ยินดีต้อนรับสู่ บล็อกกรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ๆ เราบอกเล่าเรื่องราวความเป็นไป เบื้องหลังการทำงาน ข้อคิด ความคิดเห็น เพิ่มเติมจาก งานที่เราทำ

อีกวันที่สวยงามและยาวนาน กับการปกป้องป่า กู้วิกฤตโลกร้อน

๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๒
Climate Defenders Camp
Teluk Meranti
จังหวัด Riau อินโดนีเซีย

วันนี้ตื่นตั้งแต่ตี ๕ ครึ่ง เมื่อคืนอากาศดี นอนดูดาวจนหลับไปเลย มีคนมาส่องไฟดูเป็นระยะๆ รู้สึกเหมือนอยู่ใน Night Safari แต่ก็หลับได้ ไม่มีปัญหา เสียงปลุกเช้านี้เป็นเสียงเรียกให้ไปดูจระเข้ ตัวยาวประมาณ ๒ เมตร (ระยะนี้ไม่แน่ใจ เพราะมันไกลมาก) คิดในใจเมื่อวานลงเล่นน้ำ เดบี้เตือนว่าในแม่น้ำมีจระเข้ ก็ไม่เชื่อเค้า เกือบไปแล้วมั้ยเราว่ายน้ำก็ไม่เป็น วันนี้ร๊อปตื่นสาย มาถึงท่าน้ำจระเข้ตัวใหญ่ ก็ว่ายลับสายตาไปแล้ว เลยถามยูดี้ว่า แน่ใจเหรอว่าไม่ใช่ปลาโลมา ยูดี้ตอบ “ ผมว่าผมรู้นะว่าจระเข้กับโลมาว่ายน้ำยังไง” เรื่องนี้เรียกเสียงหัวเราะของทุกคนได้แต่เช้าอาหารเช้าวันนี้เป็นข้าวผัด กับไข่เจียวอีกแล้ว ถึงจะเบื่อแต่ก็ต้องกิน

หลังอาหารเช้า พวกเราสมาชิกทีมสร้างเขื่อน ต้องกลับมาเศร้ากันอีกครั้ง เพราะวันนี้นิโคลัส อาสาสมัครหนุ่มจากเบลเยียม ผู้มีบุคลิกอันโดดเด่น และเป็นที่รักของทุกคน ต้องเดินทางกลับ ที่น่าประทับใจมากคือวันนี้นิโคลใส่ชุดที่ไปทำเขื่อน ซึ่งสกปรกมากเป็นชุดเดินทาง ทุกคนพร้อมใจกันมาส่งนิคโดยไม่ต้องร้องขอ ผู้ร่วมเดินทางของนิโคลัสอีก ๒ คน คือ แอนดี้ เจ้าหน้าที่รณรงค์ด้านมหาสมุทรและป่าไม้จากอังกฤษ ส่วนอีกคนจำชื่อเค้าไม่ได้จริงๆ

วันนี้ลอร่าตื่นสายมาก จนโดนประณามว่าเป็นผู้หญิงขี้เกียจ ซึ่งก็ยอมรับด้วยความยินดี เมื่ออยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา และยังมีเวลาอีกประมาณ ๑ ชั่วโมงก่อนไปเขื่อน เราเลยเริ่มทำความสะอาดห้องนอนครั้งใหญ่ ปํญหาคือค่ายเราสร้างด้วยไม้สด และมีฝนตกเป็นระยะ ทำให้ไม้ขึ้นรา ทุกคนไม่สบาย ไอ นอนไม่หลับและหายใจไม่ออก แต่ก็ไม่มีใครคิดจะออกมานอนข้างนอก ยกเว้นอุ้มกับนุ่น แบบว่าใครทนได้ก็ทนกันไป

หลังจากดูตารางงานวันนี้ มีชื่อนิโคลัส (ซึ่งกลับไปแล้ว) อยู่ยามคืนนี้ด้วย เลยขออยู่ยามแทน ตอนตี ๔ ถึง ๖ โมงเช้า กับดีดี้ ไม่เข้าใจระบบการจัดการของผู้จัดการค่ายหมือนกัน หลังทีมเขื่อนออกเดินทาง ที่ค่ายก็เริ่มกิจกรรม โตจัทกับทีมอีก ๒ คน เอาชุดส้มที่เพิ่งซื้อออกมาสกรีน คิดว่ากว่าจะเสร็จคงเที่ยงเพราะโดนป่วนเป็นระยะๆ จากคนที่เอาเสื้อ หมวก ชูชีพ และอื่นๆ มาให้สกรีน พอดีวันนี้วันอาทิตย์มีตลาดที่เตลุก เมอรันติ (มีแค่อาทิตย์ละครั้ง) ทางค่ายต้องไปซื้ออาหารสด เลยขอติดไปช๊อปปิ้งด้วย พี่แป๋งกับพี่ท๊อปก็อยากไปแต่ผู้จัดการค่ายบอกว่าไปไม่ได้ ตอนแรกคิดว่าคงไม่อยากให้คนไปเยอะ เพราะต้องไปซื้ออาหาร แต่เอาเข้าจริง มีไปกันตั้ง ๑o คน เป็นฝรั่งที่ขอติดไปเดินเล่นชมเมืองด้วย (ไม่เข้าใจเค้าอีกแล้ว)

ที่ตลาดบรรยากาศคล้ายๆกับตลาดสดบ้านเรา มีของแทบทุกอย่าง ที่คนในหมู่บ้านอยากได้ ทั้งเสื้อผ้า อาหารสด เช่นไก่ ก็เลี้ยงกันในหมูบ้าน ปลา บางส่วนก็จับจากแม่น้ำ ผัก ผลไม้ ส่วนใหญ่จะเก็บมาจากสวน ยาสมุนไพร อุปกรณ์การเกษตรต่างๆ ซึ่งใส่มาในรถเข็นเล็กๆ คล้ายรถเข็นปูน (ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง) พื้นตลาดเป็นโคลน ลื่นมาก ลอร่าเกือบจะล้มไปนับสิบครั้ง สุดท้ายต้องถอดรองเท้าเดิน ที่นี่ไม่มีไฟฟ้า ต้องใช้เครื่องปั่นไฟ ผัก และผลไม้จึงไม่ค่อยสด ตอนเดินในตลาดรู้สึกเหมือนกับเป็นนักท่องเที่ยว บางคนมาขอถ่ายรูป และพูดคุยกับเรา (นุ่น กับลอร่า อาสาสมัครชาวเยอรมัน) ส่วนใหญ่เป็นคนที่เคยไปที่ค่าย แล้วจำเราได้ โชคดีที่ได้เดบี้ เป็นล่ามส่วนตัว สนุกดีได้ลองกินขนมที่นี่หลายอย่าง อร่อยดี

หลังซื้อของเสร็จ เราแวะไปที่บ้านพักของเราในหมู่บ้าน ซึ่งต้อนรับอย่างอบอุ่นด้วยรวมมิตรมะม่วงในน้ำกะทิ แปลกดี ไม่เคยกิน วันนี้ขอแนะนำภาษาบาฮาซ่า คำว่า “Selamat Datang” แปลว่า “ยินดีต้อนรับ”และ “Selamat Jalan” แปลว่า “ลาก่อน” ได้มาจากป้ายหน้าหมู่บ้าน

กลับมาที่ค่ายอาหารเที่ยงวันนี้เป็นไก่ในน้ำแกงไม่แน่ใจว่าชื่ออะไร วันนี้น้ำหมดอีกแล้ว หลังข้าวเที่ยงไม่มีน้ำล้างจาน โจอังบอกว่าประมาณบ่าย ๒ โมง ต้องการคนไปช่วยที่เขื่อน ๑๕ คน ให้ช่วยกันลงชื่อ ประมาณบ่ายโมงโจอังบอกให้รีบแต่งตัวเพราะอาจต้องไปก่อนโบโน่มา นุ่นกับลอร่ารีบเปลี่ยนเสี้อผ้าภายใน ๓ นาที ๕ นาทีต่อมาโจอัง (อีกแล้ว) แจ้งกับเราว่าต้องการคนแค่ ๖ คน เฉพาะผู้ชาย แบบว่าผู้หญิงอย่างเราก็เซ็ง จากนั้นก็เปลี่ยนเสื้อผ้าอีกที ตั้งใจว่าวันนี้จะไม่ยอมไปเขื่อนอีกแล้ว

บ่ายวันนี้ลมแรงมาก ที่ค่ายวุ่นวายกันใหญ่กลัวเต็นท์จะพังอีกรอบ ท่าทางจะมีบิ๊กโบโน่ บ่าย ๓ โมงกว่า ทุกคนพร้อมกันที่ท่าน้ำหน้าค่ายเพื่อรอดูโบโน่ลูกใหญ่ เรือยาง ๒ ลำออกไปซ้อมโต้คลื่น นำทีมโดยกัปตันโยย่น ส่วนอีกลำเป็นกัปตันยานเซ่น ซึ่งโชว์ฝีมือได้ไม่แพ้กัน วันนี้ไม่มีใครอาบน้ำที่แม่น้ำ เพราะกลัวจระเข้ ก่อนอาหารเย็น Hungry Band ก็เริ่มเปิดการแสดงอีกครั้ง (ชื่อวงได้มาจากเครื่องดนตรีหลักทั้งจาน ชาม ช้อน ส้อม ถังน้ำ และกีต้าร์ ประมาณว่าพร้อมกินทันที) อาหารเย็นมีเทมเป้ผัดกับเต้าหู้ แล้วก็ผักลวกราดซอสถั่ว คล้ายๆ กับพระรามลงสรงที่บ้านเรา หลังอาหารเย็นก็สรุปกิจกรรมวันนี้บุสตาแจ้งว่าพรุ่งนี้วันจันทร์ตำรวจคงมาเยี่ยมเราอีกครั้ง ส่วนอุ้มกับพี่ริวก็สบายดี พักผ่อนอยู่ที่โรงแรมที่เปกันบารู น่าจะกลับพรุ่งนี้ ส่วนทีมจีนพรุ่งนี้จะออกเดินทางประมาณตี ๕ ครึ่ง เพื่อไปดูพื้นที่แห่งความโง่เขลา (ตั้งเลียนแบบภาพยนตร์ "ยุคแห่งความโง่เขลา (Age of Stupid) ที่ฉายรอบปฐมทัศน์ทั่วโลกไปเมื่อเดือนกันยายน 52) ส่วนการสร้างเขื่อนก้าวหน้ามากคาดว่าจะเสร็จภายในวันอังคาร พรุ่งนี้ตื่น ๖ โมง ตอนเช้าต้องการคน ๑o คน ส่วนที่เหลือให้ตามไปตอนบ่ายเพื่อช่วยกันขนทราย คืนนี้ลอร่าออกมาผูกเปลนอนข้างนอก (คงเริ่มทนไม่ไหว) คืนนี้ต้องอยู่ยามตอนตี ๔ ถึง ๖ โมง

เป็นอีกวันที่สวยงามและยาวนาน

นุ่น

ส่วนของน้องอุ้ม---

โรงแรม DYAN GRAHA ในตัวเมืองเปกันบารู

ตื่นมาไม่รู้ว่ากี่โมงแล้ว ห้องที่โรงแรมไม่มีนาฬิกาเลย เลยเปิดทีวีดูเผื่อว่าจะมีเวลาบอกแบบทีวีในเมืองไทย แต่ก็ไม่มี พอดีมีรายการทีวีอินโดรายการหนึ่งพูดว่า ซาลามัท ปากี ที่แปลว่าสวัสดีตอนเช้าก็เลยรู้แค่ว่าตอนนี้ยังไม่เที่ยง พอสักพักก็มีนักร้องอินโดออกมาร้องเพลงๆหนึ่ง ที่ตอนอยู่ค่ายได้ยินบ่อยมาก เพราะแม่ครัวที่เป็นแม่ของเรนดี้เปิดฟังให้ลูกของเธอฟังทุกวัน วันละหลายๆรอบทั้งเช้า กลางวัน เย็น ก่อนและหลังอาหาร ก็นะฟังมาตั้งนานเพิ่งจะได้เห็นหน้านักร้องนี่ละ ดูๆไปก็คล้ายนักร้องลูกทุ่งบ้านเราเหมือนกัน มีนักร้องอินโดเอาเพลง ดูม ดูมของทาทา ยังมาร้องคัฟเวอร์ด้วย แปลกดีพิลึก

แล้ววันนี้จะทำอะไรดีล่ะเนี่ย เค้าบอกให้ Take a rest แล้วไอ้แทค อะ เรสนี่เค้าทำอะไรกันบ้างล่ะ จะให้นอนอย่างเดียวเลยหรอ ฉันไม่ได้ป่วยใกล้ตายนะคะ

หลังจากกินโจ๊กที่เอาติดมาจากเมืองไทยแล้วก็หลับอีก พอสักพักก็มีโทรศัพท์มาพูดภาษาอินโดใส่ ฉันไม่เข้าใจ พูดอังกฤษซิคะ เค้าก็เลยบอกว่ามิสเตอร์แมมโบรอคุณอยู่ที่ล็อบบี้ข้างล่าง ดีใจว่ะ เลยรีบชวนพี่ริวลงไปข้างล่างด้วยกัน

แมมโบมากับดิคกี้ พอเจอหน้ามันก็ขำใหญ่เลย ถามว่าขำอะไร มันก็บอกว่าขำที่ยูป่วยไง ซะงั้นอ่ะ นั่งคุยกันสักพัก ดิคกี้ต้องรีบกลับค่ายแล้ว อิจฉาอ่ะ อยากกลับเดี๋ยวนี้ เราก็เช็คแฮนด์กันเพื่อร่ำลา หวังว่าจะได้เจอกันอีกนะ สวีทตี้ แมน

รู้จากแมมโบว่าตอนนี้สิบเอ็ดโมงแล้ว เลยชวนพี่ริวไปหาอะไรกินนอกโรงแรม เดินๆวนๆมั่วๆกันไปก็ได้กินซะที พี่ริวกินอะไรสักอย่างที่คล้ายๆมะตะบะชุบแป้งทอด ส่วนฉันก็กินอะไรสักอย่างที่คล้ายๆบะหมี่น้ำบ้านเรา เสร็จแล้วก็เดินกลับโรงแรม ระหว่างทางแวะซื้อของนิดหน่อย ซื้อทิชชูเปียกไว้เข้าห้องน้ำที่ค่าย เลือกห่อใหญ่เผื่อพี่แป๋งที่มีภารกิจสำคัญทุกเช้าด้วย พอดีเหลือบไปเห็นกระทิงแดง กับ M-150 เข้าทางเลยเรา กะว่าจะซื้อไปฝากพี่ท้อปกับพี่แป๋งซะหน่อย ซื้อช็อคโกแลตแท่งหนึ่งมาฝากเจ้าหญิงด้วยล่ะ กลับโรงแรมกินยาแล้วก็นอนอีก
ตื่นมาพี่ริวมาเคาะประตูห้องบอกว่าพี่ท้อปโทรมา เลยรีบวิ่งไปห้องพี่ริว ก็ยังดีแหละนะที่มีใครติดต่อมาบ้าง คุยกับพี่ท้อป พี่แป๋ง พี่นุ่น สักพักกลับมาที่ห้องสั่งต้มยำกุ้งมากิน เผ็ดมากมาย กินยาคิดว่าจะนอนต่อ พอดีไฟดับทั้งโรงแรม มองอะไรไม่เห็นเลย พี่ริวก็ออกไปหาอะไรกินข้างนอกด้วย ทำไงดีล่ะ หลอนเลยเรา พอดีพี่ท้อปโทรมาอีกรอบบอกว่าอยากให้หายป่วยก่อนแล้วถึงจะให้กลับ เลยบอกไปว่าไม่เป็นอะไรแล้ว อยากกลับพรุ่งนี้เลย พี่ท้อปเลยบอกว่าเดี๋ยวจะคุยกับร็อบให้

ผ่านไปชั่วโมงนึงไฟมา มีโทรศัพท์มาจากริชชี่กับฮาลิมโทรมาถามว่าโอเคมั้ย จะให้กลับพรุ่งนี้ กินข้าวกันหรือยัง ก็ตอบ Yes สำหรับทุกคำถามเลย พอวางสายเลยรีบโทรบอกฟร้อนท์ให้โทรปลุกตอนแปดโมงด้วย เพราะฮาลิมบอกจะมารับตอนเก้าหรือไม่ก็สิบโมงเช้า เฮ้อ ดีใจว่ะ นึกว่าจะต้องเหงาตาย ง่อยกินคาโรงแรมที่นี่เสียแล้ว นอนหลับๆตื่นๆทั้งคืน ไฟดับอีกหลายรอบจนไม่อยากจะนับแล้ว
ห้ามป่วยอีกนะบอสทั้งหลายของเธอรอแอสซิสแทนซ์อยู่

อุ้ม

 

2 ความคิดเห็น:

  1. อุ้ม said,

    ลาก่อน นิค หวังว่าจะได้เจอกันอีกนะ เสียดายที่ไม่มีโอกาสได้บอกลา
    ......
    ว่าแต่ว่าแล้ววันก่อนๆหน้านี้หายไปไหนอ่ะ

    on ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ ๑๘:๕๕  


  2. ไม่ระบุชื่อ said,

    นุ่น อุ้ม .. เมื่อไหร่จะเขียนบล๊อกอีกฟระ รออ่านอยู่ //p'topsi

    on ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ ๐๒:๔๗  


แสดงความคิดเห็น