ยินดีต้อนรับสู่ บล็อกกรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ๆ เราบอกเล่าเรื่องราวความเป็นไป เบื้องหลังการทำงาน ข้อคิด ความคิดเห็น เพิ่มเติมจาก งานที่เราทำ

กรีนพีซพาหมีโคอาล่าเรียกร้องหน้าสถานทูตออสเตรเลียอย่าเลี่ยงการรับรองพิธีสารเกียวโตในการประชุมเอเปก

พนักงานรักษาความปลอดภัยสถานทูตออสเตรเลียประกบข้างหมีโคอาล่าของกรีนพีซที่ไปเยือนเพื่อยื่นจดหมายแก่นายจอห์น โฮเวิร์ด โดยเตือนว่าอย่าออกนอกลู่ทางโดยไม่รับรองพิธีสารเกียวโตที่การประชุมสุดยอดผู้นำเอเปกในสัปดาห์หน้า - รูปโดย กรีนพีซ/สถาพร ทองมา

Australian embassy security guards flank Greenpeace Koalas in Bangkok who arrived arrived to deliver a letter to John Howard warning him not to derail the Kyoto Protocol at APEC meeting next week. Photo : Greenpeace/Sataporn Thongma


English Text is After Thai

31 ส.ค. 50 - กรุงเทพ, ประเทศไทย — อาสาสมัครกลุ่มกรีนพีซในชุดหมีโคอาล่าชูป้ายผ้ามีข้อความว่า “Kyoto-Just Do it” หน้าสถานทูตออสเตรเลียในกรุงเทพฯ และยื่นจดหมายเตือนนายจอห์น โฮเวิร์ด ว่าไม่ควรกดดันผู้นำ 21 ประเทศที่จะมาร่วมประชุมสุดยอดกลุ่มเอเปกในเมืองซิดนีย์สัปดาห์หน้า เพื่อที่จะล้มพิธีสารเกียวโตซึ่งเป็นกฎหมายระหว่างประเทศที่มีเป้าหมายเพื่อลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกอันเป็นสาเหตุของภาวะโลกร้อน

จากข้อมูลที่รั่วไหลออกมา นายจอห์น โฮเวิร์ด มุ่งที่จะตั้งเป้าหมาย “อันสูงส่ง” เรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในการประชุมสุดยอดเอเปกครั้งที่ 14 ซึ่งตัวเขาเองจะร่วมกับอาชญากรโลกร้อนอีกคนหนึ่ง นั่นคือ นายจอร์จ บุช ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ในการผลักดันข้อเสนอใหม่ที่ต่างไปจากพิธีสารเกียวโต หรือข้อตกลงภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) ซึ่งกำหนดเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้มีผลบังคับใช้ในทางกฎหมาย

นายธารา บัวคำศรี ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกล่าวว่า “ใน พ.ศ. 2538 นานาประเทศต่างเห็นพ้องกันว่า เป้าหมายการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกโดยใช้วิธีการ “สมัครใจ” นั้นเป็นสิ่งที่ไร้ประสิทธิภาพ และด้วยเหตุนี้เองนานาประเทศจึงเจรจาให้พิธีสารเกียวโตมีพันธะสัญญาในการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ถ้านายโฮเวิร์ดจริงจังเรื่องภาวะโลกร้อนเหมือนอย่างที่กล่าวไว้ เขาควรเป็นผู้นำให้เอเปกสนับสนุนพิธีสารเกียวโต และใช้สิ่งที่ได้จากกลุ่มประเทศอุตสาหกรรม G-8 ซึ่งเรียกร้อง “ปฏิบัติการเร่งด่วนและมีพลัง” เพื่อจัดการกับปัญหาโลกร้อน รวมทั้งยืนยันว่ากระบวนการของสหประชาชาติในเรื่องสภาพภูมิอากาศนั้นเป็นเวทีที่เหมาะสมในการเจรจาข้อตกลงระหว่างประเทศอันใหม่”

ข้อสรุปในรายงานการประเมินผลครั้งที่ 4 ของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ที่นำเสนอในปี พ.ศ.2550 ได้ชี้ให้เห็นถึงระดับและความเร่งด่วนของผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การประชุมที่กรุงเทพฯ ในเดือนพฤษภาคม IPCC ระบุอย่างชัดเจนว่า “ความพยายามในการลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในช่วงสองถึงสามทศวรรษข้างหน้าจะมีผลกระทบอันใหญ่หลวงต่อโอกาสในการบรรลุถึงระดับที่สมดุลของก๊าซเรือนกระจกในบรรยากาศ” และขณะเดียวกัน ก็ยังมีความเป็นไปได้ที่จะรักษาระดับการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิให้อยู่ต่ำกว่า 2 องศาเซลเซียส IPCC ชี้ว่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกระดับโลกจะขึ้นถึงจุดสูงสุดภายใน พ.ศ. 2558 อย่างช้าที่สุด และจะลดลงร้อยละ 50-85 ภายใน พ.ศ. 2593 เทียบกับระดับใน พ.ศ. 2533

“กรีนพีซขอเรียกร้องผู้นำประเทศในกลุ่มเอเปกให้รับรู้ถึงนัยสำคัญเพื่อรักษาการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกมิให้เพิ่มขึ้นไปกว่า 2 องศาเซลเซียส และให้คำมั่นต่อมาตรการที่จะทำให้บรรลุเป้าหมาย รวมทั้งดำเนินการเพื่อนำไปสู่ความสำเร็จในการประชุมพิธีสารเกียวโตที่จะเกิดขึ้นที่บาหลี อินโดนีเซียในเดือนธันวาคมนี้ การประชุมที่บาหลีจะทำให้โลกมีแนวทางที่เหมาะสม เพื่อปกป้องมนุษย์และโลกจากภัยคุกคามครั้งใหญ่ที่สุดที่ไม่เคยประสบมาก่อน” นายธารา กล่าวเสริมกรีนพีซเรียกร้องให้ประเทศอุตสาหกรรมจำกัดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงร้อยละ 30 ภายใน พ.ศ.2563 และอย่างน้อยที่สุดร้อยละ 80 ภายใน พ.ศ. 2593 โดยเทียบกับปีฐานใน พ.ศ.2533 เพื่อคงไว้ซึ่งอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกมิให้เพิ่มขึ้นมากไปกว่า 2 องศาเซลเซียส เท่าที่จะเป็นไปได้ และเพื่อให้รัฐบาลเคารพต่อคำมั่นสัญญาในช่วงเวลา 15 ปี ที่ผ่านมา ในการหลีกเลี่ยงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เป็อันตราย





..........................................


Kyoto, Just Do It: Greenpeace calls upon OZ PM Howard not to derail Kyoto Protocol on Climate Change


Bangkok, August 31, 2007 - Greenpeace activists dressed in Koala costumes unfurled a banner reading "Kyoto- Just Do It" at the Australian embassy in Bangkok and delivered a letter warning PM John Howard not to use the APEC summit of 21 nations in Sydney next week, to derail the Kyoto Protocol on climate change.


According to documents leaked to Greenpeace, John Howard is aiming to set "aspirational" goals on climate change at the meeting, where he would work together with another climate treaty saboteur, George Bush, to push for a new alternative to Kyoto Protocol, the agreement under United Nations Framework on climate change UNFCC that sets binding targets on greenhouse gas emissions."In 1995, the world community agreed that voluntary, aspirational targets were ineffective and, as such, negotiated the Kyoto Protocol which includes binding emission reduction commitments. If Howard is as serious about climate change as he says he is, then he should lead APEC to support and strengthen Kyoto instead of introducing some vague idea of goals at some unspecified time in the future, " said Greenpeace climate & energy campaigner Tara Buakamsri.

The Intergovernmental Panel on Climate Change has this year made it clear that "Mitigation efforts over the next two to three decades will have a large impact on opportunities to achieve lower stabilization levels", and whilst it is still possible to keep warming below 2ºC, the IPCC indicates that global emissions must peak by 2015 at the latest, and reduce from 1990 levels by 50-85% by 2050.

"Greenpeace urges APEC Leaders to acknowledge the imperative to keep temperatures below the 2ºC limit, commit to measures that will accomplish that goal and work towards successful negotiations at the Kyoto Protocol meeting in Bali in December that will set the world on the right path to protect people and the planet from the greatest threat humanity has ever faced. " he added. To keep global average temperature rise as far below 2ºC as possible and for governments to honour their 15 year old commitments to avoid dangerous climate change, Greenpeace is calling for cuts of at least -30% by developed countries by 2020 and atleast 80 % by 2050, with a 1990 base year with a 1990 as the base year.

1 ความคิดเห็น  

ผีดิบ GMOs ประท้วงหน้าทำเนียบฯ

กรีนพีซวอนนายกฯ คงมติ ครม.ห้ามทดลองพืชจีเอ็มโอ












นักกิจกรรมกรีนพีซพันแถบอันตรายกันผีดิบจีเอ็มโอหน้าทำเนียบรัฐบาล นักกิจกรรมสวมหุ่นผีดิบพืชผักจีเอ็มโอ: มะละกอ ข้าว มะเขือเทศ สัปปะรด และพริก หน้าทำเนียบฯ เพื่อแสดงว่าจะเกิดสิ่งเลวร้ายขึ้นหากนายธีระ สูตะบุตร รมต. เกษตรฯ สามารถผลักดันให้ยกเลิกมติครม.ทดลองปลูกพืชจีเอ็มโอในไร่นาเปิด

กรุงเทพฯ, ประเทศไทย, 28 ส.ค. 50 — วันนี้หุ่นผีดิบพืชจีเอ็มโอของกรีนพีซจำนวน 5 ตัว ได้แก่ มะละกอ ข้าว มะเขือเทศ สับปะรด และพริกขนาดเท่าคนจริงเดินรณรงค์คัดค้านบริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาล เพื่อแสดงให้คณะรัฐมนตรีเห็นถึงปัญหาที่จะเกิดขึ้นหากความพยายามของรมต.เกษตรฯ ที่จะผลักดันให้ล้มมติ ครม. นี้เป็นผลสำเร็จ ครั้งนี้เป็นการคัดค้านต่อเนื่องจากเมื่อวานที่กรีนพีซบรรทุกมะละกอกองมหึมาราว 11 ตัน ถมหน้าประตูทางเข้าออกของกระทรวงเกษตรฯ เพื่อย้ำเตือนถึงคดีมะละกอปนเปื้อนจีเอ็มโอ ที่จังหวัดขอนแก่น เมื่อปี 2547 ซึ่งยังคงค้างคาอยู่

“หุ่นผีดิบพืชจีเอ็มโอทั้ง 5 ตัวนี้ แสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีการดัดแปลงพันธุกรรมที่อันตรายสามารถทำให้เกษตรกรรมและสิ่งแวดล้อมของไทยพังพินาศได้ ทันทีที่พืชจีเอ็มโอถูกปล่อยออกสู่พื้นที่เปิด มันก็เหมือนกับผีดิบที่บ้าคลั่งที่จะแพร่กระจายและปนเปื้อนไปสู่พืชผลและสิ่งแวดล้อมของไทยอย่างไม่อาจเรียกกลับคืนมาได้ ซึ่งนั่นจะเป็นอันตรายอย่างใหญ่หลวงต่อสุขภาพและวิถีชีวิตของเกษตรกร” นางสาวณัฐวิภา อิ้วสกุล ผู้ประสาน งานรณรงค์ด้านพันธุวิศวกรรม (จีเอ็มโอ) กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กล่าว


“ถ้าหาก ครม.อนุมัติให้มีการยกเลิกมตินี้ นั่นก็แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่ารัฐบาลชุดนี้เอื้อประโยชน์ให้แก่บริษัทข้ามชาติเพียงไม่กี่บริษัทที่ได้รับผลประโยชน์จากการแพร่พันธุ์พืชจีเอ็มโอ และไม่ใส่ใจที่จะปกป้องอนาคตของผลผลิตทางการเกษตรของไทยที่ต้องพึ่งพาตลาดส่งออกเป็นหลัก ซึ่งตลาดเหล่านี้ไม่ต้องการผลผลิตที่ปนเปื้อนจีเอ็มโอ” ณัฐวิภากล่าวเสริม

ในเดือนกรกฎาคมปี 2547 กรีนพีซเปิดโปงกระทรวงเกษตรฯ ว่าเป็นสาเหตุทำให้มะละกอไทยปนเปื้อนจีเอ็มโอ โดยมีการทดลองปลูกมะละกอจีเอ็มโอที่สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 3 ส่วนแยกพืชสวน จ.ขอนแก่น และปล่อยให้มีการแจกจ่ายเมล็ดพันธุ์มะละกอที่ปนเปื้อนจีเอ็มโอให้กับเกษตรกรไทยกว่า 2,669 ราย ใน 37 จังหวัดทั่วประเทศ เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า กระทรวงเกษตรฯ ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในการควบคุมการแพร่กระจายของพืชจีเอ็มโอ สร้างความเดือดร้อนให้กับเกษตรกรไทย การปนเปื้อนที่ผิดกฎหมายและไม่พึงประสงค์นี้เป็นเหตุให้ตลาดโลกโดยเฉพาะในยุโรปขาดความเชื่อมั่นต่อการส่งออกมะละกอไทย

หลังเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้กระทรวงเกษตรฯ จำต้องทำลายต้นมะละกอในสถานีทดลองที่จังหวัดขอนแก่น แต่เมื่อกรีนพีซสุ่มเก็บตัวอย่างมะละกอในแปลงเกษตร เมื่อปี 2548 ปรากฎว่ายังพบมะละกอจีเอ็มโอในแปลงเกษตรใน 5 จังหวัด ได้แก่ กำแพงเพชร กาฬสินธุ์ ชัยภูมิ มหาสารคาม และระยอง กรีนพีซจึงฟ้องกรมวิชาการเกษตรต่อศาลปกครอง ด้วยเหตุที่ละเลยการปฏิบัติหน้าที่จนทำให้เกิดการปนเปื้อนจีเอ็มโอในมะละกอดังกล่าว

-----

กรีนพีซรณรงค์เพื่อต่อต้านพืชจีเอ็มโอรวมทั้งผลิตภัณฑ์อาหารที่มีส่วนผสมของพืชจีเอ็มโอทั้งหมด ซึ่งเป็นกลไกสำคัญบนหลักการของความยั่งยืน ทั้งนี้เพื่อปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพ และให้ประชาชนทุกคนเข้าถึงอาหารที่มีคุณค่าและปลอดภัย การตัดต่อพันธุกรรมเป็นเทคโนโลยีที่ล้าสมัยและไม่เป็นที่ต้องการของสังคมโลกอีกทั้งยังทำลายความหลากหลายทางชีวภาพ และสร้างความเสี่ยงให้กับผู้บริโภค

0 ความคิดเห็น  

อัพเดท งานขี่จักรยานลดโลกร้อน กับกรีนพีซ

อัพเดท งานขี่จักรยานลดโลกร้อน กับกรีนพีซ

กรีนพีซ มีจักรยานบริการสำหรับผู้ต้องการร่วมรณรงค์ขึ่จักรยาน ลดโลกร้อน ในวันปลอดรถ Car Free Day เสาร์ที่ 22 กันยายน 2550
อาสาสมัครและผู้สนับสนุนกรีนพีซ ลงชื่อเข้าร่วมด่วน ภายในวันศุกร์ที่ 31 สิงหาคม 2550 ที่โทร. 0 2357 1921 หรือ 08 1935 3327 เพื่อนัดหมายจุดนัดพบ
เส้นทางรณรงค์จากสนามศุภชลาสัย – ลานคนเมือง – สนามศุภชลาสัย รวมระยะทาง 12.51 กิโลเมตร ผ่านย่านของกินอร่อยของเยาวราช และชมตึกเก่าตลอดเส้นทาง ขี่ไม่ไหวหยุดกลางทาง มีบริการขนกลับค่ะ
หมายเหตุ ขอความอนุเคราะห์ค่าใช้จ่ายคนละ 150 บาทสำหรับค่าเช่าจักรยาน หรือหากนำจักรยานมาเองจะไม่มีค่าใช้จ่ายค่ะ มีอาหาร และน้ำบริการค่ะ ขอบคุณค่ะ


0 ความคิดเห็น  

กรีนพีซถล่มมะละกอหน้ากระทรวงเกษตรฯ รุก รมต.เกษตรฯ หยุดล้มมติ ครม. ห้ามทดลองพืชจีเอ็มโอ


English Text is After Thai


นักกิจกรรมกรีนพีซประท้วงหน้าประตูหลักของกระทรวงเกษตรฯ ในขณะที่รถบรรทุกถล่มมะละกอขวางทางเข้า กิจกรรมนี้ทำเพื่อเตือนรัฐบาลเกี่ยวกับการปนเปื้อนจีเอ็มโอครั้งสำคัญที่มีสาเหตุจากการโฆษณาชวนเชื่ออย่างผิดกฎหมายของมะละกอจีเอ็มโอในขอนแก่นในปี 2547 กรีนพีซเรียกร้องให้ครม. ไม่ยกเลิกมติที่ห้ามการทดลองปลูกพืชจีเอ็มโอในไร่นาเปิด



.................................................


กรุงเทพฯ, 27 สิงหาคม 2550- วันนี้กลุ่มอาสาสมัครกรีนพีซถล่มมะละกอจำนวน 3 คันรถบรรทุก ประมาณ 9 ตัน ถมหน้าประตูทางเข้าออกของกระทรวงเกษตรฯ เพื่อย้ำเตือนถึงคดีมะละกอปนเปื้อนจีเอ็มโอ ที่จังหวัดขอนแก่น เมื่อปี 2547 ซึ่งยังคงค้างคาอยู่ พร้อมเรียกร้องไม่ให้คณะรัฐมนตรียกเลิกมติครม. ห้ามทดลองปลูกพืชจีเอ็มโอทุกชนิดในระดับไร่นา

“ที่กรีนพีซเอามะละกอมากองขวางที่หน้าประตูกระทรวงเกษตรฯ ในวันนี้ เพื่อเตือนรัฐมนตรีธีระ สูตะบุตร ในกรณีที่ยังพยายามที่จะทำลายอนาคตของเกษตรกรไทย เพียงเพื่อจะสนับสนุนกลุ่มผลประโยชน์บางกลุ่มที่คอยผลักดันพืชจีเอ็มโอ และบริษัทธุรกิจเคมีเกษตรเพียงไม่กี่บริษัทเท่านั้น” นางสาวณัฐวิภา อิ้วสกุล ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านพันธุวิศวกรรม (จีเอ็มโอ) กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กล่าว

“ความพยายามผลักดันให้ยกเลิกมติครม.ให้มีการปลูกพืชจีเอ็มโอของรัฐมนตรีธีระ สูตะบุตรนั้นแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่ากระทรวงเกษตรฯไม่ได้ใส่ใจในอนาคตของผลิตผลทางการเกษตรของประเทศที่ต้องพึ่งพาตลาดส่งออกเป็นหลัก ซึ่งตลาดเหล่านี้ไม่ต้องการผลผลิตที่ปนเปื้อนจีเอ็มโอ ก่อนที่เขาจะเปิดทางให้พืชจีเอ็มโอเข้ามายึดครองพื้นที่ในประเทศ เราขอให้เขาสะสางเรื่องเก่าที่ทางกระทรวงฯ เคยก่อไว้เมื่อครั้งที่มีการทดลองปลูกมะละกอจีเอ็มโออย่างผิดกฏหมายที่จังหวัดขอนแก่น” ณัฐวิภากล่าวเสริม

ในเดือนกรกฎาคมปี 2547 กรีนพีซเปิดโปงกระทรวงเกษตรฯ ว่าเป็นสาเหตุทำให้มะละกอไทยปนเปื้อนจีเอ็มโอ โดยมีการทดลองปลูกมะละกอจีเอ็มโอที่สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 3 ส่วนแยกพืชสวน จ.ขอนแก่น และปล่อยให้มีการแจกจ่ายเมล็ดพันธุ์มะละกอที่ปนเปื้อนจีเอ็มโอให้กับเกษตรกรไทยกว่า 2,669 ราย ใน 37 จังหวัดทั่วประเทศ เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า กระทรวงเกษตรฯ ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในการควบคุมการแพร่กระจายของพืชจีเอ็มโอ สร้างความเดือดร้อนให้กับเกษตรกรไทย การปนเปื้อนที่ผิดกฎหมายและไม่พึงประสงค์นี้เป็นเหตุให้ตลาดโลกโดยเฉพาะในยุโรปขาดความเชื่อมั่นต่อการส่งออกมะละกอไทย


หลังเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้กระทรวงเกษตรฯ จำต้องทำลายต้นมะละกอในสถานีทดลองที่จังหวัดขอนแก่น แต่เมื่อกรีนพีซสุ่มเก็บตัวอย่างมะละกอในแปลงเกษตร เมื่อปี 2548 ปรากฎว่ายังพบมะละกอจีเอ็มโอในแปลงเกษตรใน 5 จังหวัด ได้แก่ กำแพงเพชร กาฬสินธุ์ ชัยภูมิ มหาสารคาม และระยอง กรีนพีซจึงฟ้องกรมวิชาการเกษตรต่อศาลปกครอง ด้วยเหตุที่ละเลยการปฏิบัติหน้าที่จนทำให้เกิดการปนเปื้อนจีเอ็มโอในมะละกอดังกล่


“แทนที่กระทรวงเกษตรฯ จะจดจำบทเรียนจากการแพร่กระจายของมะละกอปนเปื้อนจีเอ็มโอในสถานีทดลองที่จังหวัดขอนแก่น ที่เกิดจากการไร้ความรับผิดชอบของกรมวิชาการเกษตร แต่กระทรวงฯ ยังดื้อรั้นที่จะเดินหน้าผลักดันให้มีการยกเลิกมติครม. ห้ามทดลองปลูกพืชจีเอ็มโอ และเตรียมนำเข้าสู่ที่ประชุมครม.ในวันพรุ่งนี้ กรีนพีซจึงต้องมาที่นี่เพื่อหยุดการกระทำดังกล่าว และเพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อมรวมทั้งภาคเกษตรกรรมของไทยให้รอดพ้นจากแผนการอันชั่วร้ายของกลุ่มผลประโยชน์เหล่านี้” ณัฐวิภา กล่าวย้ำ


กรีนพีซรณรงค์เพื่อต่อต้านพืชจีเอ็มโอรวมทั้งผลิตภัณฑ์อาหารที่มีส่วนผสมของพืชจีเอ็มโอทั้งหมด ซึ่งเป็นกลไกสำคัญบนหลักการของความยั่งยืน ทั้งนี้เพื่อปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพ และให้ประชาชนทุกคนเข้าถึงอาหารที่มีคุณค่าและปลอดภัย การตัดต่อพันธุกรรมเป็นเทคโนโลยีที่ล้าสมัยและไม่เป็นที่ต้องการของสังคมโลกอีกทั้งยังทำลายความหลากหลายทางชีวภาพ และสร้างความเสี่ยงให้กับผู้บริโภค

...........



CAPTION OF THE PIC ABOVE: 27th August 2007 - BANGKOK, THAILAND Greenpeace activists protest outside the main gates of the Ministry of Agriculture and Cooperatives (MoAC) in Bangkok whilst a truck dumps papayas blocking the entrance. The action is to remind the government of the legacy of genetic contamination that exists brought about by its illegal propagation of GM papayas in Khon Kaen province in 2004. The activists are demanding that the existing ban on field trials of genetically modified crops should not be repealed by the Cabinet.
©Greenpeace/Vinai Dithajohn


Greenpeace blocks Agriculture Ministry Gates

Activists demand that Sutabutra desist from nixing ban on GM crop trials

Bangkok, 27 August 2007- Greenpeace activists dumped truckloads of papayas at the main gates of the Ministry of Agriculture and Cooperatives (MoAC) in Bangkok today, to remind the government of the legacy of genetic contamination that exists brought about by its illegal propagation of GM papayas in Khon Kaen province in 2004. The activists are demanding that the existing ban on field trials of genetically modified crops should not be repealed by the Cabinet.

“We are forced to block the gates of MoAC because Minister Thira Sutabutra, seems to be hell-bent on destroying the livelihood of Thai farmers only to serve the interests of GMO pushers which include a few agro-chemical corporations.” said Natwipha Ewasakul, Genetic Engineering campaigner for Greenpeace Southeast Asia.”

“His continuing push to repeal the ban on GM crop trials betrays his lack of concern for the future of Thai agricultural production which relies strongly on export markets favoring untainted farm produce. Before he opens the floodgates that would allow more genetic contamination to take place, we dare him to first clean up the mess that his department left behind with their unwanted and illegal GM papaya experiments in Khon Kaen province.” she added.

In July 2004, Greenpeace exposed the role of a MoAC-run experimental station in Khon Kaen as the source of genetic contamination of Thai papayas. The station distributed GE contaminated papaya seeds to as many as 2,669 farmers in 37 provinces. The MoAC has so far failed to act to comprehensively rid Thai papaya farms of this widespread GE contamination. Due to the uncertainty caused by this unwanted and illegal contamination, market confidence on Thai papaya exports especially in Europe faltered.

Following an outcry, MoAC was forced to order the destruction of papaya trees in Khon Kaen research station’s field trials but Greenpeace found GE papaya in 5 provinces, Kampaengpetch, Kalasin, Chaiyaphoom, Mahasarakham and Rayong and filed a case at the Administrative Court against the Department of Agriculture for dereliction of duty in dealing with the said cases of contamination.

“Instead of learning a lesson from this widespread and unwanted contamination of papaya brought about by the Department of Agriculture’s irresponsible acts, the Minister is still planning to go ahead and present a resolution to repeal the ban on field trials of GM crops at a cabinet meeting tomorrow. We are here to stop and remind him that his mandate is to save our country’s agriculture and environment from the evil designs of vested interests.“ Natwipha added.

Greenpeace campaigns for GM free crop and food production that is grounded on the principles of sustainability, protection of biodiversity and provision of safe and nutritious food to all. Genetic engineering is an unnecessary and unwanted technology that contaminates the environment, threatens biodiversity and poses unacceptable risks to health.

0 ความคิดเห็น  

อาเซียนตื่นโรงไฟฟ้าปรมาณู..กรีนพีซออกโรง

พลังงานนิวเคลียร์
ข้อเสียที่กรีนพีซกล่าวถึง
1. ราคาแพง
2. อันตราย
2.1 เอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีความเสี่ยงเพราะเกิดภูเขาไฟระเบิดและแผ่นดินไหวบ่อย เสี่ยงต่อการรั่วไหลของนิวเคลียร์
2.2 ยังขาดความรู้เรื่องกลไลและการควบคุมดูแล
วิธีการแก้ปัญหาที่กรีนพีซเสนอ

- ใช้พลังงานที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้ (Renewable Energies) เพื่อป้องกันการขาดแคลนพลังงานระยะยาว
ข้อดีที่รัฐบาลไทยกล่าวถึง
1. พลังงานนิวเคลียร์ได้รับการยอมรับว่ามีประสิทธิภาพ
2. มีผลประโยชน์ที่คุ้มกับต้นทุน
3. ไม่ปล่อยสารคาร์บอนไดออกไซด์
4. รัฐบาลขอเวลา 7 ปี จากปี 2550 เพื่อพัฒนามาตรฐานความปลอดภัย จัดตั้งโครงสร้างการควบคุม และ ฝึกฝนบุคลากรที่จำเป็น จากนั้นต้องใช้เวลาอีกกว่า 6 ปี เพื่อพัฒนาโครงการจนเสร็จสมบูรณ์
------------
ผู้จัดการรายวัน(23 ส.ค. 50) -- ประเด็นความปลอดภัยในการใช้พลังงานนิวเคลียร์จะเป็นหัวข้อสำคัญในการหารือกันระหว่างรัฐมนตรีพลังงานของกลุ่มอาเซียนในวันพฤหัสบดีนี้ (23 ส.ค.) ที่สิงคโปร์ ขณะที่กลุ่มอนุรักษ์สภาพแวดล่อมกรีนพีซ (Greenpeace) ตั้งป้อมประท้วงหัวชนฝา
หลายชาติเห็นว่านิวเคลียร์จะกลายเป็นหนึ่งในพลังงานทางเลือกในขณะที่น้ำมันราคาแพงอย่างต่อเนื่อง รัฐมนตรีของสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ อาเซียน (ASEAN) 10 ประเทศจะประชุม 1 วัน โดยเริ่มจากการหารือกันภายในกลุ่มก่อน จากนั้นจึงประชุมปรึกษากับจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้
รัฐมนตรีพลังงานจากออสเตรเลีย อินเดีย และนิวซีแลนด์จะเข้าร่วมประชุมในวันศุกร์ (24 ส.ค.) ทางการสิงคโปร์กล่าวเมื่อวันพุธ
แหล่งข่าวทางการฑูตกล่าวว่า การประชุมจะพุ่งไปที่ความปลอดภัยของพลังงานนิวเคลียร์ หลังจากหลายประเทศอาเซียนเริ่มวางแผนสร้างโรงงานนิวเคลียร์ เพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่มีมากขึ้น และเพื่อลดการพึ่งพาอาศัยน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ
อินโดนีเซีย เวียดนาม และไทย ได้ประกาศแผนการนำพลังงานนิวเคลียร์มาใช้ แต่นักรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมกล่าวเตือนถึงความเสี่ยงที่จะต้องเผชิญ เนื่องจากประเทศในภูมิภาคนี้ยังไม่มีผู้เชี่ยวชาญ รวมทั้งปัญหาการจัดการของเสียจากนิวเคลียร์ด้วย
เวียดนามซึ่งมีเศรษฐกิจเติบโตเร็วและขาดแคลนไฟฟ้าอย่างหนัก กำลังพิจารณาก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จำนวน 2 แห่ง ขณะที่รัสเซียกำลังจะช่วยพม่าสร้างเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์เพื่อการวิจัย
"สิ่งที่เราต้องการสื่อให้รัฐมนตรีพลังงานได้ทราบก็คือ พวกเขาควรเลิกคิดเกี่ยวกับเทคโนโลยีพลังงานนิวเคลียร์ไปได้แล้ว" นานนูร์ หิยาดาตี (Nur Hidayati) นักรณรงค์ด้านพลังงานในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมกรีนพีซกล่าว
เจ้าหน้าที่ผู้นี้กล่าวว่าแทนที่จะเสียเวลากับเรื่องเทคโนโลยีราคาแพงและมีอันตราย อาเซียนควรหันมาศึกษาความเป็นไปได้ในการใช้พลังงานที่นำกลับมาใช้ได้อีก เพื่อช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนในระยะยาว
เจ้าหน้าที่กรีนพีซกล่าวอีกว่า การสร้างโรงงานนิวเคลียร์มีความเสี่ยงมาก เนื่องจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นเขตที่เกิดแผ่นดินไหวและภูเขาไฟระเบิด และรัฐบาลยังไม่มีแผนการรับมือกับการรั่วไหล
"ประเด็นด้านความปลอดภัยไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวเนื่องอย่างมากกับการทำงานของกลไกและการควบคุมดูแลด้วย ซึ่งประเด็นดังกล่าวยังขาดความรู้ความเข้าใจอยู่มาก" นายหิยาดาตี กล่าว
อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่รัฐบาลกล่าวว่า การใช้พลังงานนิวเคลียร์เป็นสิ่งจำเป็นในการกระจายสัดส่วนพลังงาน ลดความผันผวนของราคาน้ำมัน และช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
นายคุรุจิต นาครทรรพ รองปลัดกระทรวงพลังงานของไทย กล่าวในเวทีอภิปรายด้านธุรกิจน้ำมันแห่งภูมิภาคอาเซียนเมื่อวันพุธ (22 ส.ค.) ว่า ประเทศไทยมีแผนที่จะสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 4,000 เมกะวัตต์ ภายในปี พ.ศ.2563
การตัดสินใจดังกล่าวรวมถึงแผนการพัฒนาระยะยาว เนื่องจากพลังงานนิวเคลียร์ได้รับการยอมรับว่ามีประสิทธิภาพ มีผลประโยชน์ที่คุ้มกับต้นทุน และไม่ปล่อยสารคาร์บอนไดออกไซด์
ความกังวลเกี่ยวกับอันตรายนั้น นายคุรุจิต กล่าวว่ารัฐบาลขอเวลา 7 ปี จากปี 2550 เพื่อพัฒนามาตรฐานความปลอดภัย จัดตั้งโครงสร้างการควบคุม และ ฝึกฝนบุคลากรที่จำเป็น จากนั้นต้องใช้เวลาอีกกว่า 6 ปี เพื่อพัฒนาโครงการจนเสร็จสมบูรณ์
---
กรีนพีซทำงานเพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อมและส่งเสริมสันติภาพ สนุบสนุนเราได้ที่http://www.greenpeace.or.th/

0 ความคิดเห็น  

กรีนพีซจี้รัฐ เลิกคิดล้มมติ ครม. พืชจีเอ็มโอ Greenpeace demands Gov cancel GMOs trials


อาสาสมัครกรีนพีซบุกกระทรวงเกษตรฯ ประท้วงการทดลองจีเอ็มโอในไร่นาเปิด ด้วยสัญลักษณ์ดวงตาสื่อว่ากำลังจับตามองทุกย่างก้าว
Greenpeace headed to Ministry of Agriculture and Coorperative (MoAC) to protest GMOs' open filed trials using eyeballs saying they are watching every step.
-----ENGLISH TEXT IS AFTER THAI-----


Bangkok, ประเทศไทย — กรีนพีซบุกกระทรวงเกษตรฯ ยับยั้งการล้มมติ ครม. ที่ห้ามทดลองพืชจีเอ็มโอทุกชนิดในระดับไร่นา และเรียกร้องให้กระทรวงคำนึงถึงผลกระทบอันร้ายแรงที่เกิดจากการปนเปื้อนจีเอ็มโอหากรัฐบาลอนุมัติให้มีการทดลอง
วันนี้ กลุ่มกรีนพีซเข้ายื่นข้อเรียกร้องต่อนายธีระ สูตะบุตร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อยับยั้งความพยายามในการล้มเลิกมติ ครม. วันที่ 3 เมษายน 2544 ที่ห้ามทดลองพืชจีเอ็มโอทุกชนิดในระดับไร่นา โดยมีอาสาสมัครกรีนพีซจำนวน 20 คน พร้อมด้วยสัญลักษณ์ “ลูกตา” ถือป้ายข้อความ “อย่านึกว่าคนไทยไม่เห็น -หยุดคิด หยุดทดลองจีเอ็มโอ”

น.ส.ณัฐวิภา อิ้วสกุล ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านพันธุวิศวกรรม (จีเอ็มโอ) กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เแถลงว่า “เรายังคงเฝ้าจับตามองทั้งความคิดและการกระทำของกระทรวงเกษตรฯ ต่อนโยบายเกี่ยวกับพืชจีเอ็มโอ การที่กระทรวงเกษตรดื้อรั้นที่จะผลักดันให้มีการทดลองปลูกพืชจีเอ็มโอในระดับไร่นานั้นเหมือนเป็นการเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มบริษัทเคมีเกษตรข้ามชาติ อันจะนำไปสู่ความสูญเสียทางด้านสิ่งแวดล้อมและภาคเกษตรกรรมของประเทศไทย นอกจากนี้จำเป็นต้องมีการดำเนินการอย่างรอบคอบเพื่อให้แน่ใจว่ากระทรวงเกษตรฯ จะไม่โยนอนาคตของเกษตรกรรมไทยทิ้งไป”


เดือนกรกฎาคม 2547 กรีนพีซเปิดโปงกระทรวงเกษตรฯ ว่าเป็นสาเหตุทำให้มะละกอไทยปนเปื้อนจีเอ็มโอ โดยมีการทดลองปลูกมะละกอจีเอ็มโอที่สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 3 ส่วนแยกพืชสวน จ.ขอนแก่น และปล่อยให้มีการแจกจ่ายเมล็ดพันธุ์มะละกอที่ปนเปื้อนจีเอ็มโอให้กับเกษตรกรไทยกว่า 2,669 ราย ใน 37 จังหวัดทั่วประเทศ เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า กระทรวงเกษตรฯ ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในการควบคุมการแพร่กระจายของพืชจีเอ็มโอ สร้างความเดือดร้อนให้กับเกษตรกรไทย การปนเปื้อนที่ผิดกฎหมายและไม่พึงประสงค์นี้เป็นเหตุให้ตลาดโลกโดยเฉพาะในยุโรปขาดความเชื่อมั่นต่อการส่งออกมะละกอไทย

“จากประสบการณ์ที่กระทรวงเกษตรฯ ได้รับในเรื่องมะละกอจีเอ็มโอน่าจะเป็นบทเรียนสำคัญที่ชี้ให้เห็นว่าการปนเปื้อนจีเอ็มโอเป็นสิ่งที่ยากจะจัดการ ทันทีที่พืชจีเอ็มโอถูกปล่อยออกสู่สิ่งแวดล้อมซึ่งมักจะเป็นในพื้นที่เปิด มันเป็นไปไม่ได้ที่จะเรียกทุกอย่างให้กลับคืนมาเหมือนเดิม”

ในปี 2548 และ 2549 พบว่า “ข้าว” ผลผลิตหลักของโลกมีการปนเปื้อนจีเอ็มโอ ซึ่งยังไม่ได้รับการยอมรับและถือเป็นสิ่งผิดกฎหมายในหลายประเทศไม่รวมสหรัฐอเมริกา ข้าวจีเอ็มโอของเบเยอร์ที่รู้จักกันในนาม “ลิเบอร์ตี้ ลิงค์”ปนเปื้อนในข้าวของสหรัฐอเมริกาส่งผลให้ตลาดโลกต่างพากันปฏิเสธข้าวจากสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะประเทศในสหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และฟิลิปปินส์ สิ่งนี้เป็นการชี้ทางผู้ค้าข้าวชั้นนำของไทยและเวียตนาม ซึ่งเป็นประเทศผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่เป็นอันดับ 1 และ 2 ของโลกให้แสดงจุดยืนร่วมกันเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ด้วยการลงนามไม่ค้าข้าวจีเอ็มโอ และจะปลูกเฉพาะข้าวปลอดจีเอ็มโอเพื่อปกป้องความหลากหลายของข้าวพันธุ์ธรรมชาติ และรักษาตลาดส่งออกของทั้งสองประเทศ


“กรณีการปนเปื้อนนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าพืชจีเอ็มโอเป็นสิ่งที่ไม่สามารถควบคุมได้และเป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม การปนเปื้อนจีเอ็มโอทำให้ไทยเกิดความสูญเสียทางการตลาดทางด้านผลิตผลทางการเกษตรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังที่เห็นได้จากการที่ผู้บริโภคจำนวนมากทั่วโลกปฏิเสธพืชจีเอ็มโออย่างต่อเนื่อง หากประเทศไทยต้องการรักษาความเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญของโลก และผูกขาดความเป็นครัวของเอเชีย รัฐบาลต้องยับยั้งความคิดของนายธีระ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ที่จะล้มเลิกมติ ครม. ที่ห้ามทดลองพืชจีเอ็มโอทุกชนิดในระดับไร่นา” ณัฐวิภากล่าวทิ้งท้าย

กรีนพีซรณรงค์เพื่อต่อต้านพืชจีเอ็มโอรวมทั้งผลิตภัณฑ์อาหารที่มีส่วนผสมของพืชจีเอ็มโอทั้งหมด ซึ่งเป็นกลไกสำคัญบนหลักการของความยั่งยืน ทั้งนี้เพื่อปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพ และให้ประชาชนทุกคนเข้าถึงอาหารที่มีคุณค่าและปลอดภัย การตัดต่อพันธุกรรมเป็นเทคโนโลยีที่ล้าสมัยและไม่เป็นที่ต้องการของสังคมโลกอีกทั้งยังทำลายความหลากหลายทางชีวภาพ และสร้างความเสี่ยงให้กับผู้บริโภค
ที่มา: www.greenpeace.or.th
--------English--------
Greenpeace eyeballs Ministry of Agriculture for pushing GM crop field trials

Bangkok, 23th August 2007 - Wearing giant eyeball headgear, Greenpeace activists today trooped to the central office of the Ministry of Agriculture and Cooperatives (MoAC) in Bangkok to warn against the agency's attempts to repeal the ban on field trials of genetically modified (GM) crops in the country. The "eyeball parade" called attention to the insidious threat posed by genetic contamination likely to occur should the government allow GM crop field trials.

"We wish to inform Minister Theera Sutabutra that we will be watching every move he makes on this issue. Given its brazen promotion of GM crop field trials, the MoAC seems to be inclined to support the interests of multinational agro-chemical companies to the detriment of the environment and our agricultural sector. Vigilance is needed to make sure that the MoAC does not throw away the future of Thai agricultural production," said Natwipha Ewasakul, Genetic Engineering campaigner for Greenpeace Southeast Asia.

In July 2004, Greenpeace exposed the role of the MoAC-run experimental station in Khon Kaen as the source of genetic contamination of Thai papayas. The station distributed GE contaminated papaya seeds to as many as 2,669 farmers in 37 provinces. The MoAC has so far failed to act to comprehensively rid Thai papaya farms of this widespread GE contamination. Due to the uncertainty caused by this unwanted and illegal contamination, market confidence on Thai papaya exports especially in Europe faltered.

"The Ministry's deplorable experience with GM papaya should have already taught the agency an important lesson regarding the formidable challenges posed by genetic contamination. Once GMOs are released into the environment, usually via open field trials, it is almost impossible to recall them. The process is irreversible," added Natwipha.

In 2005 and 2006, the world's most important food crop, rice, was found to be contaminated by genetically modified strains which are unapproved and illegal in most countries outside of the United States. Bayer's genetically modified rice called Liberty Link contaminated US rice supplies resulting in widespread market rejection of rice from the US, especially in the EU, Japan and the Philippines. This has also prompted leading rice traders in Thailand and Vietnam, respectively the world's first and second largest exporters of rice, to sign a joint declaration in November last year shunning GMO rice and committing to trade and grow only GMO free rice to protect traditional rice varieties and their export markets.

"These cases of contamination clearly demonstrate the uncontrollable and dangerous nature of GM crops. With genetic contamination comes the inevitable loss of markets for the country's agricultural produce, as shown by the continuing rejection of GMOs by a growing number of consumers worldwide. Minister Theera's scheme to have the GM crop field trial ban repealed should not be allowed to succeed if the country wants to keep the integrity of its food supply and retain its stature as the Food Basket of Asia," added Ewasakul.

Greenpeace campaigns for GE-free crop and food production that is grounded in the principles of sustainability, protection of biodiversity and providing all people to have access to safe and nutritious food. Genetic engineering is an unnecessary and unwanted technology that contaminates the environment, threatens biodiversity and poses unacceptable risks to health.

1 ความคิดเห็น  

กรีนพีซจี้รัฐ เลิกคิดล้มมติ ครม. พืชจีเอ็มโอ



อาสาสมัครกรีนพีซบุกกระทรวงเกษตรฯ ประท้วงการทดลองจีเอ็มโอในไร่นาเปิด ด้วยสัญลักษณ์ดวงตาสื่อว่ากำลังจับตามองทุกย่างก้าว











กรุงเทพฯ, ประเทศไทย — กรีนพีซบุกกระทรวงเกษตรฯ ยับยั้งการล้มมติ ครม. ที่ห้ามทดลองพืชจีเอ็มโอทุกชนิดในระดับไร่นา และเรียกร้องให้กระทรวงคำนึงถึงผลกระทบอันร้ายแรงที่เกิดจากการปนเปื้อนจีเอ็มโอหากรัฐบาลอนุมัติให้มีการทดลอง


วันนี้ กลุ่มกรีนพีซเข้ายื่นข้อเรียกร้องต่อนายธีระ สูตะบุตร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อยับยั้งความพยายามในการล้มเลิกมติ ครม. วันที่ 3 เมษายน 2544 ที่ห้ามทดลองพืชจีเอ็มโอทุกชนิดในระดับไร่นา โดยมีอาสาสมัครกรีนพีซจำนวน 20 คน พร้อมด้วยสัญลักษณ์ “ลูกตา” ถือป้ายข้อความ “อย่านึกว่าคนไทยไม่เห็น -หยุดคิด หยุดทดลองจีเอ็มโอ”



น.ส.ณัฐวิภา อิ้วสกุล ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านพันธุวิศวกรรม (จีเอ็มโอ) กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เแถลงว่า “เรายังคงเฝ้าจับตามองทั้งความคิดและการกระทำของกระทรวงเกษตรฯ ต่อนโยบายเกี่ยวกับพืชจีเอ็มโอ การที่กระทรวงเกษตรดื้อรั้นที่จะผลักดันให้มีการทดลองปลูกพืชจีเอ็มโอในระดับไร่นานั้นเหมือนเป็นการเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มบริษัทเคมีเกษตรข้ามชาติ อันจะนำไปสู่ความสูญเสียทางด้านสิ่งแวดล้อมและภาคเกษตรกรรมของประเทศไทย นอกจากนี้จำเป็นต้องมีการดำเนินการอย่างรอบคอบเพื่อให้แน่ใจว่ากระทรวงเกษตรฯ จะไม่โยนอนาคตของเกษตรกรรมไทยทิ้งไป”



เดือนกรกฎาคม 2547 กรีนพีซเปิดโปงกระทรวงเกษตรฯ ว่าเป็นสาเหตุทำให้มะละกอไทยปนเปื้อนจีเอ็มโอ โดยมีการทดลองปลูกมะละกอจีเอ็มโอที่สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 3 ส่วนแยกพืชสวน จ.ขอนแก่น และปล่อยให้มีการแจกจ่ายเมล็ดพันธุ์มะละกอที่ปนเปื้อนจีเอ็มโอให้กับเกษตรกรไทยกว่า 2,669 ราย ใน 37 จังหวัดทั่วประเทศ เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า กระทรวงเกษตรฯ ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในการควบคุมการแพร่กระจายของพืชจีเอ็มโอ สร้างความเดือดร้อนให้กับเกษตรกรไทย การปนเปื้อนที่ผิดกฎหมายและไม่พึงประสงค์นี้เป็นเหตุให้ตลาดโลกโดยเฉพาะในยุโรปขาดความเชื่อมั่นต่อการส่งออกมะละกอไทย



“จากประสบการณ์ที่กระทรวงเกษตรฯ ได้รับในเรื่องมะละกอจีเอ็มโอน่าจะเป็นบทเรียนสำคัญที่ชี้ให้เห็นว่าการปนเปื้อนจีเอ็มโอเป็นสิ่งที่ยากจะจัดการ ทันทีที่พืชจีเอ็มโอถูกปล่อยออกสู่สิ่งแวดล้อมซึ่งมักจะเป็นในพื้นที่เปิด มันเป็นไปไม่ได้ที่จะเรียกทุกอย่างให้กลับคืนมาเหมือนเดิม”



ในปี 2548 และ 2549 พบว่า “ข้าว” ผลผลิตหลักของโลกมีการปนเปื้อนจีเอ็มโอ ซึ่งยังไม่ได้รับการยอมรับและถือเป็นสิ่งผิดกฎหมายในหลายประเทศไม่รวมสหรัฐอเมริกา ข้าวจีเอ็มโอของเบเยอร์ที่รู้จักกันในนาม “ลิเบอร์ตี้ ลิงค์”ปนเปื้อนในข้าวของสหรัฐอเมริกาส่งผลให้ตลาดโลกต่างพากันปฏิเสธข้าวจากสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะประเทศในสหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และฟิลิปปินส์ สิ่งนี้เป็นการชี้ทางผู้ค้าข้าวชั้นนำของไทยและเวียตนาม ซึ่งเป็นประเทศผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่เป็นอันดับ 1 และ 2 ของโลกให้แสดงจุดยืนร่วมกันเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ด้วยการลงนามไม่ค้าข้าวจีเอ็มโอ และจะปลูกเฉพาะข้าวปลอดจีเอ็มโอเพื่อปกป้องความหลากหลายของข้าวพันธุ์ธรรมชาติ และรักษาตลาดส่งออกของทั้งสองประเทศ



“กรณีการปนเปื้อนนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าพืชจีเอ็มโอเป็นสิ่งที่ไม่สามารถควบคุมได้และเป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม การปนเปื้อนจีเอ็มโอทำให้ไทยเกิดความสูญเสียทางการตลาดทางด้านผลิตผลทางการเกษตรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังที่เห็นได้จากการที่ผู้บริโภคจำนวนมากทั่วโลกปฏิเสธพืชจีเอ็มโออย่างต่อเนื่อง หากประเทศไทยต้องการรักษาความเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญของโลก และผูกขาดความเป็นครัวของเอเชีย รัฐบาลต้องยับยั้งความคิดของนายธีระ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ที่จะล้มเลิกมติ ครม. ที่ห้ามทดลองพืชจีเอ็มโอทุกชนิดในระดับไร่นา” ณัฐวิภากล่าวทิ้งท้าย



กรีนพีซรณรงค์เพื่อต่อต้านพืชจีเอ็มโอรวมทั้งผลิตภัณฑ์อาหารที่มีส่วนผสมของพืชจีเอ็มโอทั้งหมด ซึ่งเป็นกลไกสำคัญบนหลักการของความยั่งยืน ทั้งนี้เพื่อปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพ และให้ประชาชนทุกคนเข้าถึงอาหารที่มีคุณค่าและปลอดภัย การตัดต่อพันธุกรรมเป็นเทคโนโลยีที่ล้าสมัยและไม่เป็นที่ต้องการของสังคมโลกอีกทั้งยังทำลายความหลากหลายทางชีวภาพ และสร้างความเสี่ยงให้กับผู้บริโภค




้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ

น.ส.ณัฐวิภา อิ้วสกุล ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านพันธุวิศวกรรม (จีเอ็มโอ) โทร. 085-256-8854

น.ส.วิริยา กิ่งวัชระพงศ์ ผู้ประสานงานสื่อมวลชน โทร.089-487-0678 หรือ 02-357-1921 ต่อ 115

0 ความคิดเห็น  

วันปลอดรถโลก CAR-FREE DAY 22 กันยายน 2550



วันปลอดรถโลก CAR-FREE DAY 22 กันยายน 2550



ที่มาของวันปลอดรถโลก
วันปลอดรถโลกเป็นวันที่ประชาชนในเมืองต่างๆ เฉลิมฉลองวันที่ปราศจากเสียงดัง ความเครียด และมลพิษที่มาจากรถยนต์ ทุกๆ ปีในวันที่ 22 กันยายน ผู้คนทั่วโลกจัดงานทั้งเล็กและใหญ่เพื่อแสดงให้เห็นทางเลือกนอกเหนือจากรถยนต์


วันปลอดรถโลกเริ่มจัดขึ้นในช่วงวิกฤติน้ำมันในต้นค.ศ. 1970 และได้มีการจัดงานวันปลอดรถหลายงานในเมืองต่างๆ ในยุโรปในช่วงต้นค.ศ. 1990 สำหรับวันปลอดรถนานาชาติจัดขึ้นในยุโรปในพ.ศ.2533 ซึ่งเป็นโครงการนำร่องสำหรับการรณรงค์ "อยู่ในเมืองโดยไม่ใช้รถ" ของสหภาพยุโรป โครงการรณรงค์นี้พัฒนาไปเป็นสัปดาห์แห่งการเคลื่อนไหวร่างกายในยุโรป


ในพ.ศ.2543 นิตยสาร Car Busters (ผู้ริเริ่มเครือข่ายปลอดรถโลก) ได้ประกาศเรียกร้องให้มี "วันปลอดรถโลก" เพื่อให้เข้ากับวันปลอดรถโลกของยุโรปในวันที่ 22 กันยายน ตั้งแต่นั้นมาเครือข่ายปลอดรถโลกได้เดินหน้าเชิญชวนให้นักกิจกรรมและประชากรให้จัดงานวันปลอดรถโลกในวันที่ 22 กันยายนหรือวันใกล้เคัยง

* การผลิตรถ 1 คันปล่อยคาร์บอนไดออกไซต์ 4 ตัน และสารก่อมลพิษอื่นๆ เกือบ 317.51 กิโลกรัมออกสู่บรรยากาศ

* หากประชาชน 1 คน ใช้ระบบขนส่งมวลชนตลอด 1 ปี แทนการขับรถไปทำงาน จะสามารถลดการปล่อยแก๊สเหล่านี้ออกสู่บรรยากาศ: ไฮโดรคาร์บอน 4.2 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซต์ 64.5 กิโลกรัม และ ไนโตรเจนออกไซต์ 2.3 กิโลกรัม นอกจากนี้รถบัสขนาด 40 ฟุตยังเท่ากับ รถยนต์ 58 คัน


*กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้* ขอเชิญร่วมรณรงค์ขี่จักรยาน ลดโลกร้อนในวันปลอดรถ Car-Free Day ในวันเสาร์ที่ 22 กันยายน 2550 จากสนามศุภชลาสัย – ลานคนเมือง – สนามศุภชลาสัย รวมระยะทาง 12.51 กิโลเมตร

อาสาสมัครและ ผู้สนับสนุนกรีนพีซกรุณายืนยันการเข้าร่วมภายในวันศุกร์ที่ 31 สิงหาคม 2550 ที่โทร. 02 357 1921 เพื่อนัดหมายจุดนัดพบ


*หมายเหตุ* ผู้ใดที่ไม่มีจักรยานเรามีจักรยานเตรียมไว้ให้ค่ะ


เรามาขี่จักรยานเพื่อรณรงค์ให้คนไทยลดการใช้รถยนต์เพื่ออากาศที่บริสุทธิ์มากขึ้นกันเถอะ


--


พันธกิจของกรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

"เรามุ่งมั่นที่จะปกป้องสิทธิด้านสิ่งแวดล้อม

เปิดโปงและหยุดยั้งอาชญากรรมต่อสิ่งแวดล้อม

พร้อมกับเร่งรัดการพัฒนาที่สะอาด

ด้วยวิธีเปิดเผย สร้างสรรค์ บนพื้นฐานของสันติวิธี"


Greenpeace Southeast Asia's Mission Statement

"Safeguard environmental rights,

Expose and stop environmental crimes,

Advance clean development."


กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ :
http://www.greenpeace.or.th

1 ความคิดเห็น  

จุดสูงสุดโลกร้อนใกล้กว่าที่คาด

English text is after Thai.

นักวิทยาศาสตร์เตือนจุดสูงสุดโลกร้อนใกล้กว่าที่คาด
The Guardian, 16 สิงหาคม 2550

จุดสูงสุดของภาวะโลกร้อนอาจใกล้เข้ามากว่าที่เคยคาดไว้ นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่าการสูญเสียแผ่นน้ำแข็งในกรีนแลนด์จำนวนมหาศาลอาจจะไม่สามารถหยุดยั้งได้ในปัจจุบัน และนำไปสู่ภาวะน้ำทะเลเพิ่มระดับขึ้นอย่างรุนแรงทั่วโลก


ในการรวบรวมงานวิจัยเกี่ยวกับจุดสูงสุดของภาวะโลกร้อน ซึ่งเป็นความเสียหายจากสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างไม่สามารถกลับไปเหมือนเดิมได้และเพิ่มขึ้นในอัตราสูงนั้น นักวิจัยสรุปว่าความเสี่ยงด้านต่างๆ นั้นสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ในรายงานฉบับล่าสุดของคณะทำงานระหว่างประเทศเพื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC)

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าแผ่นน้ำแข็งในกรีนแลนด์ละลายทั้งหมด นั่นจะทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น 7 เมตร รายงานของ IPCC ระบุว่า การละลายของน้ำแข็งใช้เวลาประมาณ 1,000 ปี แต่รายงานฉบับนี้ซึ่งจัดทำโดยทิม เลนตัน แห่งมหาวิทยาลัยอีส แองเกลีย แสดงให้เห็นว่าการแตกแยกของแผ่นน้ำแข็งอาจเกิดเร็วขึ้นภายใน 300 ปี ศาสตรจารย์เลนตันกล่าวว่า "เรารู้ว่าแผ่นน้ำแข็งในยุคน้ำแข็งสุดท้ายพังทลายลงเร็วกว่าที่ต้นแบบสำหรับศึกษาภาวะโลกร้อนจะสามารถติดตามบันทึกทันได้ ดังนั้นต้นแบบต่างๆ ของเราจึงเป็นที่รู้กันว่าอืดอาดเกินไป"

การศึกษาของเลนตันระบุว่าโลกเราจะมีจุดสูงสุด 8 จุด ภายในสิ้นศตวรรตนี้ ซึ่งรวมถึงการทำลายป่าฝนอะเมซอน การละลายของแผ่นน้ำแข็งในทวีปแอนตาร์กติกา และการล่มสลายของกระแสน้ำทะเลทั่วโลกที่รู้จักกันในชื่อการไหลเวียนเทอร์โมฮาลีน หากการไหลเวียนนี้หยุดลง มรสุมอินเดียและธารน้ำในคาบสมุทรอินเดียจะถูกหยุดลง

ศาสตราจารย์เลนตันกล่าวว่าวิธีการทำงานของ IPCC ซึ่งรวมไปถึงการทบทวนงานวิจัยหลายฉบับ ทำให้สามารถเปิดเผยออกเป็นรายงานที่แคบกว่าของทีมงานของเขา เขาเพิ่มเติมว่าการล่มสลายที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของแผ่นน้ำแข็งกรีนแลนด์นั้นอยู่ใกล้กว่าที่คิดเพราะโลกมีระบบของตัวเองที่มีศักยภาพแฝงอยู่ "ถ้าคุณสามารถทำให้ระดับของแก๊สเรือนกระจกคงที่ได้เท่ากับในปัจจุบัน โลกก็จะยังคงร้อนมากขึ้นไปอีกอยู่ดี (ภายในพ.ศ.2643)

การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิทั่วโลกเพียงแค่ 1 องศาเซลเซียสก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้น้ำแข็งกรีนแลนด์เกือบพังทลายลง การคาดการณ์ของ IPCC สำหรับพ.ศ. 2643 คืออุณหภูมิที่เพิ่มขึ้น 1.1-6.4 องศาเซลเซียส

------

Scientists warn on climate tipping points
Alok Jha
The Guardian
Thursday August 16 2007

Some tipping points for climate change could be closer than previously thought. Scientists are predicting that the loss of the massive Greenland ice sheet may now be unstoppable and lead to catastrophic sea-level rises around the world.

In drawing together research on tipping points, where damage due to climate change occurs irreversibly and at an increasing rate, the researchers concluded that the risks were much greater than those predicted by the latest report by the Intergovernmental Panel on Climate Change (IPCC).

If the Greenland ice sheet melted completely, for example, it would raise global sea levels by seven metres. According to the IPCC report, the melting should take about 1,000 years. But the study, by Tim Lenton of the University of East Anglia, showed the break-up could happen more quickly, in 300 years. Professor Lenton said: "We know that ice sheets in the last ice age collapsed faster than any current models can capture, so our models are known to be too sluggish.

"His study identified eight tipping points that could be passed by the end of this century. They include the destruction of the Amazon rainforest, the melting of the west Antarctic ice sheet, and a collapse of the global ocean current known as the thermohaline circulation. If that circulation stopped, the Indian monsoons and the gulf stream could be shut down.

Prof Lenton said the IPCC way of working, including multiple reviews, caused it to issue more conservative reports than his team's studies. He added that the inevitable collapse of the Greenland ice sheet was closer than thought because of the latency in the Earth's climate system. "If you could stabilise the greenhouse gas levels to today's level, you'll still get some further warming [by 2100]."

A global average temperature rise of just 1C would be enough to slip the Greenland ice over the edge. The IPCC's prediction for 2100 is a rise of 1.1C-6.4C.

----

วิธีง่ายๆ ช่วยหยุดโลกร้อน

สำคัญที่สุด.. คุณต้องตั้งใจแน่วแน่ว่าจะช่วยหยุดโลกร้อน จำให้ขึ้นใจต้องใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และเลือกใช้พลังงานสะอาด

* อาบน้ำด้วยฝักบัว ประหยัดกว่าตักอาบหรือใช้อ่างอาบน้ำถึงครึ่งหนึ่งในเวลาเพียง 10 นาที ปิดน้ำขณะแปรงฟัน ประหยัดได้เดือนละ 151 ลิตร
* ใช้หลอดไฟตะเกียบ ประหยัดกว่าหลอดธรรมดา 4 เท่า ใช้งานนานกว่า 8 เท่า แต่ละหลอดช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 4,500 กิโลกรัม
* ใช้ตู้เย็นแบบ 2 ประตู ขนาดความจุ 400 ลิตร ตั้งอุณหภูมิที่ 3-5 องศา และ -17 - -15 องศาในช่องแช่แข็ง มีประสิทธิภาพในการประหยัดไฟมากที่สุด
* เปิดแอร์ที่ 25 องศา อุณหภูมิต่ำกว่านี้ใช้พลังงานเพิ่มขึ้น 5 - 10 %
* ใช้แล็บท็อป จอแบน ประหยัดไฟมากกว่าคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะถึง 5 เท่า จำไว้ screen server และหมวดสแตนบายด์ไม่ได้ช่วยประหยัดไฟ พลังงานที่เสียไปเท่ากับซื้อคอมพิวเตอร์ใหม่ได้ 1 เครื่อง และพริ้นเตอร์เลเซอร์ประหยัดพลังงานมากกว่าอิงค์เจ็ท
* พกถุงผ้าไปช็อปปิ้งแทนการใช้ถุงพลาสติก แต่ละปีทั่วโลกทิ้งถุงพลาสติกจากซูเปอร์มาร์เก็ตหลายแสนล้านใบ อย่าลืมว่า ลดขยะเท่ากับลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
* ใส่เสื้อผ้าฝ้ายออร์แกนิค และใช้เครื่องใช้รีไซเคิล หรือนำกลับมาใช้ใหม่ได้
* ปลูกต้นไม้ 1 ต้นดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 1 ตันตลอดอายุขัย และรดน้ำช่วงเช้า และกลางคืน ป้องกันการระเหย


-----
กรีนพีซ เอเชีย ตะวันออกเฉียงใต้ทำงานรณรงค์เพื่อยุติภาวะโลกร้อน - http://www.greenpeace.or.th
พันธกิจของกรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

"เรามุ่งมั่นที่จะปกป้องสิทธิด้านสิ่งแวดล้อม
เปิดโปงและหยุดยั้งอาชญากรรมต่อสิ่งแวดล้อม
พร้อมกับเร่งรัดการพัฒนาที่สะอาด
ด้วยวิธีเปิดเผย สร้างสรรค์ บนพื้นฐานของสันติวิธี"

Greenpeace Southeast Asia's Mission Statement "
Safeguard environmental rights,

Expose and stop environmental crimes,
Advance clean development. "

กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ : http://www.greenpeace.or.th

4 ความคิดเห็น  

Stop New Clear Plants from Being Built

โปรดลงชื่อต่อต้านการสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์โดยคลิดที่ link ด้านล่าง

AN URGENT CALL TO STOP THE $50 BILLION NUKE POWER GIVE-AWAY


From Bonnie Raitt, Jackson Browne, Graham Nash and Harvey Wasserman:Musicians United for Safe Energy (MUSE)


As early as this Friday, Congress may approve legislation allowing the Department of Energy to approve $50 billion and more in federal loan guarantees to build new nuclear power plants.


Take Action!


The nuclear industry itself has made it clear that this astonishing taxpayer give-away is the only way new atomic reactors will be built in this country. After fifty years of proven failure, neither Wall Street nor the utility industry wants to finance new atomic construction without your taxpayer dollars to guarantee their investments. You might think that after half a century, technology once sold on the promise of being "too cheap to meter" would be able to raise its own funding. But it can't.


By contrast, no federal guarantees are needed for the billions of dollars being invested in building new wind farms all over the world. Now the reactor industry falsely claims that it can help solve the global warming problem, even though nukes cause major CO2 emissions in the mining, milling and enriching of nuclear fuel, in the reactor construction and decommissioning process, and in the long-term management of spent radioactive fuel, for which there is no real solution.


No New Nukes!


A single dollar spent on increased efficiency saves as much energy as ten dollars spent on nuclear power can produce. But under a phony "green" guise, the industry wants to exploit a single-sentence loophole in the Energy Bill passed by the U.S. Senate to cash in on virtually limitless federal loan guarantees. The sentence was slipped into the law without open debate.
It is essential that we stop this gargantuan nuclear rip-off from happening. This is just the first major battle in what will be a long, hard fight to stop atomic energy from once again derailing the necessary transition to a global economy based on the efficient, equitable use of natural energies provided by our Mother Earth.


Thanks and No Nukes!
Bonnie, Jackson, Graham & Harvey

0 ความคิดเห็น  

Join Global Warming Virtual March

English text is after Thai.

ลงชื่อร่วมกองทัพออนไลน์ต้านโลกร้อน

ภาวะโลกร้อนไม่ใช่ความเห็น แต่เป็นความจริงทางวิทยาศาสตร์ วิทยาศาสตร์แสดงให้เห็นว่ากิจกรรมของมนุษย์มีผลกระทบมหาศาลต่อโลก ซึ่งส่งผลต่อความเป็นอยู่ที่ดีและความอยู่รอดของเรา อย่างไรก็ตามเราสามารถเริ่มซ่อมแซมโลกอย่างมากมายเพื่อทำให้ผลกระทบเหล่านั้นกลับกลายเป็นดี แต่เราทำได้โดยการลงมือทำอย่างทันที่เท่านั้น

เราจึงขอให้ท่านช่วยส่งต่ออีเมล์นี้ไปให้เพื่อนของคุณเพื่อที่เสียงของพวกเขาจะเป็นส่วนหนึ่ง

โปรดคลิกที่นี่เพื่อลงชื่อร่วมกองทัพออนไลน์ต้านโลกร้อน http://www.stopglobalwarming.org/sgw_join.asp

====

Global warming isn't opinion. It's a scientific reality. The science shows that human activity has made enormous impacts to our planet that affect our well-being and survival. We can however begin to make significant repairs to reverse those impacts — but only through immediate action.

That's why we urge you to forward this bulletin to all of your friends so their voices can be counted!

Click Here to Join the StopGlobalWamring.org Virtual March http://www.stopglobalwarming.org/sgw_join.asp

Thanks for your support,
StopGlobalWarming.org

----------

พันธกิจของกรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

" เรามุ่งมั่นที่จะปกป้องสิทธิด้านสิ่งแวดล้อม
เปิดโปงและหยุดยั้งอาชญากรรมต่อสิ่งแวดล้อม
พร้อมกับเร่งรัดการพัฒนาที่สะอาด
ด้วยวิธีเปิดเผย สร้างสรรค์ บนพื้นฐานของสันติวิธี"

Greenpeace Southeast Asia's Mission Statement

" Safeguard environmental rights,
Expose and stop environmental crimes,
Advance clean development. "

กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ : http://www.greenpeace.or.th

0 ความคิดเห็น  

Environmental News Bits from Around Asia


English text is after Thai.

ญี่ปุ่น

รถยนต์เชื้อเพลิง

นักศึกษามหาวิทยาลัยวาเซดะ สาธิตการทำงานของรถยนต์ไฮบริดประหยัดพลังงานรุ่นใหม่ล่าสุด ด้วยความเร็ว 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จุดเด่นของรถอยู่ที่น้ำหนักเบาพิเศษ ใช้พลังงานจากเซลล์เชื้อเพลิง และแบตเตอรี่ไฮบริด ออกแบบมาสำหรับการนั่งคนเดียว มีความสูง 2 เมตรโดยประมาณ คาดว่าจะสามารถเปิดตัวและทดลองขับจริงภายในปีนี้

----

ไทย

ปั๊มน้ำมันพลังแสงอาทิตย์

บริษัทบางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) เปิดสถานีบริการน้ำมันพลังงานทดแทนที่สมบูรณ์แบบทั้งระบบ โดยใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ ผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อนำไปใช้ในการจ่ายน้ำมัน และแสงสว่างภายในร้านสะดวกซื้อ ทดแทนกระแสไฟฟ้าจากการไฟฟ้านครหลวง ซึ่งช่วยประหยัดการใช้พลังงาน และลดปัญหาภาวะโลกร้อน โดยเปิดให้บริการเป็นแห่งแรกของประเทศ ณ สถานีน้ำมันบางจาก สาขาเกษตร

----

ไต้หวัน

ไต้หวันเล็งผุดโรงไฟฟ้าพลังคลื่น

เฉินจินเต๋อ เจ้าหน้าที่กระทรวงเศรษฐกิจของไต้หวันกล่าวว่า ไต้หวันมีแผนการที่จะสร้างโรงไฟฟ้าพลังกระแสคลื่นในพื้นที่ชายฝั่งตะวันออกของประเทศ ซึ่งหากแล้วเสร็จจะถือเป็นโรงงานไฟฟ้าพลังกระแสคลื่อนแห่งแรกของเอเชีย โดยจะอาศัยพลังมหาศาลของกระแสคลื่นคุโรชิเอะ หรือกระแสคลื่นดำ ที่มีระยะกว้างถึง 150 กม. และมีอัตรการเคลื่อนที่ที่ 1 เมตรต่อวินาที ขณะนี้ทางการไต้หวันอยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ ซึ่งคาดว่าจะใช้งบประมาณถึง 6 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 198 ล้านบาท) ในการดำเนินการดังกล่าว

==============

JAPAN

One-person fuel cell powered vehicle



The students of Japan 's Waseda University have made an ultra lightweight, fuel cell powered vehicle that use a fuel cell and capacitor hybrid batteries. It rides with a speed of 50kph and is two meters in length and was available for demonstration at the university's open campus in Tokyo on 5 August 2007. The University is hopeful to produce this more one-person electric vehicle.

----

THAILAND

Petrol station powered by sun

PTT yesterday officially opened Thailand's first solar-cell petrol station, on Bang Na-Trat Road, km 14, in Samut Prakan's Bang Phli district, in response to the government's energy-conservation campaign.

"This is the latest innovation in the oil business and represents another step forward in alternative-energy development, following PTT's pioneering introduction of gasohol and natural gas for vehicles," said president Prasert Bunsumpun.
The PTT station has been generating and using electricity from its solar-cell generating unit since May 26. Its generating system is linked to the transmission network of the Metropolitan Electricity Authority (MEA), so that during periods of excess capacity, it can sell the surplus to the MEA.
The station has 243 1.55-square-metre monocrystalline-silicon solar-cell plates on the roof of its dispenser island. Each plate generates 180 watts of electricity, giving the array a total generating capacity of 43.74 kilowatts. The power is used for the fuel dispensers and surrounding area, as well as for the station's lighting.
Prasert said the solar-cell sheets installed on the station have a useful life of 20 years.
He said the benefits from just one pilot solar-cell-powered petrol station could be measured immediately. The reduction in power demand saves about 15,000 litres of fossil fuel a year and reduces the release of carbon dioxide into the atmosphere by as much as 33,726 kilograms per year.
----

TAIWAN

Taiwan to Embark on Ocean Current Power Generation

The government is now discussing the possibility of large-scale ocean current power generation, using the strong Kuroshio current off the east coast of Taiwan to generate up to 1.68 trillion kilowatt-hours per year, official
s at cabinet-level Council for Economic Planning and Development (CEPD) said Monday.

--
พันธกิจของกรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
"เรามุ่งมั่นที่จะปกป้องสิทธิด้านสิ่งแวดล้อม
เปิดโปงและหยุดยั้งอาชญากรรมต่อสิ่งแวดล้อม
พร้อมกับเร่งรัดการพัฒนาที่สะอาด ด้วยวิธีเปิดเผย สร้างสรรค์
บนพื้นฐานของสันติวิธี"
Greenpeace Southeast Asia's Mission Statement
"Safeguard environmental rights,
Expose and stop environmental crimes,
Advance clean development. "

กรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้:
http://www.greenpeace.or.th

0 ความคิดเห็น  

The World on Hot Seat, Bill Passed, Holding Major Conferences

- English Version After Thai -

ภาวะโลกร้อนเป็นเรื่องที่พลโลกพากันหวาดกลัว และมีการถกเถียงกันว่าสภาวะดังกล่าวเกิดขึ้นเพราะ ธรรมชาติ หรือ น้ำมือมนุษย์ กันแน่

ท้ายที่สุดเห็นพ้องต้องกันว่ามนุษย์นั่นแหละตัวดี ด้วยสาเหตุที่มาจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ การตัดไม้ทำลายป่า การย่อยสลายของสิ่งมีชีวิต อุปกรณ์เครื่องใช้อำนวยสะดวกในชีวิตประจำวัน เช่น โฟม กระป๋อง สเปรย์ เครื่องทำความเย็น ตู้เย็น ฯลฯ

ในประเทศไทยมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 344 ล้านตัน โดยเป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ที่มาจากภาคพลังงาน 56% ของก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดในประเทศ


รองลงมา คือ ภาคเกษตรกรรม 24% จากขยะมูลฝอยและของเสีย 8% จากป่าไม้และการใช้ที่ดิน 7% และจากกระบวนการอุตสาหกรรม 5%


ดังนั้นการแก้ปัญหาโลกร้อนจึงควรให้ความสำคัญมากที่สุดที่ภาคพลังงาน


ล่าสุดกระทรวงพลังงานได้ลงนามในสัญญากับสถาบันการเงิน 11 แห่ง เพื่อให้ธุรกิจต่างๆ กู้เงินหลายพันล้านบาทเพื่อลงทุนกับการอนุรักษ์พลังงานและโครงการพลังงานสะอาด ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญไปสู่อนาตของการประหยัดพลังงาน


นอกจากนี้กระทรวงพลังงานกำลังรณรงค์ให้ประชาชนเปลี่ยนมาใช้หลอดไฟที่กินไฟสูงมาใช้หลอดไฟประหยัดพลังงานแทน โดยในปลายปีนี้ โรงงานผลิตหลอดไฟประหยัดพลังงานจะเปิดดำเนินการ นอกจากจากกระทรวงพลังงานยังผลักดันให้ผลิตพลังงานนิวเคลียร์อีกด้วย


ในระดับนานาชาติ นั้น หน่วยงานให้ความช่วยเหลือและผู้กำหนดนโยบายนานานาชาติต่างๆ ได้เรียกร้องให้ประเทศในเอเชีย แปซิฟิคระบุเรื่องภาวะโลกร้อนไว้ในแผนพัฒนาประเทศ


สำนักงานเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐได้กระตุ้นให้รัฐบาลของประเทศในเอเชีย แปซิฟิคบูรณาการข้อมูลภาวะโลกร้อนไว้ในโครงการพัฒนาประเทศและประเมินผลว่าแผนพัฒนาต่างๆ มีผลกระทบระยะยาวต่อภาวะโลกร้อนหรือไม่


ส่วนในสหรัฐอเมริกานั้น ประธานาธิบดี จอร์จ บุชได้เชิญนานาชาติร่วมประชุมเรื่องภาวะโลกร้อนเพื่อหารือยุทธศาสตร์แก้ปัญหาระยะยาวในวันที่ 27-28 กันยายน 2550 ซึ่งเป็นสัปดาห์เดียวกับที่องค์การสหประชาชาติ ( ยูเอ็น) มีแผนจัดประชุมโลกร้อนที่สำนักงานใหญ่ในนครนิวยอร์ค


การประชุมครั้งนี้จะหารือเรื่องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกระยะยาวโดยสมัครใจ และอาจมีการเจรจาร่วมมือกับภาคเอกชนเพื่อส่งเสริมพลังงานสะอาด


ส่วนการประชุมของยูเอ็นมีขึ้นเพื่อหารือทิศทางสู้โลกร้อน หลังพิธีสารเกียวโตซึ่งเรียกร้องให้ชาติอุตสาหกรรม 35 ชาติ ลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก 5% จากระดับปี 2533 ภายในปี 2555 แต่สหรัฐไม่ได้ให้สัตยาบันในพิธีสาร ส่วนชาติกำลังพัฒนาขนาดใหญ่อย่างจีน อินเดีย และบราซิลได้รับยกเว้นจากข้อกำหนด



นอกจากนี้ สหรัฐอเมริกายังได้แก้ปัญหาเรื่องโลกร้อนโดยการผ่านกฎหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเ มื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2550 โดยกำหนดให้โรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าผลิตพลังงานจากพลังงานลมและแสงอาทิตย์เป็นปริมาณ 15% ภายในพ. ศ. 2563


มาตรฐานดังกล่าวจะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ ตัวการหลักที่ทำให้โลกร้อนได้ถึง 500 มิลลิตัน และหากนำเงื่อนไขที่ดีที่สุดที่ได้รับความเห็นชอบในกฎหมายทั้งจากฉบับของวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎรมารวมกัน สหรัฐจะสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 18% เมื่อถึงปี 2573 นอกจากนี้การให้ความสำคัญกับการนำพลังงานที่นำกลับมาใช้ใหม่มาผลิตกระแสไฟฟ้าจะช่วยลดราคาก๊าซธรรมชาติและค่าไฟฟ้า และช่วยให้ผู้บริดภคชาวสหรัฐประหยัดเงินได้ถึงมากกว่า 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ( ประมาณ 3 ล้านบาท )


เห็นได้ว่าทั่วประเทศกำลังตื่นตัวเรื่องภาวะโลกร้อนซึ่งเป็นปัญหาที่สำคัญยิ่งเพราะมีผลกระทบต่อโลกและสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย


อย่าลืมว่าเราทุกคนก็ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขปัญหาโลกร้อนได้ โดยการเปลี่ยนวีถีชีวิตเล็กๆ น้อยๆ หนึ่งคนก็คือหนึ่งหยดน้ำเมื่อรวมกันก็หลายเป็นมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ได้ ต่อไปนี้เป็นวีธีง่ายๆ เพื่อหยุดโลกร้อน


* อาบน้ำด้วยฝักบัว ประหยัดกว่าตักอาบหรือใช้อ่างอาบน้ำถึงครึ่งหนึ่งในเวลาเพียง 10 นาที ปิดน้ำขณะแปรงฟัน ประหยัดได้เดือนละ 151 ลิตร

* ใช้หลอดไฟตะเกียบ ประหยัดกว่าหลอดธรรมดา 4 เท่า ใช้งานนานกว่า 8 เท่า แต่ละหลอดช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 4, 500 กิโลกรัม

* ใช้ตู้เย็นแบบ 2 ประตู ขนาดความจุ 400 ลิตร ตั้งอุณหภูมิที่ 3-5 องศา และ -17 - -15 องศาในช่องแช่แข็ง มีประสิทธิภาพในการประหยัดไฟมากที่สุด

* เปิดแอร์ที่ 25 องศา อุณหภูมิต่ำกว่านี้ใช้พลังงานเพิ่มขึ้น 5 - 10 %

* ใช้แล็บท็อป จอแบน ประหยัดไฟมากกว่าคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะถึง 5 เท่า จำไว้ screen server และหมวดสแตนบายด์ไม่ได้ช่วยประหยัดไฟ พลังงานที่เสียไปเท่ากับซื้อคอมพิวเตอร์ใหม่ได้ 1 เครื่อง และพริ้นเตอร์เลเซอร์ประหยัดพลังงานมากกว่าอิงค์เจ็ท

* พกถุงผ้าไปช็อปปิ้งแทนการใช้ถุงพลาสติก แต่ละปีทั่วโลกทิ้งถุงพลาสติกจากซูเปอร์มาร์เก็ตหลายแสนล้านใบ อย่าลืมว่า ลดขยะเท่ากับลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

* ใส่เสื้อผ้าฝ้ายออร์แกนิค และใช้เครื่องใช้รีไซเคิล หรือนำกลับมาใช้ใหม่ได้

* ปลูกต้นไม้ 1 ต้นดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 1 ตันตลอดอายุขัย และรดน้ำช่วงเช้า และกลางคืน ป้องกันการระเหย


นอกจากนี้ท่านยังสามารถช่วยลดภาวะโลกร้อนได้โดยสนับสนุนองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรอิสระที่ทำกิจกรรมรณรงค์ต่างๆ เพื่อเปลี่ยนทัศนคติและพฤติกรรมเพื่อปกป้องและอนุรักษ์ สิ่งแวดล้อมและส่งเสริมสันติภาพ หากท่านต้องการเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือสิ่งแวดล้อม โปรดเข้าไปที่เว็บไซต์ของกรีนพีซ

เอเชียตะวันออกเฉียงใต้: http://www.greenpeace.or.th และหากสนใจสิ่งที่องค์กรนี้ทำท่านสามารถสมัครเป็นอาสาสมัครหรือร่วมบริจาคได้ที่เว็บไซต์ดังกล่าว



--------



Everybody is scared of Global Warming. There was debates whether this crisis was caused by nature or humans.



The agreement was humans, who burn fossil fuels in factories, deforestation, fossil composition and equipments in our daily lives such as foam, can, spray, coller, refrigerator, etc.


Thailand has 344 tons of greenhouse gas emissions. The energy sector releases 56% of carbon dioxide (greenhouse gas).



The second cause is from agricultural sector (24%), garbage and waste (8%), forests and land uses (7%) and industrial precesses (5%)



As a result, the energy sector should be given most importance in tackling global warming.



The Ministry of Energy just signed a contract with 11 financial institutions to lend billions of baht to invest to energy conservation and renewable energies. This is a big step to the energy-saving future.



Moreover, the Ministry is campaigning for replacing incandescent light bulbs with energy-saving bulbs. Late this year, Factories producing energy-saving light bulbs will be in operation. In addition, he Ministry is also pushing for nuclear energy.



On an international level, international aid agencies and policy makers have called on countries in Asia Pacific to address climate change in their national development plans..



The US Agency for International Development urged Asia-Pacific fevernments to intergrate climate information into development projects and assess if the plans might have long-term impacts on global warming.



In USA, President Bush invited countries to the climate change conference to consult on long-term strategies on September 27-28, 2007, the same week the UN holds the climate change conference in New York.


The meeting will be a consultation on how to reduce greenhouse gas emissions in a long-term and voluntarily. There might be a negotiation to cooperate with the public sector to support renewable energies.



The UN conference will be held to consult for global warming reduction after the Kyoto Protocol which called on 35 industrialized nations to reduce greenhouse gas emissions by 5% in 1990 within 2012 was not pledged by the US whereas other industrialized nations which is China, India and Brazil were exempted.



USA did more to tackle global warming by passing a bill to reduce greenhouse gas emissions on August 5, 2007, indentifying power plants to generate electricity from wind and solar energies for 15% within 2020.



The bill will reduce carbon dioxide emission for 500 millitons.



We can see that the whole world is on a hot seat about climate change, which is a critical issue because it affects the world and all living beings.



But despite the international efforts, do not forget that you can be a part of the solution by changing your lifestyle a little. One person is a drop in an ocean, together they become a vast ocean. The following are simple ways to stop global warming.



* Taking a bath by using a shower head can save a half more water in 10 minutes. Turning of the tap while brushing teeth can save 141 litres of water a month.


* Using energy-saving bulbs save 4 times more energy than the usual incandescent light bulbs and have 8 times more of lifetime. Each energey-saving bulb can reduce 4,500 kilograms of carbon dioxide.

* Change you refrigerator to 2-doors type with storing capacity of 400 litres and adjust the thermostat to 3-5 degrees celcius and to -17 to -15 in the freezer.
Adjust an air conditioner's thermostat to 25 C. Lower than this consume 5-10% more of energy.

* Using a laptop with flat screen can save 5 times more energy than a desk computer. Remember that screen saver and stand-by mode waste energy equaled to buying a new computer. Laser printer save more energy than Engjet.

* Carry your cloth bag instead of using plastic bags. All over the world, hundred thousands of plastic bags are dumped from supermarkets. Remember that reducing garbage means reducing carbon dioxide emission.

* Wear organic cotton clothes and use recyclable equipments.

* Planting a tree can absorb 1 ton of carbon dioxide throughout its lifetime. Watering plants in the morning and evening to prevent evaporation.


There is another way you can help reduce global warming: by supporting a non-profit independent organization that campaign to change attitudes and behaviors to protect and conserve the environment and promote peace. If you would like to be a part to save the environment, please go to Greenpeace Southeast Asia's website at http://www.greenpeace.or.th and if you are interested to be our volunteers or make a donation, you can do so at the website.


--
พันธกิจของกรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

" เรามุ่งมั่นที่จะปกป้องสิทธิด้านสิ่งแวดล้อม
เปิดโปงและหยุดยั้งอาชญากรรมต่อสิ่งแวดล้อม
พร้อมกับเร่งรัดการพัฒนาที่สะอาด
ด้วยวิธีเปิดเผย สร้างสรรค์ บนพื้นฐานของสันติวิธี"

Greenpeace Southeast Asia's Mission Statement

" Safeguard environmental rights,
Expose and stop environmental crimes,
Advance clean development. "

กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ : http://www.greenpeace.or.th

0 ความคิดเห็น