ยินดีต้อนรับสู่ บล็อกกรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ๆ เราบอกเล่าเรื่องราวความเป็นไป เบื้องหลังการทำงาน ข้อคิด ความคิดเห็น เพิ่มเติมจาก งานที่เราทำ

ความชอกช้ำแสนสาหัสทางนิเวศวิทยา และการพลิกฟื้น

สัญลักษณ์นิเวศวิทยา


สัญลักษณ์นิเวศวิทยา เป็นส่วนผสมของตัวอักษร "E" และ "O" ที่มาจากคำว่า "สิ่งแวดล้อม" (Environment) และสิ่งมีชีวิต" (Organism) ตามลำดับ

ในฐานะชุมชนของโลก พวกเรามักจะเปรียบเสมือนครอบครัวที่ปฏิบัติหน้าที่บกพร่อง เราทะเลาะวิวาทกันตลอดเวลา คนที่แข็งแรงกว่าทารุณคนที่อ่อนแอกว่า และผู้นำประพฤติตัวเหมือนคนเสพติดผลประโยชน์ โดยไม่สนใจที่จะเปลี่ยนนิสัยที่กำลังทำลายบ้านของเรา เหมือนกับการถูกทำทารุณกรรมในครอบครัว ผู้มีอำนาจประกาศห้ามให้มีการประท้วง และให้ร้ายผู้ที่ส่งเสียงเรียกร้องว่าเป็นพวกประสาทเสีย

ประชาชน 10 ล้านคนในครอบครัวมนุษย์ของพวกเราอดอาหารตายในทุกๆ ปี เด็กๆ ถูกใช้งานเป็นทาส และสุขภาพทรุดโทรมลงไปในโรงงานทำเครื่องเพชรพลอยกระจุกกระจิกสำหรับคนรวย สิ่งที่เลวร้ายไปกว่าความอยุติธรรมอันร้ายกาจนี้ก็คือ ในทุกๆ วัน เราได้ล้างผลาญแหล่งของความร่ำรวยที่แท้จริงแหล่งเดียว นั่นคือ โลก เราสูญเสียดินที่อุดมสมบูรณ์ ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์สู่บรรยากาศ แพร่กระจายสารพิษ เปลี่ยนทุ่งหญ้าให้กลายเป็นทะเลทราย และสร้างเกาะแห่งขยะพลาสติกในทะเล

รัฐบาลและกัปตันของภาคอุตสาหกรรมละเลยสัญญาณของการปฏิบัติหน้าที่บกพร่อง และให้สัญญาที่จะ ‘เปลี่ยน’ โดย ‘สร้างความยั่งยืนมากขึ้น’ เหมือนพ่อแม่ติดเหล้า ที่ให้สัญญาที่จะเปลี่ยนแปลง แต่ไม่เคยทำ ผู้ปราดเปรื่องด้านการตลาดสวมชุด ‘สีเขียว’ เพื่ออำพรางการยึดผลประโยชน์ทางธุรกิจแบบเดิม โดยพิมพ์รูปโลกติดบนบรรจุภัณฑ์พลาสติกของผงซักฟอก เพื่อบรรเทาความกังวลของเรา การแก้ปัญหาของสภาพการณ์ที่เป็นอยู่ที่ได้รับการตอบรับ สร้างความเชื่อมั่นให้กับเราว่าทุกอย่างเป็นไปด้วยดี ในขณะที่แม่น้ำถูกมลพิษทำลาย และสัตว์และพืชสูญพันธุ์ ส่วนหนึ่งในครอบครัวโลกเฝ้ามองอย่างตื่นกลัว อีกส่วนหนึ่งไม่ยอมรับความจริง

จิตวิทยาเชิงนิเวศ

บุคคลหนึ่งในปัจจุบัน ที่ความรู้สึกต่างๆ ยังมีชีวิต จะประสบกับความปวดร้าวแสนสาหัสเมื่อเป็นประจักษ์พยานการทำลายธรรมชาติอย่างไม่ปรานี พวกเขาจะส่งเสียงเพรียก และพยายามซ่อมแซมการทำงานที่บกพร่อง อย่างไรก็ตาม บางคนอาจทุกข์ทรมานกับความปวดร้าวแสนสาหัสนี้อย่างไม่รู้สึกตัว พวกเขาอาจไม่รู้ว่าอะไรในชีวิตที่ขาดหายไป อาจทำงานในสภาพแวดล้อมที่พึ่งพาเทคโนโลยี 50 สัปดาห์ในทุกปี จากนั้นก็หลบหายไปในธรรมชาติ ที่ซึ่งพวกเขารู้สึกมีชีวิตอีกครั้ง ในวันลาพักร้อน 2 สัปดาห์

สภาพจิตผิดปกติของคนยุคใหม่ ซึ่งเป็นปกติในประเทศอุตสาหกรรม สามารถสืบหาสาเหตุไปที่การแยกตัวจากธรรมชาติ ความอัศจรรย์และความสุขสบายของสังคมเทคโนโลยีเป็นเพียงชั้นบางๆ ที่เคลือบความเป็นสิ่งมีชีวิตทางธรรมชาติของเราไว้เท่านั้น เรายังคงเป็นสัตว์ที่มีกายภาพเชิงนิเวศ ที่คล้ายกับมดและแรคคูน เมื่อหลายสหัสวรรษที่ผ่านมา สัตว์ตระกูลไพรเมทที่ฉลาดบางสายพันธุ์อยู่เหนือสัตว์สายพันธุ์อื่นทั้งหมด โดยสามารถควบคุมไฟและพัฒนาเครื่องมือ และแย่งชิงตำแหน่งเจ้าโลกได้สำเร็จ แต่ในด้านสัญชาตญาณ ความปรารถนา และปฏิกิริยาโต้ตอบขั้นพื้นฐาน เราแสดงให้เห็นถึงการมีวิวัฒนาการอันยาวนานอย่างแนบชิดกับธรรมชาติ

หากไม่นับรวมความหยิ่งทะนงที่มีมากกว่าสัตว์อื่น พวกเรายังดำรงแบบแผนที่เรียนรู้มาจาก 50 ล้านปีแห่งการวิวัฒนาการของสัตว์ตระกูลไพรเมท 5 ล้านปีของพัฒนาการในฐานะมนุษย์วานร และ 500,000 ปี ของวัฒนธรรมนักล่า-นักเก็บของป่าที่สร้างไฟและประดิษฐ์เครื่องมือ ในช่วงเริ่มต้นอันยาวนานนี้ มนุษยชาติเติบโตในความสุขสบายและข้อจำกัดของระบบนิเวศที่สมบูรณ์ ที่ให้เครื่องประทังชีพ บทเรียนที่จำเป็น ความสงสัย และ บ้าน การมองดูบ้านหลังนั้นถล่มลงด้วยเครื่องจักรกลแห่งลัทธิอุตสาหกรรมทำให้ระบบของเราสั่นสะเทือน ไม่ว่าเราจะรับรู้หรือไม่

แม้ว่าชีวิตในโบราณกาลจะธรรมดาและทำให้ลำบากกาย แต่มันก็ให้ผลประโยชน์และหล่อหลอมธรรมชาติของพวกเรา มนุษย์ในยุคแรกเริ่มเหมือนกับสัตว์ทุกสายพันธุ์ นั่นคือ เติบโตเต็มที่ในชุมชนที่มีเสถียรภาพ โดยมีเสบียงอาหารที่ค่อนข้างเพียงพอแก่การบริโภค เป็นเวลาหลายสหัสวรรษแล้วที่ครอบครัวมนุษย์ไม่ถูกรบกวน และลูกหลานเติบโตขึ้นกับการเฝ้ามองพ่อแม่ทำงาน โอบล้อมด้วยธรรมชาติ ซึ่งเป็นพ่อแม่ที่สำคัญที่สุด พวกเขาได้รับบทเรียนจากป่ากว้างและสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย

ความสุขสบายตามธรรมชาตินี้หล่อเลี้ยงพวกเราถึง 99.99% ของพัฒนาการของบรรพบุรุษของเรา จากนั้นเมื่อไม่กี่พันปีที่แล้ว มนุษย์บางคนเริ่มมีชีวิตในสิ่งแวดล้อมแบบเมือง โดยพึ่งพาเกษตรกรรมในพื้นที่ห่างไกล ทักษะของผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน และเพทุบายของผู้รับแลกเงิน ในช่วงไม่กี่ร้อยปีที่แล้ว วัฒนธรรมอุตสาหกรรมทำให้เราห่างไกลจากธรรมชาติมากยิ่งขึ้น แบ่งแยกสมาชิกในครอบครัว และทำลายชุมชน ทำให้บุคคลโดดเดี่ยว และยึดติดกับงานที่หาได้ยาก พวกเขาได้รับสิ่งตอบแทน คือ อาหารในบรรจุภัณฑ์และความบันเทิง หรือ ‘ขนมปังและละครสัตว์’(1) ที่จักพรรดิ์ชาวโรมันประเคนให้ประชาชนที่รักสบาย

แม้ว่าเราจะมีวิถีชีวิตแห่งอารยะชน แต่จิตใจของมนุษย์ยังคงเชื่อมโยงกับชีวิตดั้งเดิมแห่งโบราณกาล ด้วยเหตุนี้ เราจึงปวดร้าวทรมานแสนสาหัสจากการเป็นพยานของการล้างผลาญระบบนิเวศ การเฝ้ามองป่ากว้างถูกทำลายราบเรียบ เฝ้ามองสิ่งมีชีวิตถูกกำจัด และโลกเสื่อมโทรมลง

ความสามารถในการรู้สึก

แคธี่ แมคมาฮอน นักจิตวิทยาคลินิกเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับความปวดร้าวแสนสาหัสเพราะสิ่งแวดล้อมถูกทำลาย ในเว็บไซต์ Peak Oil Blues ของเธอ ว่า “พวกเรามีชีวิตอยู่ในวัฒนธรรมอันบ้าคลั่ง แทนที่จะทำให้เสียงเรียกร้องแห่งการเปลี่ยนแปลงกลายเป็นเรื่องรอง เราจำเป็นต้องทำให้ความเจ็บปวดหายไป การประท้วงและความห่วงใยเป็นการโต้ตอบกับความสูญเสียและความโศกเศร้าที่มีผลดีต่อสภาพจิตใจ

แคธี่เชื่อว่าเราศึกษากลุ่มคนผิดกลุ่ม โดยเราศึกษาผู้คนที่ทุกข์ทรมานแสนสาหัสจากสงคราม ความรุนแรง และการทำลายสิ่งแวดล้อม “เราควรศึกษาผู้ที่ไม่ทุกข์ทรมานจากอาการเหล่านั้น กลุ่มที่ ‘เป็นปกติ’ ที่ไม่ยอมให้ประสบการณ์อันร้ายกาจนี้ส่งผลต่อชีวิตประจำวัน คนประเภทใดที่ไม่รู้สึกกับสิ่งเหล่านี้เลย ผู้ที่ไม่สามารถหรือไม่รู้สึกกับความสูญเสียนี้ หรือผู้ที่ไม่รู้ว่าทำไมพวกเขาจึงเมามายและเสพยานั้น เป็นโศกนาฏกรรมที่แท้จริง”

เชลลิส เกลนดินนิ่ง นักจิตวิทยา อธิบายไว้ในหนังสือ Off the Map และเรียงความ เช่น ตื่นฟื้นจากอารยธรรมตะวันตก (Recovery from Western Civilisation) เกี่ยวกับ ‘ความชอกช้ำสาหัสทางใจที่ไม่เคยมีมาก่อน’ เพราะการมีชีวิตในสังคมอุตสาหกรรม ความล้มเหลวของเทคโนโลยี และ โลกาภิวัฒน์ ในการมอบความสุขสบายที่ธรรมชาติและชุมชนเคยมอบให้ เธออธิบายว่า การสูญเสียนี้นำไปสู่พฤติกรรมเสพติด โดยผู้คนเติมเต็มความว่างเปล่าในใจด้วยการบริโภค ยาเสพติด และ แฟชั่น เธออธิบายถึง ‘การดิ้นรนอย่างสิ้นหวัง’ ที่แสดงออกมาในรูปการเสพติด ความโกรธ ความด้านชา และ ความพยายามที่จะทำตัวให้เป็น ‘ปกติ’ ตามมาตรฐานของวัฒนธรรมอันบ้าคลั่ง

เมื่อ 75 ปีก่อน พอล เชฟพาร์ด ผู้บุกเบิกแนวคิดด้านนิเวศวิทยาแนวใหม่ ได้อธิบายถึงการปลีกตัวไปสู่ธรรมชาติ ในหนังสือเรื่อง ธรรมชาติและความบ้าคลั่ง (Nature and Madness) และหนังสือเล่มอื่นๆ พอลเสนอว่าการพัฒนาอันบกพร่องของพลเมืองสมัยใหม่ได้นำสังคมไปสู่การทำลายถิ่นที่อยู่อาศัยของสังคมเอง เขาเชื่อว่ามนุษย์ยุคโบราณและธรรมชาติต่างพึ่งพากันและกันอย่างเอื้อประโยชน์ เพราะเด็กเล็กมีแม่อยู่เคียงข้างเสมอ มีผู้เป็นพ่อที่มีบทบาทชัดเจน สัมผัสกับสิ่งมีชีวิตนอกเหนือมนุษย์อาศัยในพื้นที่ที่ไม่ถูกรบกวนโดยกิจกรรมมนุษย์ และมีความคิดริเริ่มในวัยรุ่นที่รอบคอบก่อนเข้าสู่วัยผู้ใหญ่

ในอีกแง่หนึ่ง พอลอธิบายว่า วัฒนธรรมอุตสาหกรรมได้ละทิ้งธรรมชาติ และแบ่งแยกสมาชิกในครอบครัว นำไปสู่การพัฒนาในสภาพถูกกักขัง พอลกล่าวว่า ผู้ใหญ่ที่เติบโตเต็มที่ขึ้นอย่างเลวร้ายตีความความเป็นคู่กันของพวกเขาและโลกธรรมชาติอย่างเด็กๆ หวาดเกรงโลกธรรมชาติอันบริสุทธิ์ และ พยายามเติมเต็มความเพ้อฝันอย่างเด็กๆ ด้วยความรักชาติ การนับถือระบบความเชื่ออย่างเคร่งครัด และ สถานะทางสังคม พอลเหมือนกับเกล็นดินนิ่งและแม็กมาฮอนที่เห็นอาการป่วยของ ‘ความทุเรศทุรังในวัยเด็ก’ ในรูปแบบการบำบัดอาการป่วยของผู้คนมหาศาล การหลีกหนีตนเองไปสู่สิ่งบันเทิงใจ และ การเสพติดเหล้ายา เขาอธิบาย ‘อาการบาดเจ็บของโลกที่กำลังรุนแรงขึ้น’ ว่าเป็น ‘อาการของความผิดปกติทางจิตของมนุษย์’

“สังคมเดียวที่น่าหวาดกลัวกว่าสังคมที่เด็กๆ เป็นผู้นำ ดังที่ถูกกล่าวถึงในนวนิยายเรื่อง Lord of the Flies ของวิลเลียม โกลดิง” พอลเขียนไว้ในหนังสือเรื่องธรรมชาติและความบ้าคลั่ง “อาจเป็นสังคมที่ปกครองโดยผู้ใหญ่ที่มีความคิดเป็นเด็ก”

ผู้ทำให้เป็นไปได้

เป็นธรรมดาที่ผู้เสพติดและผู้ทารุณปฏิเสธการกระทำของตน ให้สัญญาเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลง และ ให้เงินผู้ใหญ่ที่ทำให้การเปลี่ยนแปลงเป็นไปได้ ซึ่งถูกขู่ขวัญให้ปิดปากเงียบ หรือถูกยุยงให้สนับสนุนพวกตนโดยให้ส่วนแบ่งอำนาจ

แม็คมาฮอนเชื่อว่าการยอมรับ การปฏิเสธความจริง หรือแม้แต่การสนับสนุนการทำลายระบบนิเวศ ‘แบบปกติ’ “ไม่เป็นเพียงความโง่เง่าที่นำไปสู่ลู่ทางที่ผิด แต่เป็นผลประโยชน์ทางการเงินส่วนตน พลเมืองส่วนมากถูกครอบงำหรือมีชีวิตขึ้นอยู่กับคำโกหกนี้” เธอกล่าว “เงินจำนวนมากได้มาจากความวิปลาสของการล้างผลาญและทำลายชีวาลัย”

คนที่มีทัศนคติแบบเดิมๆ ต้านทานความเปลี่ยนแปลงโดยปัดให้เป็นเรื่องไม่สำคัญ และเยาะเย้ยผู้เปิดโปงความจริง “ด้วยเหตุนี้สื่อมวลชนจึงสร้างทัศนคติตายตัวให้แก่ผู้คนที่ใส่ใจกับประเด็นด้านนิเวศวิทยา” แม็คมาฮอน อธิบาย “โดยเรียกพวกเขาว่าเป็น ‘พวกหมกมุ่นในการปกป้องสิ่งแวดล้อม’ (Carborexics (2)) หรือ ‘ผู้สิ้นหวังกับสภาพการณ์ของโลก’ ยัดเยียดอาการผิดปกติของปลอมให้แก่ผู้ที่หวาดกลัวเพราะเป็นพยานแห่งการทำลายโลก”

เจย์ เอส บายบี และ จอห์น ซี ยู นักกฎหมายของรัฐบาลจอร์จ บุช ผู้จัดทำเหตุผลเพื่อกระทำทารุณนักโทษสงคราม เป็นผู้สร้างความเป็นไปได้อย่างที่ทราบกันดี ผลงานนี้ทำให้เจย์ได้รับตำแหน่งผู้พิพากษาแห่งรัฐบาลกลางไปตลอดชีวิต และยูได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เมื่อสมาคมจิตแพทย์อเมริกันตีพิมพ์แถลงการณ์ต่อต้านการทารุณ สมาคมจิตวิทยาอเมริกัน ‘ตัดสินใจ’ ไม่เห็นด้วยกับแถลงการณ์นั้น กองทหารอเมริกันจึงให้รางวัลจิตแพทย์ในสมาคมจิตแพทย์อเมริกันด้วยใบอนุญาตและสัญญาต่างๆ ที่ถูกปฏิเสธต่อจิตแพทย์ที่ออกมาเปิดโปง

พระราชบัญญัติสภาพภูมิอากาศแว็กซ์แมน-มาร์คีย์ ของสหรัฐอเมริกา แสดงให้เห็นว่าคนเสพติดสร้างภาพประทับใจของความเปลี่ยนแปลง ในขณะที่เสริมสร้างนิสัยทำลาย พรบ. ฉบับนี้ที่เพิ่งได้รับการอนุมัติโดยสภาผู้แทนราษฎร ประกอบด้วยการอนุมัติก่อมลพิษสำหรับผู้ก่อมลพิษรายใหญ่ที่สุด และช่องโหว่เพื่อช่วยการหลบเลี่ยงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่สร้างผลดีอย่างแท้จริง แม้ว่าปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์จะประมาณการว่ามนุษยชาติต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 50-80% ต่ำกว่าระดับพ.ศ. 2533 เพื่อหลีกเลี่ยงหายนะของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่กฎหมายสหรัฐเสนอให้ลดลง 4% แม้จะเป็นเช่นนั้น หนังสือพิมพ์นิวยอร์ก ไทม์ยกย่องพรบ. ฉบับนี้ว่าเป็น ‘กฎหมายด้านพลังงานและภาวะโลกร้อนที่มีเป้าหมายสูงที่สุดเท่าที่เคยมีการถกเถียงในรัฐสภา’ ซึ่งเป็นคำแถลงการณ์ที่ปิดซ่อนความล้มเหลวและการเสแสร้งอันผิวเผินอย่างแท้จริง

อัล กอร์ยกย่องพรบ. ฉบับนี้ว่าเป็น ‘ก้าวสำคัญยิ่ง’ โจเซฟ รอมม์ นักฟิสิกส์และผู้เชี่ยวชาญด้านสภาพภูมิอากาศ เขียนไว้ว่า “เหตุใดกระผมจึงได้ปรับเปลี่ยนวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศที่มองโลกตามความเป็นจริงของผม ซึ่งเรียกร้องการปฏิบัติที่แข็งแกร่งกว่าของพรบ. แว็กซ์แมน-มาร์คีย์มาก รวมถึงบทบาททางการเมืองที่มีต่อภาวะโลกร้อนที่มองโลกตามความเป็นจริงของผม ที่ทำให้ผมสนับสนุนการผ่านพรบ. อันบกพร่องนี้ คำตอบสั้นๆ ก็คือพรบ. นี้เป็นเกมการเมืองเดียวที่มีอยู่ในประเทศ” รอมม์กล่าวเสริมว่า “หากพรบ.แว็กซ์แมน-มาร์คีย์ กลายเป็นกฎหมาย โอกาสจริงๆ คือ 10-20% ในการหลีกเลี่ยงหายนะ”

คุณจะยอมรับโอกาส 10% ของการหลีกเลี่ยงหายนะที่จะเกิดกับลูกหลานของคุณหรือไม่ รอมม์ อัลกอร์ และ นักข่าวของนิวยอร์ก ไทม์ เป็นคนฉลาด และบางทีพวกเขาอาจคิดว่าโอกาสอันน้อยนิดนั้นเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่พวกเขาสามารถทำเพื่อครอบครัวมนุษย์ อย่างไรก็ตาม พวกเขาถูกครอบงำอย่างฝังรากลึกโดยทัศนคติแบบเดิมๆ เหมือนภรรยาให้ข้ออ้างเพื่อปกป้องสามีขี้เหล้า พวกเขากลัวที่จะหย่าขาดจากแบบแผนของอำนาจที่ครอบงำพวกเขา

ตัวอย่างเช่น อัล กอร์ เป็นส่วนสำคัญในกองทุนร่วม Generation Investment Management ร่วมกับเดวิด บลัด และอดีตเพื่อนร่วมงานบริษัทโกลด์แมน แซกส์ ซึ่งเป็นบริษัทที่จัดการปัญหาฟองสบู่แตกในตลาดตราสารอนุพันธ์เพื่อการจำนองอสังหาริมทรัพย์ เนื่องจากไม่มีใครซื้ออสังหาริมทรัพย์ในราคาที่สูงกว่าที่ซื้อกัน และแผนการปั่นหุ้น (การเก็บหุ้นไว้ เมื่อคนแห่ซื้อดันราคาขึ้นไปก็เทขายออกมา)ครั้งสำคัญๆ ในสหรัฐตั้งแต่พ.ศ. 2463 พวกเขาอยู่ในฐานะที่สามารถทำเงินได้มากมายจากข้อตกลงการซื้อขายคาร์บอนเครดิต ซึ่งจะเป็นภาวะฟองสบู่ในตลาดหุ้นครั้งใหญ่ครั้งต่อไป บริษัทโกลด์แมน แซกส์จะทำความดีบ้างหรือไม่ ไม่แน่ บริษัทจะปกป้องโลกหรือไม่ อาจจะไม่ บริษัทนี้จะสร้างความร่ำรวยมากขึ้นให้กับคนร่ำรวยมากที่มีน้อยคน และกระตุ้นการบริโภค ประเด็นก็คือผู้ทำให้การเปลี่ยนแปลงเป็นไปได้เหล่านี้ถูกครอบงำโดยแบบแผนอำนาจที่ปฏิบัติกันทั่วไป และระบบเศรษฐกิจที่ก่อให้เกิดการบริโภคอย่างสุรุ่ยสุร่าย และทำให้โลกไม่สามารถต้านทานการทำลายที่เกินขีดจำกัดของระบบนิเวศได้ พวกเขาจะปกป้องผู้ผลาญทำลาย การที่พวกเขาสนับสนุนพรบ. แวกซ์แมน-มาร์คีย์ ที่ถูกลดความแข็งแกร่ง เป็นมิตรต่อภาคเอกชน และ ปฏิเสธความจริง แสดงให้เห็นถึงความจงรักภักดีที่พวกเขามีต่อนายหน้าค้าอำนาจที่ทำงานบกพร่อง

ในความเป็นจริงในทางปฏิบัติ กฎหมายของสหรัฐฉบับนี้จะทำลายความพยายามในการสร้างความเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง ที่การประชุมด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่โคเปนเฮเกนในปลายปีนี้ โอกาส 10% ในการหลีกเลี่ยงหายนะ แทบไม่สร้างความสบายใจให้กับลูกหลานของเรา

การพลิกฟื้น

เชลลิส เกล็นดินนิ่ง เขียนไว้ว่า “เป้าหมายสูงสุดของการพลิกฟื้น คือ การค้นพบความสัมพันธ์กับธรรมชาติของเราอีกครั้ง การรู้สึก การมีชีวิต การก้าวออกจากการบดทับของเครื่องจักรที่ทำให้ตายด้าน และมุมมองเกี่ยวกับโลกที่เป็นจักรกล” พอล เชฟพาร์ดพบความหวังในความจริงที่ว่า “ภายใต้การเคลือบแฝงของอารยธรรม ไม่ได้มีคนป่าเถื่อนและสัตว์ แต่ความเป็นมนุษย์ในตัวเราที่รู้ว่าอะไรถูกต้องและจำเป็นในการเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์”

เชฟพาร์ดมองเห็นการพลิกฟื้นผ่านการปลูกฟื้น ‘มนุษย์ที่สมบูรณ์และสัมพันธ์กับธรรมชาติ’ เขาเขียนไว้ว่า เพื่อที่จะสร้างผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพใจดีขึ้นมาใหม่ เด็กๆ ต้องเกิดในสภาพแวดล้อมอันอ่อนโยน และเติบโตโดยสัมผัสสิ่งแวดล้อมของสิ่งมีชีวิตนอกเหนือมนุษย์ที่อุดมสมบูรณ์ เด็กวัยเยาว์ที่มีสุขภาพใจดีต้องมีประสบการณ์การทำงานของเด็กวัยเยาว์ ใช้เครื่องมือง่ายๆ และเรียนรู้ ‘วิชาประวัติศาสตร์ธรรมชาติ’ ท้ายที่สุด เด็กวัยเยาว์ต้องเรียนรู้ ‘ความสำคัญยิ่งเชิงอุปมา’ ของปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ และมีประสบการณ์ใน ‘การริเริ่มการกระทำอันเป็นนิสัย และได้รับคำปรึกษาจากผู้ใหญ่ในขั้นตอนต่อๆ มา’

มนุษยชาติ ซึ่งอยู่บนเส้นทางที่นำไปสู่การสูญสิ้น ต้องได้รับการแทรกแซง ดังที่จิฑฑุ กฤษณมูรติ เขียนไว้ในช่วงทศวรรษ2513 ว่า “หลักเกณฑ์ด้านสุขภาพไม่สามารถนำมาปรับใช้อย่างเหมาะสมได้ในสังคมที่ป่วยอย่างรุนแรง”

- เรกซ์ เวย์เลอร์

ท่านสามารถเขียนความเห็นเกี่ยวกับบทความในคอลัมน์ “Deep Green” ที่บล็อก Ecolog ของผม ที่ซึ่งผมใส่ส่วนหนึ่งของคอลัมน์นี้ และบทสนทนากับผู้อ่านเอาไว้

หมายเหตุ

(1) “ขนมปังและละครสัตว์” เป็นวลีเหยียดหยามที่ใช้วิจารณ์นโยบายที่รัฐบาลใช้ทำให้พลเมืองสงบ หรือทำให้ความปรารถนาอันตื้นเขินและเสื่อมทรามของพลเมืองเหล่านั้นเองสงบลง สำหรับทั้ง 2 กรณี วลีนี้หมายถึงอาหารและความบันเทิงราคาถูก คุณภาพต่ำ มีอยู่ทั่วไป ที่กลายเป็นสิ่งเดียวที่ประชาชนต้องการ ไปจนถึงการตัดเรื่องต่างๆ ที่บางคนมองว่าสำคัญกว่าออกไป เช่น ศิลปะ โครงการเพื่อสาธารณะ สิทธิมนุษยชน หรือแม้แต่ประชาธิปไตย วลีนี้มักใช้เรียกการบรรเทาระยะสั้นที่รัฐบาลใช้แก้ปัญหา ที่ใช้แทนวิธีแก้ปัญหายืดเยื้อและสำคัญ

(2) Carborexic มาจาก “carbon” (ก๊าซคาร์บอน) และ anorexic (โรคผิดปกติทางการกิน คนที่ป่วยโรคนี้พยายามกินน้อยที่สุด) คำนี้แปลว่า คนที่พัฒนาระดับความหมกมุ่นขึ้นสูงมาก ในการมีชีวิตอยู่โดยเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

 

2 ความคิดเห็น:

  1. ไม่ระบุชื่อ said,

    ดีมากเลย เรามาช่วยกันปกป้องโลกกันเถอะ

    on ๒๘ สิงหาคม ๒๕๕๒ ๑๖:๐๓  


  2. charee said,

    ทุกวันนี้ช่วยดูเเลรักษ์โลก
    โดยปลูกต้นไม้เดือนละ 1 ต้น

    on ๒๐ กันยายน ๒๕๕๒ ๑๐:๔๔  


แสดงความคิดเห็น