันนี้จนอีกเช่นเคย ส่วนๆ เพื่อนบางส่วนยังคงทำป้ายกันจนดึกเพราะพวกเราเข้าใกล้กรุงเทพฯ เต็มที

- ขวัญ


» ดูภาพทั้งชุดได้ที่นี่

» เป็นส่วนหนึ่งของการพายเรือ ทำกิจกรรมง่ายๆ บนอินเตอร์เน็ต

5 ความคิดเห็น  

ขยะ สำคัญน้อยกว่าขยะที่มองไม่เห็น (พายเรือเก็บขยะที่อยุธยา)

ก่อนเล่าเรื่องราวในงานที่มีข่าวดีในวันนี้ ขอเล่าประวัติศาสตร์เมืองเก่าของเราแต่ก่อน (อยุธยา) ก่อนนะคะ...

ราวปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๙ อาณาจักรขอมและสุโขทัยเริ่มเสื่อมอำนาจลง พระเจ้าอู่ทอง เจ้าเมืองอู่ทอง อยุธยา ซึ่งขณะนั้นเกิดโรคห่าระบาดและขาดแคลนน้ำ จึงทรงดำริจะย้ายเมือง และพิจารณาชัยภูมิเพื่อตั้งอาณาจักรใหม่ ซึ่งต้องเป็นเมืองที่มีน้ำไหลเวียนอยู่ตลอด เริ่มแรกพระองค์ทรงประทับที่ตำบลเวียงเหล็กเพื่อดูชั้นเชิงเป็นเวลากว่า 3 ปี และตัดสินพระทัยสร้างราชธานีแห่งใหม่ที่ตำบลหนองโสน (บึงพระราม) เพราะมีต้นโสนมาก ออกดอกเหลืองอร่ามคล้ายทองคำแลสะพรั่งตา ดังนั้นดอกโสนจึงถือเป็นดอกไม้ประจำจังหวัด และทรงสถาปนากรุงศรีอยุธยาขึ้นเป็นราชธานี เมื่อวันที่ ๔ มีนาคม พ.ศ. ๑๘๙๓

ตัวเมืองอยุธยา หรือ "เกาะเมือง" มีแม่น้ำ 3 สายโอบล้อม ได้แก่ แม่น้ำลพบุึรี แม่น้ำป่าสัก และแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งเชื่อมกับเครือข่ายคลองธรรมชาติและคลองขุดจนได้รับฉายาจากชาวตะวันตกที่มาเยือนกรุงศรีอยุธยาว่า "เวนิสแห่งตะวันออก" สถานที่ที่เรามารวมตัวกันวันนี้อยู่ในตำบลหัวรอ ซึ่งในอดีตเป็นแหล่งค้าขายสำคัญแหล่งหนึ่งสมัยอยุธยา เพราะเป็นที่ซึ่งแม่น้ำป่าสักและแม่น้ำลพบุรีมาบรรจบกัน

ชุมชนชาวอยุธยามีหลากหลายวัฒนธรรมมาก มีวัดเยอะ แต่ในขณะเดียวกัีนก็มีมัสยิดและโบสถ์สวยๆ เราล่องเรือผ่านวัด ซึ่งพื้นที่โดยรอบถูกกัดเซาะมาก จนต้องรื้อโบสถ์จนเหลือแต่องค์พระประธานองค์เดียว เพื่อสร้างกำแพงสูง 2 เมตรเพื่อป้องกันการกัดเซาะ เท่ากับต้อง "รื้อวัด" กันทีเดียว สาเหตุก็คือ น้ำที่กัดเซาะแรงและเร็ว ปกติน้ำนั้นกัดเซาะชายฝั่งอยู่แล้ว แต่กิจกรรมและการใช้ประโยชน์จากที่ดินของมนุษย์ทำให้การกัดเซาะรุนแรงและรวดเร็วขึ้น

วันนี้กรีนพีซร่วมกับอบจ. สำนักทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และเทศบาลพระนครนครศรีอยุธยา พายเรือในคลอง 2 คลอง คือ คลองคูเมือง และคลองบางขวด และขี่จักรยานรอบกรุงเก่า เพื่อเก็บขยะ สถานที่เปิดงานอยู่หน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติจันทร์เกษม อีกชื่อหนึ่ง คือ จันทร์เกษมหรือวังหน้า ซึ่งสร้างในสมัยสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชประมาณ พ.ศ. 2120 โดยมีพระราชประสงค์เพื่อให้เป็นที่ประทับของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช

เริ่มงานด้วยนายวิทยา ผิวผ่อง ผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ และว่าที่ ร.ต.สมทรง สรรพโกศลกุล นายกเทศมนตรีนครพระนครศรีอยุธยา กล่าวเปิดงาน และ นายพลาย ภิรมย์ ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านสารพิษ กล่าวรายงานถึงวัตถุประสงค์ของการพายเรือรณรงค์ครั้งนี้

พายเรือสร้างรอยยิ้มให้เจ้าพระยาถึงอยุธยาแล้ว Greenpeace activists canoe to Ayuthayaตอนเปิดงานมีน้องนักเรียนใส่ชุดดรัมเมเยอร์ที่ทำจากถุงพลาสติกและกล่องนมเสีย ด้วย รู้มาว่าจังหวัดอยุธามีโครงการรีไซเคิล ที่ประสบความสำเร็จมาแล้ว 2 โรงเรียน และจะเชิญให้อีก 59 ชุมชนในเขตเทศบาลเข้าร่วม โครงการรีไซเคิลได้องค์กรซีด้า ซึ่งเป็นองค์กรสิ่งแวดล้อมของแคนาดา ส่งเงินมาช่วยเหลือจำนวนหนึ่ง รวมถึงได้นักศึกษาปริญญาโทจากสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชียมาช่วยเหลือด้วยตนเอง ประสบความสำเร็จถึงขนาดที่ประเทศแคนาดา บังคลาเทศ มัลดีฟ และ เนปาล มาขอดูงานกันเลยทีเดียวนะ

ผู้ว่าฯ กล่าวว่า "การล่องเรือเป็นต้นแบบของการรณรงค์เพื่ออนุรักษ์แหล่งน้ำ อยุธยาเป็นมรดกโลก สิ่งแวดล้อมด้านต่างๆ รวมถึงแหล่งน้ำจึงควรได้รับการรักษา โครงการนี้เป็นโครงการที่ดี ขอให้ประสบความสำเร็จ และขอให้ทุกภาคส่วนร่วมมือกันทำอยุธยาให้สะอาด ให้สมกับที่เป็นมรดกของโลกต่อไป โดยนำความตั้งใจและห่วงใยของกรีนพีซ เพื่อสร้างจิตสำนึกต่อไป"

ส่วนนายกเทศมนตรีฯ กล่าวว่า "ผู้คนไม่ค่อยเข้าใจว่า วิถีชีวิตประจำวันของคนเป็นพิษต่อสายน้ำ การอาบน้ำ ซักผ้า ล้างจาน มีส่วนสร้างมลพิษในน้ำทั้งสิ้น การรณรงค์ครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ขอให้คิดใหม่ ทำใหม่ว่าเป็นหน้าที่ของทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเอกชน ราชการ คนท้องถิ่น ถ้าทุกคนคิดว่าเป็นเรื่องของทุกคน อบจ. และ อบต. ก็จะทำงานได้ดีขึ้น เรื่องขยะ น้ำเสีย และมลพิษนั้น ถ้าทุกคนช่วยกัน เราก็จะมีทรัพยากรธรรมชาติใช้ไปนานๆ วันนี้เป็นวันเริ่มต้นของการรักษาแหล่งน้ำสืบต่อไปในอนาคต"

ท่านนายกเทศมนตรีฯ พูดถูก แต่ท่านลืมเน้นว่า น้ำเสียจากชุมชนไม่มีความเป็นพิษ และแก้ไขได้ง่ายโดยการบำบัด แต่น้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมที่ไม่ใช้เทคโนโลยีในการผลิตที่สะอาด และเกษตรกรรมที่ใช้สารเคมีที่ถูกฝนชะล้างยาฆ่าแมลงและยาฆ่าวัชพืชลงในแหล่งน้ำ เป็น 2 ตัวการหลักที่สร้างความเป็นพิษ และเป็นมลพิษที่อันตรายกว่าน้ำเสียจากชุมชนที่ไม่มีพิษ ซึ่งเป็นปัญหารอง โรงงานในอยุธยาหนาแน่นกว่าที่นครสวรรค์ ชัยนาท สิงห์บุรี และ อ่างทอง ที่เราใช้เวลาพายเรือแคนูผ่านมา 5 วัน (22-26 พ.ค.)

นายพลายภิรมย์กล่าวย้ำความคิดนี้ในการเปิดงาน ดังนี้

"ประเทศไทยประสบปัญหาหลายด้าน รวมถึงด้านมลพิษทางน้ำ ซึ่งจะทำให้เกิดวิกฤตชีวิต น้ำทิ้งจากโรงงานอุตสาหกรรม และสารเคมีเกษตรจากพื้นที่เพาะปลูก เกิดจากผลประโยชน์เพื่อปัจเจกบุคคล แทนที่จะเป็นประโยชน์แก่ประชาชนอย่างเท่าเทียมกัน มลพิษจากสารพิษในแม่น้ำเจ้าพระัยา และสัตว์น้ำที่ลดลง ส่งผลต่อผู้คนนับล้าน จึงเป็นหน้าที่ของทุกคนที่จะต้องปกป้อง และกระตุ้นให้ตระหนักในการอนุรักษ์และร่วมฟื้นฟู"

ภาครัฐของอยุธยาได้รับสาน์สจากเราแล้ว

เมื่อพิธีการเสร็จ พวกเราส่วนหนึ่งพายเรือสู่คลองคูเมืองและคลองบางขวด อีกส่วนหนึ่งขี่จักรยานรอบกรุงเก่า เพื่อเก็บขยะ และรณรงค์สร้างจิตสำนึกให้ปกป้องแหล่งน้ำจากสารพิษ ขยะที่ฉันเก็บได้ ได้แก่ ถุงขนม ถุงใส่กับข้าวเหลือเน่าแล้ว แผ่้นพลาสติกห่อผ้าอนามัย ถุงพลาสติกใส่ผ้าอ้อมใช้แพายเรือคืนรอยยิ้มให้เจ้าพระยาถึงอยุธยาแล้ว Greenpeace activists canoe to Ayuthayaล้ว เศษกระสอบพลาสติก เชือกฟาง เชือกพลาสติกแข็ง ถุงพลาสติกทั้งเก่ามากและใหม่ กล่องโฟม โฟมแผ่นแบบอ่อนสำหรับห่อของแผ่นใหญ่ๆ รองเท้าแตะ กระดาษห่อข้าว นี่เป็นประเภทของขยะที่เรือของฉันเก็บได้ เรือของคนอื่นๆ คงมีขยะประเภทอื่นๆ อีก

การพายเรือเป็นประสบการณ์ใหม่ของฉัน และสนุก เพราะได้สัมผัสกับน้ำที่สร้างความสดชื่น และได้ชมบ้านเรือนริมน้ำซึ่งเป็นชีวิตความเป็นอยู่อีกรูปแบบ ที่น่าอยู่ไปอีกแบบ แม่น้ำให้ทัศนคติอีกมุมมองในเรื่องการท่องเที่ยว ปกติพวกเราท่องเที่ยวทางบก แต่พอได้นั่งบนเรือพายไม้ของชาวบ้าน พบว่า บรรยากาศสวยงามกว่าการเที่ยวบนบก ทัศนียภาพเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ส่วนใหญ่ผู้ที่นั่งริมน้ำเป็นคนชรา เป็นไปได้ว่าคนชรา่ผูกพันกับน้ำ นอกจากนี้ไม่มีคนใดที่เรามองไปแล้วไม่ยิ้มให้ เห็นฟันหลอๆ ดูแล้วประทับใจ

การเก็บขยะครั้งนี้ไม่ใช่เพื่อรณรงค์ให้คนไม่ทิ้งขยะแต่เพียงอย่างเดียว แต่เรามาส่งสาน์สถึงหน่วยงานภาครัฐ ประชาชนชาวอยุธยา และประชาชนทั่วประเทศ ให้ร่วมกันปกป้องแหล่งน้ำจากสารเคมีอันตรายที่ถูกปล่อยจากโรงงานอุตสาหกรรม และเกษตรกรรม ขยะเปรียบเสมือนการสร้างภาพให้เรารู้สึกไม่สบายใจ เพราะเป็นสิ่งที่พวกเรามองเห็นได้ อย่างไรก็ดี ขยะมีความเป็นพิษน้อยกว่าขยะที่ไม่สามารถมองเห็นได้ และไม่ให้ภาพที่น่าขยะแขยง และยังเก็บไม่ได้อีก นั่นคือ ขยะจากโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งก็คือน้ำทิ้งที่มีสารเคมีมีพิษ ขยะนี้เก็บไม่ได้ เว้นแต่ภาครัฐและโรงงานอุตสาหกรรมต้องจัดการแก้ไข

หากรูปในบล็อกนี้ไม่พอ ดูสไลด์โชว์เต็มๆ ได้ที่นี่

วันนี้เราจะพายเรือต่อไปในอยุธยา พรุ่งนี้จะเข้าปทุมธานีและนนทบุรี จากนั้นวันสุดท้ายของการพายเรืออันทรหดจะสิ้นสุดลงที่กรุงเทพฯ ในวันศุกที่ 29 พฤษภาคม ซึ่งจะมีการแถลงข่าวเกิดขึ้น ฉะนั้นการเขียนบล็อกยังไม่จบ โปรดติดตา่ม แต่ก่อนอื่น โปรดช่วยเราทำบางอย่าง โดยไปที่ http://www.greenpeace.org/seasia/th/take-action-for-river เพื่อมีส่วนร่วมกับการพายเรือโดยไม่ต้องออกแรงพาย


ขยะบางส่วนที่เก็บได้จากคลองคูเมือง

0 ความคิดเห็น  

สิงห์บุรีและอ่างทองมีโรงงานเยอะกว่า ขณะที่เราแล่นสู่เจ้าพระยาตอนล่าง

Brief แปลว่า สั้น ๆ ตรงประเด็น แต่ที่ประชุมอาจคิดว่า Briefing แปลว่า การประชุม หรือการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ทำให้เกิดการแพ่มแบบ No limit ในวงประชุม ผลที่ได้ก็คือความอ่อนล้าจากการนอนอย่างไม่เพียงพอ จึงตื่นมาแบบมึนๆ มาเป็นฝีพายคู่กับฟาน (อีกแล้ว) กับทีมคู่อันนีมูนจากสุราษฎร์ วันนี้เป็นวันแรกที่พวกเราจัดระบบการพายเป็นสามกะ กะแรกหกโมงถึงเก้าโมงเช้า กะที่สองเก้าโมงถึงเที่ยง ส่วนกะที่สามบ่ายโมงถึงสี่โมงเย็น

ที่สิงห์บุรี ตามลำน้ำพบยอดักจับสัตว์น้ำ และกระชังเลี้ยงปลาเป็นระยะ มีชาวบ้านตกปลา สิงห์บุรีมีโรงงานจำนวนมาก

“พี่ๆ เห็นโดมตรงนั้นปะ ตั้งแต่พายมาผมเพิ่งจะเห็นสุเหร่า” ฟานออกความเห็น

“เหรอ แต่พี่ว่าโดมมันแปลก ๆ นะ มันไม่่ค่อยเหมือนหัวหอมเท่าไหร่”

เราเถียงกันสักพักจนประเด็นนี้ตกไปเมื่อพวกเราเห็นไม้กางเขนตั้งอยู่บนยอดโดม

“พี่เชื่อแล้วละว่าเราไม่เคร่ง” ผมรีบกัด

เก้าโมงตรงทีมคู่ฮันนีมูนกลับขึ้นเรือ โดยแก้วกับโยย่นลงมาพายแทน ส่วนลำผมได้กวางลงมาพายแทนฟาน ช่วงแรกพวกเราเห็นเงาตะคุ่มลอยส่ายไปมาอยู่กลางน้ำ พวกแราแอบหลอนนึกว่าเป็นงู ต้องพายไปใกล้ๆ ถึงรู้ว่าที่แท้มันเป็นทุ่นแสดงเขตน้ำตื้นที่ทำจากขวดน้ำ ทีมผมพายตามไม่ค่อยทัน จึงใช่แผนบังทองในสามก๊กหลอกให้อีกทีมเอาเรือมาผูกติดกันเป็นแพ ก็มันส์ไปอีกแบบ

เช้านี้พี่วินัยช่างภาพไม่ได้ลงมาเล่นบทผู้กำกับ เนื่องจากยังคงเหนื่อล้าจากการทำ Presentation ให้กับพี่น้ำหัวหน้าเจ้าหน้าที่รณรงค์ ซึ่งจะต้องเดินทางไปต่างประเทศด้วยภารกิจด่วน

ช่วงบ่ายพี่แป๋งหัวหน้าทีมเรือของกรีนพีซ ในประเทศไทย กับเดียวลงมาพายแทนผม ซึ่งหลับเป็นศพอยู่บนเรือ อาจเป็นเพราะว่าใกล้ราชธานีเก่าอ่างทองจึงมีวัดสวยๆ อยู่ริมน้ำมากมาย ที่นี่ดูมีความเจริญทางวัตถุมากกว่าเส้นทางเมื่อวาน และแน่นอนมลภาวะย่อมตามมา พวกเราได้กลิ่นน้ำเสียในบริเวณโรงงานอุตสาหกรรมเป็นบางช่วง ชาวบ้านบอกว่าจะแย่กว่านี้อีกหากพวกเราผ่านมาในเวลากลางคืนที่โรงงานต่างๆ มักแอบปล่อยน้ำเสีย โรงงานที่ใหญ่ที่สุด คือ โรงงานทอผ้า ที่ผลิตเส้นใย Viscose Staple ที่ก่อมลพิษแก่พื้นที่ชุมชนโดยรอดมาหลายปี และส่งกลิ่นเหม็น ขณะล่องเรือผ่านโรงงานแห่งนี้กำลังปล่อยน้ำเสีย พายเรือไปพบโค้งน้ำที่ถูกน้ำกัดเซาะ จึงมีการสร้างเขื่อนทั้ง 2 ฝั่ง เพื่อป้องกันน้ำกัดเซาะชายฝั่ง พบกระชังปลาเป็นระยะ อ่างทองมีเกาะแก่งเยอะกว่าสิงห์บุรี ทำให้พายเรือลำบากกว่า

งานเข้าอีกครั้งทันที่พี่วินัยหายเมาขี้ตา

“พี่อยากได้รูปพวกเราพายเรือผ่านโรงงานนี้ ช่วยพายเรือกลับไปใหม่”

ถ่ายรูปเสร็จไม่นาน เรือของแก้วกับโยย่นก็รั่วๆ จนต้องเอามาปะที่เรือใหญ่

เย็นนี้พวกเราจอดเทียบท่าที่วัดท่าการ้อง ซึ่งเป็นวัดโบราณอันมีลักษณะเด่นคือพระประธาน มีโอสถ์ยิ้ม เรากินข้าวเย็นริมน้ำก่อน Debriefing ก่อนแยกย้ายกันเข้านอน ด้วยความที่กลัวจะนอกประเด็นและยืดยาวจึงไม่ได้บอกเพื่อน ๆ ว่า Briefing แปลว่าอะไร...ก็มันง่วงนี่หน่า

เราเดินทางผ่านวีถีชีวิตริมน้ำอันงดงาม รอยยิ้มมากมาย และการโบกมือทักทาย ตลอดทางที่เราผ่าน

ถึงอยุธยาแล้ว และจอดค้างคืนที่นี่









0 ความคิดเห็น  

อุปสรรค ความอดทน และ ความสุข ที่ชัยนาท

การล่องเรือวันนี้ถือว่าพิเศษกว่าทุกวันเพราะพวกเราจะต้องผ่านเขื่อนเจ้าพระยา ซึ่งกั้นแม่น้ำให้เป็นสองระดับ “ช่างเหมือนชนชั้นในสังคมไทยเสียนี่กระไร” หนอนบล็อคอุทาน “แต่พวกเราจะผ่านไปได้ไงเนี่ย”

เขื่อนจะมีสองประตูด้านต้นน้ำและปลายน้ำ ตอนแรกเจ้าหน้าที่สูบน้ำเข้ามาระหว่างประตูเขื่อน จนมีระดับเท่ากับความสูงของน้ำเหนือเขื่อน จากนั้นประตูด้านบนจึงเปิดต้อนรับพวกเราพร้อมกับทุ่งผักตบที่ยาวหลายปีแสงมาเป็นประจักษ์พยาน (Bare Witness?) ในการเดินทางของพวกเราครั้งนี้ แต่ปัญหาคือพวกเราจะฝ่าทุกผักตบชวานี้ได้อย่างไร หันไปถามโยยน หัวหน้าทีมเรือจากดินแดนถิ่นกำเนิดผักตบว่าจะทำไงดี โยย่นจึงใบ้หวย...เอ้ย บอกใบ้ด้วยการหันไปที่น้องแก้ว (ฟันกระแต) ทุกคนจึงร้องอ๋อทันที แต่ถ้าจะให้แทะผักตบจนหมดอาจจะดูโหดร้ายไปซักนิด พวกเราจึงแก้ปัญหาด้วยการให้เรือใหญ่ลากเรือคายักและเรือยางพี่เลี้ยงฝ่าดงผักตบ ทว่า

“แบบนี้มันไม่ใช่อะครับ” พี่วินัยช่างภาพประจำกรีนพีซ ออกความเห็นแกมบังคับ “ภาพที่จะออกสู่สาธารณชนมันไม่ควรจะเป็นแบบนี้ เราจะต้องแสดงถึงศักยภาพของคนและเรือยางในการเดินทางแบบสะเทิ้นน้ำสะเทิ้นบก พี่อยากได้ภาพพวกเราพายเรือลุยผักตบแล้วแบกเรือข้ามเขื่อนไป” พี่วินัยเล่นบทผู้กำกับ ก่อนกำกับให้ผมเป็นกำกับการจราจรในน้ำ ซึ่งก็คือการลงไปแหวกผักตบนั่นเอง งานเข้าอีกแล้ว!

รออีกซักพักกว่าน้ำจะได้ระดับที่เรือใหญ่ของเราวิ่งผ่านไปได้ พร้อมกับความระทึกว่าหลังคาเรือจะชนกับเพดานเขื่อนหรือไม่

ฝีพายวันนี้ประกอบด้วย ฟาน คู่กับพลาย (เจ้าหน้าที่รณรงค์ที่ซุ่มซ้อมจนไม่มีใครเคยเห็นอีกเช่นกัน) ส่วนอีกทีม ยังคงเป็นเดียวกับผึ้ง (ทีมคู่ฮันนีมูนจากสุราษฎร์) ที่พายทิ้งห่างคู่แรกแบบไม่เห็นใจช่างภาพ พวกเราได้ทักทายและแจกคู่มือ “คืนรอยยิ้มสู่สายน้ำ เจ้าพระยาปลอดมลพิษ” ให้กับชาวบ้านตลอดการเดินทางในวันนั้น ผมสังเกตว่าชาวบ้านหลายคนมักเดินขึ้นฝั่งเวลาที่พวกเราเข้าไปใกล้ อาจเป็นเพราะพวกเขาคิดว่าพวกเราเป็นเจ้าหน้าที่รัฐจึงรู้สึกอึดอัดเวลาที่พวกเราพายเรือผ่าน

ก่อนเที่ยงพี่สุรเชษฐ์ช่างภาพประจำกรีนพีซมากระซิบบอกผมว่า “พี่อยากได้ภาพเรือที่ถ่ายจากบนสะพาน ผมจึงวิทยุไปถามทีมเรือ Water Patrol ว่าข้างหน้ามีสะพานข้ามแม่น้ำหรือไม่ เมื่อได้รับการยืนยันพวกเราจึงบึ่งเรือยางพี่เลี้ยงนำหน้าไปก่อน ด้วยความที่มาจากเรือยาง และเพื่อความปลอดภัย (กลัวถูกรถชน) หรือเพื่อความขบขันของคนรอบข้าง (ตาม concept คืนรอยยิ้มสู่สายน้ำ) พวกเราจึงวิ่งเท้าเปล่าพร้อมสวมชูชีพวิ่งขึ้นสะพานด้วยท่าเปรตบนกะทะทองแดง (ก็มันร้อนนี่หน่า) ภาพช็อตนั้นแทบจะแลกมาด้วยกีบเท้าของพวกเราเลยทีเดียว

ช่วงบ่าย ภาพ (เจ้าหน้าที่ระดมทุนที่ทิ้งงานแบงค์มาทำงานเพื่ออุดมการณ์กับกรีนพีซ) กับผมลงมาพายแทนคู่ของพลายกับฟาน ภาพจัดว่าพายได้ไม่เลวทั้งๆ ที่ไม่ได้ซ้อมกับพวกเรามาก่อน

ตกบ่ายพวกเราพายถึงวัดหัวว่าว จังหวัดสิงห์บุรี ซึ่งตรงหลังวัดมีหาดเล็กๆ ให้พวกเราได้ลงไปผ่อนคลายอิริยาบถได้เป็นอย่างดี พวกเราอาบน้ำในแม่น้ำเช่นเดียวกับเมื่อวาน เดี่ยวกับผึ้งเล่น “กุ้งดีด” (กระโดดตีลังกากลับหลังโดยเหยียบไหล่เพื่อน) อย่างสนุกสนาน เมื่อตัวสะอาดแบบตุตุพวกเราก็แยกย้ายไปนอนให้ยุงหามเล่น ส่วนเพื่อนบางส่วนออกมาเฝ้าเวร ซึ่งเพิ่งเริ่มทำในคืนนี้

ช่วงค่ำๆ ชาวบ้านแถบนั้นเดินมาหากรีนพีซที่เรือ และร้องเรียนว่าโรงงานกระดาษใกล้ๆ ปล่อยน้ำเสียลงเจ้าพระยา

- ขวัญ

1 ความคิดเห็น  

พยายามมาแล้วถึง 3 วัน

ผ่านไป 1 วันครึ่ง ก็พ้นนครสวรรค์ ถึงชัยนาท จอดแวะที่วัดมะขามเฒ่า เพื่อไหว้พระ และแจกแผ่นพับการรณรงค์ให้แก่ประชาชนผู้แวะเวียน จากนั้นเดินไปสักนิด มีตลาดเล็กๆ พลายและขวัญนำทีมเดินทักทายชาวบ้านและแม่ค้า ถามไถ่ถึงวิถีชีวิตที่ต้องพึ่งพาน้ำ ชาวบ้านกล่าวว่าตนมีบ้านอยู่ริมน้ำ จึงผูกพันกับแหล่งน้ำ และขอให้กรีนพีซช่วยอนุรักษ์ เพราะไม่ต้องการให้มีโรงงานอุตสาหกรรมมาสร้างริมน้ำ

หลังจากพบปะประชาชน กรีนพีซจัดเสวนากับกลุ่มอนุรักษ์ต้นน้ำท่าจีนตอนบน เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์เกี่ยวกับน้ำ ปัญหาแหล่งน้ำ และวิธีแก้ไข สรุปความได้ว่า ปัญหาของแม่น้ำท่าจีนตอนบน คือ ผักตบชวาที่เติบโตรวดเร็วมาก และไม่มีใครช่วยกำจัด ทำให้อุดตันในแม่น้ำลำคลอง ส่วนน้ำเสียจากเกษตรกรรมมีอยู่บ้าง อย่างไรก็ตามคุณภาพน้ำในแม่น้ำท่าจีนยังดีอยู่ ปลอดมลพิษ (แม่น้ำท่าจีนแยกสายมาจากแม่น้ำเจ้าพระยา จุดเชื่อมต่ออยู่ที่ชัยนาท) น่ายินดีอย่างยิ่งที่แม่น้ำเจ้าพระยาตอนบนและแม่น้ำท่าจีนมีคุณภาพน้ำที่ดี เพราะไม่มีโรงงานอุตสาหกรรม

พายเรือตามลำน้ำเจ้าพระยาในชัยนาท  คุณภาพน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาในจังหวัดชัยนาทมีคุณภาพดี  ไม่แตกต่างจากในนครสวรรค์

คุณภาพน้ำของแม่น้ำเจ้าพระยาในจังหวัดชัยนาทมีคุณภาพดี ไม่ต่างจากจังหวัดนครสวรรค์ ในช่วงฝนตกน้ำจะมาก สะอาด และมีสีขุ่น ส่วนหน้าแล้งมีสีเขียวใส และสะอาดเช่นกัน เพราะยังเป็นต้นน้ำซึ่งมีชุมชนไม่หนาแน่น และมีไม่มีโรงงานอุตสาหกรรม ตอนเช้าวันที่ 3 ฝีพายพายเรือแคนูมาถึงเขื่อนชัยนาท ที่ต้องพบอุปสรรค คือ ผักตบชวาที่หนาแน่น ผักตบชวาเติบโตและขยายตัวรวดเร็วในน้ำนิ่ง ฝีพายต้องพายเรือฝ่าผักตบชวาบริเวณที่ไม่หนาแน่นเข้าสู่ประตูน้ำข้างเขื่อน จากนั้นแบกเรือแคนูขึ้นฝั่ง เพราะผักตบชวาเยอะจนไม่เหลือช่องว่าง ทางหน่วยงานเปิดประตูน้ำให้เรือของเราผ่านไป น้ำหลังเขื่อนสะอาด คุณภาพดีกว่าส่วนอื่น เพราะฝนตกมาก โดยเฉพาะช่วงหลังเขื่อนตอนต้น อย่างไรก็ดีจา่กการถามชาวบ้าน น้ำบางช่วงในชัยนาทมีสีเขียว เพราะเป็นน้ำเสีย

บรรยากาศการพายเรือในแม่น้ำเจ้าพระยาในชัยนาท น่าอภิรมย์เช่นในนครสวรรค์ เพราะน้ำสะอาด ปราศจากกลิ่น ยกเว้นกลิ่นอายความสดชื่น

วันนี้ทีมเรือพายนอนที่สิงห์บุรี พรุ่งนี้จะมาเล่าว่าชาวบ้านสิงห์บุรีแวะมาหากรีนพีซเรื่องอะไร

- ดูภาพสไลด์ความแข็งขันและอดทนของฝีพาย ซึ่งต้องใช้กำลังกายที่มากมายยิ่งนัก

- มีส่วนร่วมกับฝีพาย

1 ความคิดเห็น  

ความครึกครื้นที่ไม่สูญเปล่า

บรรยากาศที่จุดเริ่มต้นของแม่น้ำเจ้าพระยาที่ปากน้ำโพ ที่มีพิธีเปิดงานโครงการ "คืนรอยยิ้มสู่สายน้ำ เจ้าพระยาปลอดมลพิษ" สวยงาม ตลิ่งทรายกว้าง แม่น้ำกว้างและใส สองฝั่งน้ำเขียวขจี เด็กๆ ลงว่ายน้ำชุ่มฉ่ำใจ

ปากน้ำโพ มีแม่น้ำ 4 สายที่ไหลมารวมเป็น 2 สาย (ปิงและวังรวมเป็น 1 สาย และ ยมและน่าน อีก 1 สาย) จากนั้นแม่น้ำ 2 สายที่ประกอบด้วย 4 สาย รวมเป็นต้นน้ำเจ้าพระยา ณ ที่นี้ ด้านปิงและวังน้ำออกสีน้ำตาล เพราะตะกอนใต้พื้นน้ำเป็นโคลน ด้านยมและน่านน้ำออกสีเขียว เพราะตะกอนใต้พื้นน้ำเป็นทราย

แม่น้ำเจ้าพระยามีตำนานว่า "เจ้าพระยาทั้ง 4 " ได้สละชีวิตปกป้องเมืองพระบาง ซึ่งเป็นเมืองหน้าด่านตอนใต้ของสุโขทัย จนแม่น้ำสายนี้ได้ชื่อว่า "แม่น้ำเจ้าสี่พระยา" แต่หลังจาก 500 ปี คำว่า "สี่" ก็จางหายไป เหลือแต่ "เจ้าพระยา"

ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ได้กล่าวเปิดงาน ดังนี้

'แม่น้ำเจ้าพระยาเป็นเส้นเลือดหล่อเลี้ยงชาวปากน้ำโพตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เราทุกคนผูกพันกับแม่น้ำเจ้าพระยา และต้องตอบแทนคุณ โดยรักษาความอุดมสมบูรณ์ของแม่น้ำให้ยั่งยืน เพื่อสร้างอนาคตให้แก่ลูกหลาน เราต้องช่วยกันรักษาแหล่งน้ำให้ปลอดจากมลพิษ สารพิษจากบ้านเรือน โรงงานอุตสาหกรรม และเกษตรกรรม เป็นแหล่งก่อมลพิษทางน้ำ และส่งผลต่อคุณภาพน้ำ นอกจากภาครัฐและองค์กรอิสระ ยังเป็นหน้าที่ของทุกคนที่ต้องช่วยกัน เพราะถ้ายังปล่อยสารพิษต่อไป คุณภาพน้ำจะเหมือนเจ้าพระยาตอนล่าง'

ส่วนท่านนายกเทศมนตรีนครนครสวรรค์ได้กล่าวว่า

'ภาคเหนือตอนล่างมีอารยธรรมของคนลุ่มน้ำ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และ ประเพณี ชาวปากน้ำโพรักษาสิ่งที่ดีงามมาตั้งแต่บรรพการ มีุชุมชนจัดตั้งดูแลอารยธรรมเหล่านี้ นอกจากนี้ที่ปากน้ำโพยังมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ได้แก่ ศาลเจ้าพ่อเทพารักษ์ และศาลเจ้าแม่ทับทิม ทำให้พื้นที่นี้มีพลังศักดิ์สิทธิ์ ผู้คนต่างเคารพสักการะ เจ้าพระยาช่วงนครสวรรค์อยู่ในเกณฑ์ปลอดภัย อย่างไรก็ดีเราควรต้องรักษา เพราะสารเคมีในปุ๋ยและดินในแปลงเกษตร เมื่อฝนตก จะถูกชะล้างลงสู่แม่น้ำ ส่งผลต่อสัตว์น้ำ และน้ำกินน้ำใช้ อบต. และ อบจ. เห็นความสำคัญ โดยจะเร่งรัดเรื่องกฎหมาย ส่วนในเรื่องชุมชน เช่น ผู้อาศัยบนแพ จะสร้างความตระหนัก ความรู้ความเข้าใจ และสร้างชุมชนที่เข้มแข็ง รวมถึงสร้างความตระหนักและความเข้าใจให้แก่นักเรียน นักศึกษา และสนับสนุนกิจกรรมต่างๆ ทั้งหมดนี้จะทำให้เกิดผลสัมฤทธิ์ยั่งยืน พวกเราต้องช่วยกันงดเว้นการปล่อยน้ำเสียที่มีสารเคมี สนับสนุนอุตสาหกรรมสะอาด และในอนาคตสามารถสนับสนุนเกษตรกรรมอินทรีย์ปลอดสารพิษ เราต้องมุ่งมั่นรณรงค์รักษาให้สิ่งแวดล้อมทางน้ำยั่งยืนตลอดไป'

คำกล่าวของท่านทั้งสองแสดงชัดเจนว่าภาครัฐเห็นพ้องกับกรีนพีซในเรื่องการหยุดการปล่อยสารพิษจากโรงงานอุตสาหกรรม และแปลงเกษตรที่ใช้สารเคมี ท่านนายกเทศมนตรีได้กล่าวสนับสนุนเกษตรกรรมอินทรีย์ด้วย ซึ่งเป็นเรื่องน่ายินดีอย่างยิ่ง เพราะเกษตรกรรมอินทรีย์เป็นวิถีที่เปลี่ยนจากการใช้สารเคมีสู่การเกษตรธรรมชาติที่ไม่มีผลอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม สิ่งมีชีวิต และแหล่งน้ำ

เราได้รับคำมั่นจากภาครัฐของนครสวรรค์แล้ว และจะพยายามหาทางผลักดันและทำงานร่วมกันต่อไป

นอกจากนี้คุณครูได้กล่าวกับนักเรียนจำนวนไม่น้อย ได้อย่างน่าปลาบปลื้ม "สิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องของส่วนรวม เราควรมีจิตสำนึก บอกต่อพ่อแม่พี่น้องเพื่อนฝูง สิ่งแวดล้อมในปัจจุบันเต็มไปด้วยมลพิษ หากไม่ช่วยกันดูแลรักษา จะไม่มีธรรมชาติที่สวยงาม ทำให้คนและสัตว์ทั้งหลายล้มป่วย นักเรียนควรคิดโครงการเชิงวิชาการเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม"

งานเปิดตัวกิจกรรมในวันนี้ไม่มีแต่เพียงความครึกครื้น แต่ยังมีสาระ ภาครัฐสนับสนุนเรา นักเรียนหลายร้อยคนที่ต้นน้ำร่วมเขียนข้อความส่งสาน์สสู่ประชาชนปลายน้ำ เราจุดประกายการเริ่มต้นความเปลี่ยนแปลงต่อแหล่งน้ำ สร้างความตระหนัก และให้ความรู้แก่นักเรียน ซึ่งเป็นวัยที่มีพลังในการทำสิ่งดีๆ และประชาชนชาวนครสวรรค์ รวมถึงประชาชนทั่วประเทศ

กรีนพีซเดินทางรณรงค์โดยพายเรือแคนูจากนครสวรรค์ แวะจุดที่ 2 ณ ชัยนาท เพราะมีน้ำใช้เพื่อการเกษตรและการประมง รวมถึงมีเขื่อน เราจะผ่านสิงห์บุรี อ่างทอง และแวะอีกจุดที่อยุธยา สถานที่ที่แทบจะถูกถอดถอนชื่อออกจาการเป็นมรดกโลก เพราะมีตึกรามบ้านช่องระเกะระกะ น้ำเสีย และ อากาศเริ่มเป็นมลพิษมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เมืองสวยงามเริ่มมีสภาพแย่ลง แม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ได้แก่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี สมุทรปราการ กรุงเทพฯ มีสภาพเสื่อมโทรมมาก เนื่องจากน้ำเสียจากชุมชนที่เกิดจากความหนาแน่นของประชากร โรงงานอุตสาหกรรมที่หนาแน่น และเกษตรกรรมที่ใช้สารเคมีมาก

การเดินทางด้วยเืรือแคนูตามลำน้ำเจ้าพระยาช่วงนครสวรรค์ 1 วันครึ่ง เป็นไปด้วยดี ในความหมายคือ น้ำใส หายใจเอากลิ่นธรรมชาติของแม่น้ำแล้วสดชื่น สองฝั่งน้ำมีป่าเขียวขจี ธรรมชาติอันสดชื่นโอบล้อมพวกเราไว้ แต่พวกเราก็พบสิ่งไม่ดีเช่นกัน ปลาตาย กล่องโฟมที่ลอยน้ำ ขยะแพใหญ่ พวกเราต้องใช้แรงใจกันมาก พวกเราอาสาสมัครพายกันตั้งแต่ 6 โมงเช้า ถึง 4 โมงเย็น โดยมีฝีพาย 6 คน ที่สลับกันพายเรือ 2 ลำ ลำละ 2 คน รวมเจ้าหน้าที่กรีนพีซบางคนที่ขอร่วมด้วยบางช่วง เราเก็บขยะตลอดเส้นทาง ทั้งในน้ำและริมฝั่ง พูดคุยกับชาวบ้าน เพื่อรณรงค์ให้รักษาแหล่งน้ำ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และสร้างเครือข่าย สำรวจมลพิษเพื่อใช้เป็นข้อมูลรณรงค์ ในบางช่วงของนครสวรรค์พบกระชังปลาที่ชาวบ้านเลี้ยง ยิ่งมีกระชังปลามาก น้ำก็จะมีคุณภาพไม่ดี เพราะอาหารปลาที่ให้ แต่ต้นน้ำมีชุมชนไม่หนาแน่น โรงงานอุตสาหกรรมน้อย น้ำจึงยังไม่เสีย ต่างจากแม่น้ำเ้้จ้าพระยาตอนล่างที่เรากำลังมุ่งหน้าไป

ชมเว็บไซต์เจ้าพระยาปลอดมลพิษ เพื่อไม่ตกข่าว

2 ความคิดเห็น  

ประสบการณ์สนุกปนทุกข์ วันที่ 2 ของการพายเรือเช้าจรดเย็น หนทางยังอีกยาวไกลและลำบาก

“ขวัญ อีกห้านาทีเรือออก” เสียงพี่ท็อปหนึ่งในเจ้าหน้าที่รณรงค์ตะโกนมาแต่ไกล

“ตายแน่...” ขณะที่มือหนึ่งถือจานข้าวมือ อีกข้างกำลังใส่ชูชีพ ปากเคี้ยวไส้กรอก ขาหน้ากำลังก้าวลงเรือยาง

ระหว่างรอกัปตันปล่อยตัว ลุงคนหนึ่งเดินมาที่เรือ

“อ้าวพวกหนูมาจากไหนกัน” ลุงทักมาแต่ไกล หันหน้าไปกำลังจะตอบก็เห็นเป็นกัปตันซะงั้น

นอกจากเจอมุขเรือไม่จอด (ไม่เข้าท่า) ของกัปตันแต่เช้าแล้ว ยังโดนหยอดมุขเข้าอีก

“ทีมคายักอย่าเพิ่งออกเรือ...พี่อยากได้รูปพวกเรากับกระชังตรงนี้ แต่รอให้แดดออกก่อน” พี่วินัยช่างภาพ (Paparazzi) ประจำกรีนพีซ ตะโกนมากำกับจากเรือยาง

กว่าแดดจะออกก็ซัดไปชาติเศษ น้องแก้วที่ลงเรือรคายักกับผม หันมาบอกด้วยแววตาอันมุ่งมั่นว่า “ปล่อยๆ ฉันไปสักที อยากพายใจจะขาดแล้ว” ก่อนพวกเราจะแทบขาดใจด้วยกลิ่นหมาเน่าที่ลอยมา แน่นอนช่างภาพของเราย่อมไม่ปล่อยโอกาสทองให้หลุดลอยไป “ขวัญๆ พายมาใกล้ๆ หน่อย พี่อยากได้ภาพพวกเราตอนกำลังพายเรือผ่านหมาเน่า”........

วันนี้แดดเบากว่าเมื่อวานเล็กน้อย แต่กระแสน้ำไม่ได้ช่วยพวกเราเลย ทีมเรือคู่ผสมของเรา ซึ่งประกอบด้วยทีมเด็กสุราษฎร์ (เดียวกับผึ้ง) และทีมเด็กมหิดล (แก้วกับผม) จึงต้องทำงานหนักมากขึ้น ช่วงแรกเรือผมพายตะกุกตะกักเล็กน้อยเพราะพวกเราไม่เคยพายคู่กันมาก่อน แต่เราทั้งคู่ก็พายไปด้วยกันได้อย่างดี

ช่วงสายเรืออีกลำเปลี่ยนฝีพายโดยพี่น้ำ ผู้จัดการรณรงค์กรีนพีซ ที่เรียกเสียงเกรียวกราวจากอาสาสมัครและพนักงานกรีนพีซ เพราะพี่น้ำเป็นหัวหน้าของชาวกรีนพีซหลายคน ที่ได้ซุ่มซ้อมจนไม่มีใครเคยเห็น กับน้องฟานลงมาเปลี่ยนกับทีมสุราษฎร์ แม้จะเป็นฝีพายใหม่ในเรือลำเดิมแต่ลีลาการพายเป็นเลข 8 และการพายชนตลิ่งนั้นก็ยากยิ่งที่จะเลียนแบบ ข้างทางที่นี่มีวัดมากกว่าเมื่อวาน เรือข้ามฟากมีให้เห็นประปราย ชาวบ้านตกปลาพอมีเห็นบ้าง

ความหิวโหยทำให้พวกเราหยุดพักกลางวันก่อนแวะกราบรูปหล่อหลวงปู่ศุขที่วัดปากคลองมะขามเฒ่า จากนั้นจึงเดินสายพูดคุยและแจกจ่ายเอกสารประชาสัมพันธ์ให้กับชุมชนในตลาดบริเวณวัด นักข่าวจากไทยพีบีเอสมาทำข่าวกิจกรรมของพวกเราด้วย ซึ่งผมได้รับเชิญให้มาเดินคู่กับพลาย (เจ้าหน้าที่รณรงค์ด้านสารพิษและโครงการนี้นั่นเอง) ในการทำภารกิจอันยิ่งใหญ่นี้

เรือยางกลับมาโลดแล่นอีกครั้ง แต่คราวนี้เราจัดกระบวนทัพใหม่ น้องแก้วพายคู่กับเดียว ส่วนผมพายคู่กับฟานที่เมา (เรือ) เป็นนิจ...แล้วฉันจะรอดไหม? พายอยู่ครู่ใหญ่ก็ปวดหนัก ผมอยากจะกระโดดลงช่วยตัวเองในน้ำ แต่เห็นกล้องพี่วินัยตามมาติดๆ เลยต้องอดทนนั่งขนลุกต่อไป น้องแก้วพายเรือเข้ามาช่วยขอชาวบ้านเข้าห้องน้ำ ปัญหาจึงคลี่คลายไปในที่สุด















แสงแดดลอดเมฆในยามเย็น สวยงามจนช่างภาพเข้ามาถ่ายรูปพวกเราท่ามกลางบรรยากาศนี้ ด้วยความที่กลัวจะไม่แนว พี่วินัยกระโดดขึ้นมานั่งบนหัวเรือคายักเพื่อถ่ายรูปพวกเราขณะกำลังพายเรือ “ไม่เป็นไรกล้องพี่มีประกัน” แต่ไม่ทันจะได้ถ่ายพี่วินัยก็ร่วง โชคดีของบริษัทประกันที่ตอนนั้นยังไม่มีกล้องในมือของแก

เรือยางเข้ามารับพวกเราก่อนกลับขึ้นเรือใหญ่ ผมขึ้นมานั่งบนเรือยาง ส่วนฟานยังคงนั่งอยู่บนเรือคายัก ไม่รู้ว่าแดดร้อนหรืออย่างไร อยู่ดีๆ ฟานก็เอาเรือมาครอบหัวให้เรือยางลากไปซะงั้น โชคดีที่ทีมพายทุกคนสวมหมวกกันกระแทกจึงไม่มีรอยขีดข่วนใดๆ บนหน้าของฟาน

ทว่า “ผมจะตายเพราะหมวกนี่แหละพี่ ลากน้ำสุดๆ” ฟานพึมพำก่อนขึ้นเรือยาง

เย็นนี้เรือเทียบท่าที่ชัยนาท พวกเราบางส่วนอาบน้ำในแม่น้ำ บางส่วนขึ้นไปอาบในโรงแรมที่ทีมงานบางส่วนพักอยู่

เราจบวันด้วยอาหารเย็นและการสรุปกิจกรรมเช่นเมื่อวานก่อนแยกย้ายกันไปนอน

- ขวัญ

0 ความคิดเห็น  

วันแรกของการเดินทาง



ตื่นมาแบบตาขวางๆ ด้วยแรงสั่นสะเทือนจากการสวนสนามของเหล่าทีมงานและอาสาสมัคร กำลังจะหันไปต่อว่า แต่พอเหลียวไปเห็นปาท่องโก๋ที่ผู้เสียสละของพวกเราออกไปซื้อก่อนไก่จะตื่นแล้ว ความขุ่นเคืองกลายเป็นความหิวทันที อิ่มการสบายท้องเสร็จ ฝีพายเรือยางของเราก็พายเรือข้ามแม่น้ำไปที่เต็นท์พิธี





ขาไม่ทันจะก้าวพ้นน้ำดี นักข่าวก็กรูมาสัมภาษณ์พวกเราอย่างกับดารา นอกจากสื่อมวลชนและเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มาร่วมงานแล้ว ยังมีน้องๆ จากโรงเรียนต่างๆ มาร่วมงานด้วย แม้พวกเขาจะถูกเชิญ (ครูบังคับ) หรือมาด้วยเหตุผลอันใด แต่นั่นก็ไม่สำคัญเท่ากับว่ากิจกรรมนี้ได้ทำให้พวกเขาตระหนักถึงคุณค่า และภัยคุกคามที่เกิดขึ้นกับแม่น้ำของพวกเขาว่ามากแค่ไหน หลายครั้งที่ผมมักตั้งคำถามว่า การพายเรือจะทำให้แม่น้ำสะอาดขึ้นมาได้อย่างไรจนอยากจะตอบแบบประชดว่า “การพายเป็นการตีอากาศลงน้ำ หากทุกคนมาร่วมกันพายเรือ ก็จะทำให้มีออกซิเจนในน้ำมากขึ้น!”

แม้มันจะจริงบางส่วน แต่แท้จริงแล้วสิ่งที่พวกเรากำลังทำอยู่คืออะไร?

ขอยกตัวอย่างนี้แทนคำอธิบาย

‘กลางดึกคืนหนึ่งในขณะที่ทุกคนกำลังหลับใหล จู่ๆ สัญญาณเตือนภัยก็ร้องดังขึ้น ทุกคนตื่น ผู้คนบางส่วนวิ่งออกจากอาคาร บางส่วนโทรเรียกตำรวจดับเพลิง และบางส่วนช่วยกันดับเพลิง ไฟมอดลง หลังจากนั้นไม่นานความเสียหายเกิดขึ้นน้อยกว่าที่ทุกคนคาด และที่สำคัญไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ’

คุณคิดว่าอะไรคือปัจจัยสำคัญที่ทำให้ทุกคนปลอดภัย?

เช่นเดียวกัน สิ่งที่พวกเราทำ คือ การทำให้ทุกคนตื่นขึ้นมาจากภวังค์ การพายเรือไม่ได้ทำให้น้ำสะอาด หรือการร้องของสัญญาณเตือนภัยก็ไม่ได้ทำให้ไฟดับได้ด้วยตัวมันเอง ทว่าทั้งสองอย่างได้ทำให้ทุกคนได้ตระหนักถึงภัยร้ายที่กำลังเกิดขึ้นกับพวกเขา และสิ่งนี้เองที่ทำให้คนจำนวนหนึ่งลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อปกป้องตัวเขาเอง คนที่เขารัก และชุมชนของเขา

จบจากรายการดาราจำเป็น ขบวนเรือก็เริ่มเคลื่อนออกจากลานพิธี ซึ่งนำโดยนายกองค์กรบริหารส่วนจังหวัด เรือของเรามี 2 ลำ ลำแรกมีกวางกับโยย่น ซึ่งเป็นหัวหน้าทีมเรือของกรีนพีซชาวอินโดนีเซีย และยังเป็นคนสอนเทคนิคการพายให้กับพวกเราด้วย ส่วนอีกลำมีเดียวกับผมเป็นจับกัง เอ้ยฝีพาย ซึ่งทั้ง 4 คน ได้รับการคัดสรรมาแล้ว จะไม่พายเรือวนเป็นวงกลมให้ขายขี้หน้าในงานอย่างแน่นอน

กระบวนเรือเป็นไปอย่างอลังการภายใต้การกำกับของพี่วินัย ที่มักพูดบ่อย ๆ ว่า “เวลาที่กล้องอยู่ในมือแม้ว่าจะเป็นนายกคุณก็สั่งได้” แต่ผมไม่ได้ถามพี่วินัยว่าที่นายกอบจ. ตกเรือนั้นเป็นไปตามคำขอหรือไม่
พายไปไม่นานนักขบวนเรือที่มาส่งก็แยกจากไป เหลือเพียงเรือของพวกเราเพียงสองลำ วันนี้แดดจัดมากถึงมากที่สุด ผมนึกถึงตอนเช้าขณะที่พวกเรากำลังทาครีมกันแดด

“อ้าว กลัวจะดำไปกว่านี้หรือพ่อหนุ่ม” กัปตันหยอดแต่เช้า

“โอ้ย ดำไม่กลัวหรอกครับ...กลัวแต่มะเร็ง” ผมสวนกลับแบบไม่ต้องคิด

“กลัวทำไมหนุ่ม? มันแค่เล็งเฉยๆ...” กัปตันไม่เลิกปล่อยมุขรุ่นพิพิธภัณฑ์

แม้มุขจะดึกไปสักนิด แต่จะมีสักกี่ประเทศที่ผู้คนเป็นมิตรมากเท่านี้

ช่วงบ่ายผมยังคงพายคู่กับเดียวแต่สลับตำแหน่งกันโดยเดียวมาเป็นนายท้ายแทน ส่วนอีกลำมีการเปลี่ยนมือพาย โดยฟานมาพายแทนกวางซึ่งไปทำหน้าที่บนเรือยาง ไม่รู้ว่าจะสงสารหรือสมน้ำหน้าดีที่โยย่นได้ลูกพายเมาเรือมาช่วย แต่ด้วยความเก๋าของหัวหน้าทีมเรืออินโด เขาก็รอดมาได้

สองฝั่งน้ำวันนี้ค่อนข้างเงียบเหงา ต่างจากอยุธยาที่เราซ้อมพายเรือเมื่อวันก่อน ซึ่งจะเห็นชาวบ้านออกมาตกปลาอยู่เกือบตลอดทาง เรือยางมาเก็บพวกเรากลับสี่โมงเย็นเนื่องจากฝนกำลังจะตก ผมรีบอาบน้ำและเปลี่ยนเสื้อผ้า เสื้อไม่ทันจะเหม็น พี่วินัย (ช่างภาพมือเทวดาของกรีนพีซ) ก็เรียกพวกเราลงน้ำอีกครั้งเพื่อถ่ายรูปเรือยางกับฟ้าหลังฝนที่มีรุ้งกินน้ำเป็นฉากหลัง โอว...มันช่างเป็นฉากแห่งนักรบสายรุ้งอย่างแท้จริง แต่วันนี้ฉันไม่ลงน้ำอีกแน่นอน!

เราจบวันด้วยอาหารเย็นจากฝีมือขั้นเทพของนุ่น (แต่มื้อนี้ข้าวนิ่มแฮะ) ต่อด้วยการสรุปกิจกรรมและปัญหา รวมถึงร่วมกันระดมความคิดเพื่อหาทางแก้ไข จากนั้นจึงแยกย้ายกันไปนอน ส่วนผมมาเขียนบันทึกการเดินทางฉบับนี้.....ง่วงมาก

- ขวัญ

ดูภาพสไลด์บรรยากาศของงาน

หรือ ดู 4 อย่างที่คุณทำได้บนอินเตอร์เน็ตตอนนี้เพื่อปกป้องน้ำ

แต่ก่อนอื่น อ่าน ข้อเท็จจริง 4 ข้อ ในหลายแง่มุม ของแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่ออ่านเหตุผลที่ควรปกป้องแม่น้ำสายนี้

หรือ เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการ ว่าเราทำโครงการนี้ทำไม

0 ความคิดเห็น