ยินดีต้อนรับสู่ บล็อกกรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ๆ เราบอกเล่าเรื่องราวความเป็นไป เบื้องหลังการทำงาน ข้อคิด ความคิดเห็น เพิ่มเติมจาก งานที่เราทำ

บันทึกจาก Copenhagen -- 10 I วิกฤตผู้นำ: ทั้งมิอาจ “บรรลุข้อตกลง” และ “เปลี่ยนแปลงแนวโน้มในอนาคต” ได้



หัวค่ำวันศุกร์หนาวจัดมาก หลังจากเข้าร่วมกิจกรรมถ่ายภาพ “Climate Shame” ผมก็ออกจาก Oksnehallen Hall ในเขต Copenhagen’s Vesterbro ซึ่งเป็นสถานที่อีกแห่งหนึ่งของ NGO, ภาคประชาสังคมและกลุ่มผู้สังเกตการณ์ที่ทางกระทรวงการต่างประเทศของเดนมาร์กได้จัดไว้ให้ใหม่เพราะมีการจำกัดจำนวนคนที่จะเข้าไปใน Bella Centre ที่นี่มีทีวีถ่ายทอดสดความเคลื่อนไหวต่างๆ จาก Bella Centre มาด้วย

ผมเดินจากจัตุรัสเมืองไปยังย่านถนนคนเดิน Konges Nytorv และมาหยุดที่ “สถานที่หนึ่งร้อยแห่งที่ควรจดจำก่อนมันจะสูญหายไป” เป็นนิทรรศการภาพถ่ายที่จัดโดยองค์กร CO+Life และ Care เดนมาร์ก เป็นการแสดงภาพสถานที่หนึ่งร้อยแห่งบนโลกที่กำลังเสี่ยงต่อการสูญหายไปภายในช่วงรุ่นลูกรุ่นหลานของเราเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการกระทำของมนุษย์ต่อสิ่งแวดล้อม

ด้านหลังของนิทรรศการกลางแจ้งนี้เป็นป้ายโฆษณาใหญ่บนตึกขององค์กร European Environmental Agency ซึ่งเขียนว่า “เปลี่ยนแปลงแนวโน้มในอนาคต!”(Bend the Trend!)

กราฟบนป้ายโฆษณาแสดงถึงการประชุมสุดยอดที่โคเปนเฮเกนซึ่งเป็นครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ เส้นกราฟแสดงการเพิ่มขึ้นของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกตั้งแต่ปี พ.ศ. 2513 ถึง 2593 และตรงช่วงกลางกราฟมีการทำเครื่องหมายและเขียนว่า “COP 15 วันนี้” แล้วก็มีลูกศรชี้ขึ้น แสดงถึงผลจาก “การไม่ทำอะไรเลย” ซึ่งจะทำให้เราไปสู่หายนะจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และลูกศรชี้ลง ซึ่งแสดงถึง “ดำเนินการลดการปล่อยอย่างเข้มข้นร่วมกัน” ซึ่งจะทำให้การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกไม่มากไปกว่าสององศา และเป็นระดับที่ปลอดภัยที่นักวิทยาศาสตร์บอกว่าจะช่วยให้เรารอดพ้นจากอันตรายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้

ผมเข้าใจแล้วว่าทำไมจึงใช้คำว่า “เปลี่ยนแปลงแนวโน้มในอนาคต” และผมก็เริ่มไม่แน่ใจว่าผลจากการเจรจาในวันสุดท้ายจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ ผมนึกถึงอีเมล์ล่าสุดจากทีมการเมืองของ Greenpeace International ที่ว่า

“...การประชุมสุดยอดโลกร้อนที่โคเปนเฮเกนอยู่ในกำหนดการเป็นเวลาสองปีแล้ว ในขณะที่เหล่าผู้นำของประเทศที่ร่ำรวยที่มารวมตัวกันที่นี่ด้วยความคิดและกระเป๋าเงินที่ว่างเปล่า โดยที่ประเทศกำลังพัฒนาได้ร่วมเรียกร้องให้ประเทศพัฒนาแล้วลดการปล่อยก๊าซโดยเร็ว เหลือเวลาอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้านี้แล้วที่จะทำเรื่องนี้ให้ถูกต้อง

มันไม่เป็นธรรม ที่จะคาดหวังให้ประเทศยากจนแบกรับภาระที่ก่อขึ้นและไม่ได้รับความสนใจจากประเทศอุตสาหกรรม

มันไม่เข้มข้น หากประเทศที่ร่ำรวยจะปฏิเสธไม่ยอมลดการปล่อยตามที่วิทยาศาสตร์และความรับผิดชอบทางประวัติศาสตร์เรียกร้อง

มันไม่มีผลบังคับใช้ทางกฎหมาย หากข้อตกลงที่ได้ประกอบไปด้วยความหวัง ความผัน และความปรารถนา แทนที่จะเป็นพันธกรณีภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ

เวลาเกือบจะหมดลงแล้ว วันนี้จะถูกจดจำว่าเป็นวันที่ประเทศที่ร่ำรวยสร้างความก้าวหน้าให้เกิดขึ้นในการจัดการกับมหันตภัยโลกร้อน หรือจะเป็นวันที่ถูกบันทึกลงไปในประวัติศาสตร์ว่าเป็นวันที่กำหนดความตายของคนนับล้านล้านคน...”


ภาพถ่ายจากนิทรรศการที่ผมเห็นภาพหนึ่งคือ ตลาดน้ำที่มีชื่อเสียงมาก ใช่แล้ว กรุงเทพฯ ที่ที่ผมอาศัยอยู่ก็เป็นอีกหนึ่งในอีกร้อย ๆ แห่งที่ควรค่าแก่การจดจำก่อนที่จะสูญหายไป!!! ภาพถ่ายนี้ชื่อว่า “the Sinking City of Angles” จริงๆ แล้วภาพถ่ายไม่ใช่กรุงเทพฯ หรอก น่าจะเป็น “สมุทรสาคร” หรือ “สมุทรสงคราม” จังหวัดใกล้เคียงกับกรุงเทพฯ มากกว่า

ใต้ภาพถ่ายเขียนว่า

“กรุงเทพฯ เป็นที่ตั้งของวัดหลายร้อยแห่ง มีคลองเล็กคลองน้อย มีของขายหาบเร่ตามถนนหนทาง ตึกสูงระฟ้านับพัน มีรถไฟฟ้าในเขตเมือง และมีสนามบินที่ทันสมัยมาก กรุงเทพฯ เป็นเมืองหลวงตั้งอยู่ในเขตร้อน เป็นที่ที่วัฒนธรรมตะวันออกผสมผสานกับวัฒนธรรมตะวันตก...”

“...ตั้งอยู่บน “ที่ราบลุ่มสามเหลี่ยมปากแม่น้ำขนาดใหญ่” แห่งหนึ่งของเอเชีย และอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลเพียงสองเมตร กรุงเทพฯ ประสบกับปัญหาน้ำท่วมบ่อยครั้ง โดยเฉพาะในช่วงฤดูมรสุม ประกอบกับเมืองมีการทรุดตัวลงเนื่องจากดินที่อ่อนยวบ การพัฒนาเมืองอย่างหนักหน่วง และการสูบน้ำใต้ดินมาใช้อย่างมาก บางคนประมาณการว่าเมืองทั้งเมืองมีการทรุดตัวลงถึง 5 ซม. ต่อปี...”


“ด้วยสภาพที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ทำให้เมืองหลวงของประเทศไทยมีความเสี่ยงสูงมากจากผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น พายุรุนแรงที่เพิ่มขึ้นจะกัดเซาะบริเวณชายฝั่งและจะก่อให้เกิดน้ำท่วมอย่างรุนแรง การรุกล้ำของน้ำเค็มก็จะส่งผลกระทบอย่างมากต่อปริมาณน้ำดื่ม...”

“หากไม่มีการดำเนินการอะไรเลย พื้นที่ส่วนใหญ่ของกรุงเทพฯ ก็จะจมอยู่ใต้น้ำก่อนสิ้นศตวรรษนี้” 

จบคำอธิบายความ

ผมรู้สึกขนลุกซู่ แล้วก็ถามกับตัวเองซ้ำแล้วซ้ำอีก “ผมจะสร้างความเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร” ผลลัพธ์จากการเจรจาที่ Bella Centre น่าผิดหวังอย่างมาก ผมรู้สึกเศร้าในหัวใจ สิ่งที่จากโคเปนเฮเกนคือความรู้สึกโกรธ แน่นอน ผมรู้สึกภูมิใจว่าได้เป็นส่วนหนึ่งของวันแห่งประวัตศาสตร์ แต่มาถึงตอนนี้แล้วมันคงไม่เพียงพอที่จะ “เปลี่ยนแปลงแนวโน้มในอนาคต” หรือ “บรรลุข้อตกลง” ได้ และผมก็รู้สึกเห็นด้วยกับประธานาธิบดีของมัลดีฟว์ที่พูดว่า “เราไม่สามารถต่อรองกับธรรมชาติได้หรอก” แต่ผมก็ยังเชื่อว่า เมื่อเรามาถึงโค้งสุดท้ายของความเสื่อมโทรมด้านสิ่งแวดล้อมหรือวิกฤติโลกร้อนแล้ว มนุษย์เราก็ย่อมจะสามารถพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสได้

ผมปวารณาตัวเองว่าจะดำเนินชีวิตในเชิงบวกให้มากขึ้นเมื่อผมกลับไปประเทศไทย ไม่เพียงแต่ในฐานะที่เป็นเจ้าหน้า Greenpeace คนหนึ่งที่หัวใจความเป็นนักกิจกรรมของผมยึดมั่นอยู่ตลอดเวลาเท่านั้น แต่จะทำในฐานะที่เป็นคนธรรมดาคนนึงที่เป็นพ่อของลูกสองคนและในฐานะสามีด้วย ซึ่งนี่ก็เป็นที่ที่ “การดำเนินการเรื่องโลกร้อน การแก้ปัญหา และความเป็นธรรมด้านโลกร้อน” เริ่มต้นขึ้นนั่นเอง


อ่านฉบับภาษาอังกฤษที่นี่
เขียนโดย ธารา บัวคำศรี
แปลและเรียบเรียง สุรัจนา กาญจนไพโรจน์

 

9 ความคิดเห็น:

  1. kitti said,

    ภาระกิจฟื้นฟูความสมบูรณ์ที่สมดุลย์ของโลกของเราจะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยความรับผิดชอบของนักวิทยาศาสตร์เท่านั้นทำได้ด้วยการทำเหตุผลให้ถูกต้องซึ่งมี 3 หัวข้อคือ 1.หยุดหมุนโลก 2.หยุดทฤษฏีวิวัฒนาการ 3.หยุดทฤษฏีบิกแบง การที่เรารอคอยความหวังความรอดจากนักการเมืองในที่สุดจะไม่มีใครรอดเพราะบุคคลเหล่านี้ทำได้แค่สงครามกับเศรษฐกิจ วันนี้โลกและมนุษย์ต้องการคืออากาศ อาหาร และชีวิตซึ่งมีแต่ความจริงเท่านั้นที่จะช่วยได้

    on ๘ มกราคม ๒๕๕๓ ๑๗:๑๒  


  2. kitti said,

    ในยุคปัจจุบันมนุษย์ได้ศึกษาเรียนรู้สิ่งต่างๆในโลกอย่างหลากหลายอีกทั้งผ่านพ้นประวัติศาสตร์ทั้งดีและเลวมาแล้วดังนั้นจึงพอสมควรแล้วที่จะคัดเลือกสิ่งที่เหมาะสมเพื่อชีวิตต่อจากนี้ไปหรือจะให้จบลงด้วยการระเบิดของมหาพลังงานนิวเคลียร์มนุษย์มีสิทธิเลือกได้เพราะทำขึ้นเองกับมือแท้ๆแต่ก่อนที่จะตัดสินใจขอให้ทบทวนความจริงทั้ง 3 ข้อ เสียก่อน 1.หยุดหมุนโลก เพราะมันไม่เคยหมุนทั้งในปัจจุบัน อดีตและอนาคต 2.หยุดทฤษฏีวิวัฒนาการ เพราะโลกคือเซลล์ต้นกำเนิดของมนุษย์และสัตว์ทั้งหลาย 3.หยุดทฤษฏีบิกแบง เพราะมันคือการปฏิสนธิที่ใครๆก็ทำเองได้อยู่แล้ว ถ้าตราบใดที่วิทยาศาสตร์ยังสร้างมิเตอร์วัดความเร็วของโลกหมุนไม่ได้อย่าเสี่ยงต่อไปเลย เพราะโลกเปลี่ยน DNA ของมนุษย์เปลี่ยนไปด้วยซ่อมคืนไม่ได้

    on ๑๐ มกราคม ๒๕๕๓ ๑๓:๕๒  


  3. kitti said,

    การดำรงชีวิตด้วยการดูดกลืนกระแสไฟฟ้าและนํ้ามันทำให้มนุษย์ยุควิทยาศาสตร์2010กลายพันธุ์เป็นเซลล์cancerของโลก ดูจากภาพอาคารสิ่งก่อสร้างในเมืองมหานครนี่คือการขยายตัวลุกลามไม่มีทีท่าจะหยุดดังนั้นโลกต้องตายลูกเดียว อยากจะให้NASAหยุดภาระกิจนอกโลกเสียก่อนที่ชีวิตในโลกมันจะยับเยินไปมากกว่านี้ถ้าท่านเป็นมนุษย์จริงก็น่าจะพูดกันรู้เรื่อง NASAหยุดเท่านั้นโลกจึงจะรอดได้!

    on ๑๓ มกราคม ๒๕๕๓ ๐๘:๓๙  


  4. kitti said,

    จากความรู้ผิดและรู้เท่าไม่ถึงการณ์ทำให้เกิดการพุงชนและระเบิดบนดวงจันทร์นี้คือการยิงอิเลคตรอน พระจันทร์เป็นอิเลคตรอนของโลกบัดนี้ปฏิกิริยาพลังงานอะตอมไฮโดรเจนเริ่มปรากฏชัดและจะรุนแรงขึ้น มวลประกอบดิน นํ้า อากาศ อุณหภูมิ และชีวิตจะแปรเปลียนเร็วและแรง ทางเลือกของมนุษย์ที่ดีที่สุดคือยอมรับเข้าใจต่อโลก เราเป็นแค่เซลล์เล็กๆของโลก

    on ๑๕ มกราคม ๒๕๕๓ ๑๙:๕๘  


  5. kitti said,

    เราเห็นพระอาทิตย์เคลื่อนที่รอบโลกหรือ360องศาด้วยเวลา24ชม.และพระจันทร์เคลื่อนที่348องศาจะช้ากว่าพระอาทิตย์วันละ12องศาหรือ48นาทีมันเหมือนพระจันทร์ถอยหลังวันละ12องศานั้นเอง เมื่อวันขึ้น15คํ่าวันที่พระจันทร์เต็มดวงเราจะเห็นพระจันทร์ขึ้นที่ขอบฟ้าตะวันออกในเวลา6โมงเย็น นักวิทยาศาสตร์เพี้ยนมากที่สร้างเรื่องSolar systemขึ้นมาล้างสมองมนุษย์ด้วยกันถ้าหากดวงอาทิตย์มันลุกเป็นเปลวไฟโชติช่วงอย่างนั้นมันจะไม่มีกลิ่นมีควันบ้างหรือ? ทำไมนิวเคลียร์ของมนุษย์จึงเป็นควันรูปดอกเห็ดใหญ่มหึมา?

    on ๑๗ มกราคม ๒๕๕๓ ๒๒:๐๔  


  6. Anderson said,

    ขอบคุณครับ

    on ๒๐ มกราคม ๒๕๕๓ ๑๑:๑๗  


  7. ndesigns said,

    จากความรู้ผิดและรู้เท่าไม่ถึงการณ์ทำให้เกิดการพุงชนและระเบิดบนดวงจันทร์นี้คือการยิงอิเลคตรอน พระจันทร์เป็นอิเลคตรอนของโลกบัดนี้ปฏิกิริยาพลังงานอะตอมไฮโดรเจนเริ่มปรากฏชัดและจะรุนแรงขึ้น มวลประกอบดิน นํ้า อากาศ อุณหภูมิ และชีวิตจะแปรเปลียนเร็วและแรง ทางเลือกของมนุษย์ที่ดีที่สุดคือยอมรับเข้าใจต่อโลก เราเป็นแค่เซลล์เล็กๆของโลก

    on ๒๐ มกราคม ๒๕๕๓ ๑๑:๒๑  


  8. ไม่ระบุชื่อ said,

    on ๒๐ มกราคม ๒๕๕๓ ๑๑:๒๒  


  9. ไม่ระบุชื่อ said,

    Mon but, apres le succes dans le monde du travaille, est qu'on va demenager à la campagne pour faire l'agriculture mixe, suivi l'idee de la suffisance économique et que la terre disposera beaucoup des plantes, alors la temperature rendra moins chaude.On aura la nourriture suffisante, voila tout.
    une etudiante de quatrieme annee
    l'uniersité de Chiangmai

    on ๒๑ มกราคม ๒๕๕๓ ๑๐:๒๒  


แสดงความคิดเห็น