ยินดีต้อนรับสู่ บล็อกกรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ๆ เราบอกเล่าเรื่องราวความเป็นไป เบื้องหลังการทำงาน ข้อคิด ความคิดเห็น เพิ่มเติมจาก งานที่เราทำ

ชั่วเจ็ดที ดีเจ็ดหน



เมื่อทั้งตัวคุณและนักข่าวที่เดินทางร่วมกับคุณถูกจับ และถูกส่งตัวออกนอกประเทศ นั่นเป็นสัญญาณว่าคุณกำลังทำสิ่งที่ถูก อย่างน้อยนั่นก็เป็นความจริงหากคุณทำงานให้กับองค์กรที่ลงมือปฏิบัติการสันติวิธีเพื่อต่อสู้กับความอยุติธรรม

ในท่ามกลางการถูกกักตัวและการถูกส่งตัวออกนอกประเทศ ความตึงเครียดและน้ำตา ในอินโดนีเซีย ยังมีข่าวดีเกิดขึ้น! นั่นคือ รัฐบาลอินโดนีเซียได้ระงับใบอนุญาตประกอบการของ APRIL ซึ่งเป็นบริษัทผลิตกระดาษและเยื่อกระดาษ บนคาบสมุทรกัมปาร์ นี่หมายถึง APRIL ถููกห้ามไม่ให้ทำลายป่าและป่าพรุที่อุดมไปด้วยก๊าซคาร์บอนในพื้นที่แห่งนี้ ในขณะที่ใบอนุญาตของบริษัทอยู่ในระหว่างการพิจารณาทบทวน

นักกิจกรรมของเราได้ปฏิบัติการเพื่อหยุดการทำลายป่าและป่าพรุบนคาบสมุทรกัมปาร์ และเน้นย้ำบทบาทอันยิ่งใหญ่ที่การทำลายป่าและป่าพรุที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในขณะที่เหลืออีกเพียง 17 วันก่อนการประชุมสุดยอดของสหประชาชาติ ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ณ กรุงโคเปนเฮเกน เห็นได้ชัดเจนว่าเหล่านักกิจกรรมได้สร้างความระคายเคืองให้กับผู้เกี่ยวข้องจำนวนเล็กน้อยในอินโดนีเซีย แต่พวกเขาได้ยกระดับความสนใจของนานาชาติเกี่ยวกับประเด็นการทำลายป่าขึ้นอย่างมากนัก

ในขณะที่เ้จ้าหน้าที่กำลังเคลื่อนย้ายนักกิจกรรมของเราออกจากค่าย เราขอเรียกร้องให้ประธานาธิบดีอินโดนีเซียเคลื่อนย้ายผู้กระทำผิดที่แท้จริง และแสดงความเป็นผู้นำในช่วงเวลาที่เหลืออยู่ก่อนการประชุม ณ โคเปนเฮเกน โดยหยุดการทำลายป่าที่เกิดขึ้นต่อเนื่องโดยบริษัทใหญ่ทั้งหลาย

ในขณะนี้ยังไม่แน่ชัดว่าผู้คนจากนอกประเทศอินโดนีเซียและสื่อมวลชนจะได้รับอนุญาตให้เข้าเยี่ยมค่ายหรือไม่ ไม่ว่าจะในฐานะแขกที่ถูกต้องตามกฎหมายของประเทศต่างๆ หรือในฐานะนักข่าว นอกจากนี้ แน่นอนว่ามีโอกา่สที่เจ้าหน้าที่รัฐจะพยายามปิดค่ายอีกครั้ง เราไม่สามารถยอมให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นได้ เจ้าหน้าที่รัฐบาลอินโดนีเซียต้องหยุดขมขู่นักกิจกรรมที่ปฏิบัติการอย่างสันติ ผู้ซึ่งกำลังช่วยประธานาธิบดียุดโฮโยโนให้เติมเต็มพันธะที่เขาได้สร้างขึ้น เพื่อลดการปล่อยก๊าซคา์์ร์บอนไดออกไซต์ปริมาณมหาศาลของอินโดนีเซีย

เมื่อตำรวจพยายามปิดค่ายครั้งล่าสุด พวกเขาถูกยุติการกระทำนั้นโดยประชาชนในท้องถิ่นจำนวนมากล้น ที่ก้าวออกมาสนับสนุนค่ายของเรา อีกครั้งที่ชุมชนท้องถิ่นได้กลับมายังค่ายเพื่อส่งแรงสนับสนุน แม้ว่าตำรวจยังสอดส่องดูแลค่ายเหมือนเมฆดำที่ลอยปกคลุม เราไม่มีทางแน่ใจได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป...

อย่างไรก็ตาม นี่เป็นข้อความแสดงข่าวดีอีกข่าวจากเคียร่า ซึ่งเป็นนักกิจกรรมชาวอิตาลีจากเกาะซิสิลี่ ที่ได้เขียนข้อความต่อไปนี้ขณะที่กำลังจะถูกส่งตัวออกนอกประเทศจากอินโดนีเซียในวันนี้ เธอถูกกักตัวโดยตำรวจก่อนที่จะเดินทางมาถึงค่ายเสียด้วยซ้ำ !

สวัสดี นักต่อสู้เพื่อป่า!

คุณอาจจะรู้แล้วว่าฉันเป็น "ชาวอิตาเลียนที่อันตรายที่สุดคนหนึ่งในอินโดนีเซีย" และฉันกำลังจะออกนอกประเทศภายในไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้าเพื่อกลับสู่อิตาลี จนถึงขณะนี้ฉันแน่ใจว่าหลายคนคงรับรู้ดีแล้วว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้างกับนักกิจกรรมของเรา ณ ค่ายผู้พิทักษ์สภาพภูมิอากาศ

ทอม โครินนา และนักข่าว 2 คน ที่เดินทางร่วมกับเราไปยังค่าย ได้รับคำสั่งการส่งตัวออกนอกประเทศเมื่อ 2 วันที่แล้ว และเมื่อวานเรากลับสู่กรุงจาการ์ตา ที่ซึ่งคนจากสถานทูตอิตาลีไปรับไรมอนโด (นักข่าว) และตัวฉัน เพื่อนำตัวกลับประเทศ ภายใต้อำนาจของสถานทูต

ทอมและตัวฉันได้ร่วมงานแถลงข่าว ซึ่งจัดโดยกรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อให้เราเล่าเรื่องราวของเราออกสู่สื่อมวลชนต่างประเทศและท้องถิ่น

ตั้งแต่ขณะที่เราถูกตำรวจสั่งให้หยุด ณ ไม่กี่กิโลเมตรจากค่าย สำนักงานกรีนพีซในอิตาลีก็เริ่มส่งข่าวประชาสัมพันธ์และโทรสารพวกเขายังได้โทรศัพท์ไปยังกระทรวงการต่างประเทศในอินโดนีเซียด้วย พวกเขาปฏิบัติงานได้ยอดเยี่ยม และสิ่งที่พวกเขาทำบังเกิดผลอันแข็งแกร่งในสื่อมวลชน โดยสร้างความสั่นสะเทือนไปยังทุกระดับของวงการการเมืองในอิตาลี

ฉันให้สัมภาษณ์ต่อหนังสือพิมพ์ วิทยุ และนิตยสารในประเทศ หลายสิบแห่ง และเมื่อวานนี้ หนังสือพิมพ์เอสเพรสโซตีพิมพ์บทสัมภาษณ์ไรมอนโด พร้อมลงชุดภาพที่สวยงาม

และผลตอบรับนั้นเหลือเชื่อ ! รัฐบาลอิตาลีได้ประกาศจุดยืนอันแข็งแกร่งในด้านการปกป้องป่า เพื่อปกป้องสภาพภูมิอากาศ เป็นครั้งแรก !

นอกจากนี้กระทรวงการต่างประเทศได้เรียกร้องคำอธิบายจากทูตอิตาลีในอินโดนีเซีย ในขณะที่รองประธานาธิบดีอินโดนีเซียและผู้แทนของเขากำลังเดินทางมาเยือนกรุงโรมในโอกาสเชื่อมสัมพันธ์ทางการทูต

อีกไม่กี่ชั่วโมงฉันจะได้รับการคุ้มกันโดยท่านทูตไปยังสนามบินเพื่อไปรับหนังสือเดินทาง จากนั้นฉันจะถูกส่งตัวกลับอิตาลี ฉันต้องการส่งอ้อมกอดอันอบอุ่นที่สุดไปยังผู้คนที่ค่ายที่ฉันไำม่มีโอกาสร่วมปฏิบัติการด้วย ฉันภูมิใจมากกับสิ่งที่พวกคุณทำ และจะทำต่อไป

โปรดติดตามต่อไป อีกนานนักกว่าการพิทักษ์ป่าของเราจะจบสิ้่น และเราต้องการแรงสนับสนุนจากท่าน!

baci e abbracci a tutti (ขอส่งรอยจูบและอ้อมกอดถึงทุกคน)

เคียร่า

>> อ่านบล็อกทุกฉบับจากค่ายผู้พิทักษ์สภาพภูมิอากาศ

0 ความคิดเห็น  

อีกวันที่สวยงามและยาวนาน กับการปกป้องป่า กู้วิกฤตโลกร้อน

๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๒
Climate Defenders Camp
Teluk Meranti
จังหวัด Riau อินโดนีเซีย

วันนี้ตื่นตั้งแต่ตี ๕ ครึ่ง เมื่อคืนอากาศดี นอนดูดาวจนหลับไปเลย มีคนมาส่องไฟดูเป็นระยะๆ รู้สึกเหมือนอยู่ใน Night Safari แต่ก็หลับได้ ไม่มีปัญหา เสียงปลุกเช้านี้เป็นเสียงเรียกให้ไปดูจระเข้ ตัวยาวประมาณ ๒ เมตร (ระยะนี้ไม่แน่ใจ เพราะมันไกลมาก) คิดในใจเมื่อวานลงเล่นน้ำ เดบี้เตือนว่าในแม่น้ำมีจระเข้ ก็ไม่เชื่อเค้า เกือบไปแล้วมั้ยเราว่ายน้ำก็ไม่เป็น วันนี้ร๊อปตื่นสาย มาถึงท่าน้ำจระเข้ตัวใหญ่ ก็ว่ายลับสายตาไปแล้ว เลยถามยูดี้ว่า แน่ใจเหรอว่าไม่ใช่ปลาโลมา ยูดี้ตอบ “ ผมว่าผมรู้นะว่าจระเข้กับโลมาว่ายน้ำยังไง” เรื่องนี้เรียกเสียงหัวเราะของทุกคนได้แต่เช้าอาหารเช้าวันนี้เป็นข้าวผัด กับไข่เจียวอีกแล้ว ถึงจะเบื่อแต่ก็ต้องกิน

หลังอาหารเช้า พวกเราสมาชิกทีมสร้างเขื่อน ต้องกลับมาเศร้ากันอีกครั้ง เพราะวันนี้นิโคลัส อาสาสมัครหนุ่มจากเบลเยียม ผู้มีบุคลิกอันโดดเด่น และเป็นที่รักของทุกคน ต้องเดินทางกลับ ที่น่าประทับใจมากคือวันนี้นิโคลใส่ชุดที่ไปทำเขื่อน ซึ่งสกปรกมากเป็นชุดเดินทาง ทุกคนพร้อมใจกันมาส่งนิคโดยไม่ต้องร้องขอ ผู้ร่วมเดินทางของนิโคลัสอีก ๒ คน คือ แอนดี้ เจ้าหน้าที่รณรงค์ด้านมหาสมุทรและป่าไม้จากอังกฤษ ส่วนอีกคนจำชื่อเค้าไม่ได้จริงๆ

วันนี้ลอร่าตื่นสายมาก จนโดนประณามว่าเป็นผู้หญิงขี้เกียจ ซึ่งก็ยอมรับด้วยความยินดี เมื่ออยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา และยังมีเวลาอีกประมาณ ๑ ชั่วโมงก่อนไปเขื่อน เราเลยเริ่มทำความสะอาดห้องนอนครั้งใหญ่ ปํญหาคือค่ายเราสร้างด้วยไม้สด และมีฝนตกเป็นระยะ ทำให้ไม้ขึ้นรา ทุกคนไม่สบาย ไอ นอนไม่หลับและหายใจไม่ออก แต่ก็ไม่มีใครคิดจะออกมานอนข้างนอก ยกเว้นอุ้มกับนุ่น แบบว่าใครทนได้ก็ทนกันไป

หลังจากดูตารางงานวันนี้ มีชื่อนิโคลัส (ซึ่งกลับไปแล้ว) อยู่ยามคืนนี้ด้วย เลยขออยู่ยามแทน ตอนตี ๔ ถึง ๖ โมงเช้า กับดีดี้ ไม่เข้าใจระบบการจัดการของผู้จัดการค่ายหมือนกัน หลังทีมเขื่อนออกเดินทาง ที่ค่ายก็เริ่มกิจกรรม โตจัทกับทีมอีก ๒ คน เอาชุดส้มที่เพิ่งซื้อออกมาสกรีน คิดว่ากว่าจะเสร็จคงเที่ยงเพราะโดนป่วนเป็นระยะๆ จากคนที่เอาเสื้อ หมวก ชูชีพ และอื่นๆ มาให้สกรีน พอดีวันนี้วันอาทิตย์มีตลาดที่เตลุก เมอรันติ (มีแค่อาทิตย์ละครั้ง) ทางค่ายต้องไปซื้ออาหารสด เลยขอติดไปช๊อปปิ้งด้วย พี่แป๋งกับพี่ท๊อปก็อยากไปแต่ผู้จัดการค่ายบอกว่าไปไม่ได้ ตอนแรกคิดว่าคงไม่อยากให้คนไปเยอะ เพราะต้องไปซื้ออาหาร แต่เอาเข้าจริง มีไปกันตั้ง ๑o คน เป็นฝรั่งที่ขอติดไปเดินเล่นชมเมืองด้วย (ไม่เข้าใจเค้าอีกแล้ว)

ที่ตลาดบรรยากาศคล้ายๆกับตลาดสดบ้านเรา มีของแทบทุกอย่าง ที่คนในหมู่บ้านอยากได้ ทั้งเสื้อผ้า อาหารสด เช่นไก่ ก็เลี้ยงกันในหมูบ้าน ปลา บางส่วนก็จับจากแม่น้ำ ผัก ผลไม้ ส่วนใหญ่จะเก็บมาจากสวน ยาสมุนไพร อุปกรณ์การเกษตรต่างๆ ซึ่งใส่มาในรถเข็นเล็กๆ คล้ายรถเข็นปูน (ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง) พื้นตลาดเป็นโคลน ลื่นมาก ลอร่าเกือบจะล้มไปนับสิบครั้ง สุดท้ายต้องถอดรองเท้าเดิน ที่นี่ไม่มีไฟฟ้า ต้องใช้เครื่องปั่นไฟ ผัก และผลไม้จึงไม่ค่อยสด ตอนเดินในตลาดรู้สึกเหมือนกับเป็นนักท่องเที่ยว บางคนมาขอถ่ายรูป และพูดคุยกับเรา (นุ่น กับลอร่า อาสาสมัครชาวเยอรมัน) ส่วนใหญ่เป็นคนที่เคยไปที่ค่าย แล้วจำเราได้ โชคดีที่ได้เดบี้ เป็นล่ามส่วนตัว สนุกดีได้ลองกินขนมที่นี่หลายอย่าง อร่อยดี

หลังซื้อของเสร็จ เราแวะไปที่บ้านพักของเราในหมู่บ้าน ซึ่งต้อนรับอย่างอบอุ่นด้วยรวมมิตรมะม่วงในน้ำกะทิ แปลกดี ไม่เคยกิน วันนี้ขอแนะนำภาษาบาฮาซ่า คำว่า “Selamat Datang” แปลว่า “ยินดีต้อนรับ”และ “Selamat Jalan” แปลว่า “ลาก่อน” ได้มาจากป้ายหน้าหมู่บ้าน

กลับมาที่ค่ายอาหารเที่ยงวันนี้เป็นไก่ในน้ำแกงไม่แน่ใจว่าชื่ออะไร วันนี้น้ำหมดอีกแล้ว หลังข้าวเที่ยงไม่มีน้ำล้างจาน โจอังบอกว่าประมาณบ่าย ๒ โมง ต้องการคนไปช่วยที่เขื่อน ๑๕ คน ให้ช่วยกันลงชื่อ ประมาณบ่ายโมงโจอังบอกให้รีบแต่งตัวเพราะอาจต้องไปก่อนโบโน่มา นุ่นกับลอร่ารีบเปลี่ยนเสี้อผ้าภายใน ๓ นาที ๕ นาทีต่อมาโจอัง (อีกแล้ว) แจ้งกับเราว่าต้องการคนแค่ ๖ คน เฉพาะผู้ชาย แบบว่าผู้หญิงอย่างเราก็เซ็ง จากนั้นก็เปลี่ยนเสื้อผ้าอีกที ตั้งใจว่าวันนี้จะไม่ยอมไปเขื่อนอีกแล้ว

บ่ายวันนี้ลมแรงมาก ที่ค่ายวุ่นวายกันใหญ่กลัวเต็นท์จะพังอีกรอบ ท่าทางจะมีบิ๊กโบโน่ บ่าย ๓ โมงกว่า ทุกคนพร้อมกันที่ท่าน้ำหน้าค่ายเพื่อรอดูโบโน่ลูกใหญ่ เรือยาง ๒ ลำออกไปซ้อมโต้คลื่น นำทีมโดยกัปตันโยย่น ส่วนอีกลำเป็นกัปตันยานเซ่น ซึ่งโชว์ฝีมือได้ไม่แพ้กัน วันนี้ไม่มีใครอาบน้ำที่แม่น้ำ เพราะกลัวจระเข้ ก่อนอาหารเย็น Hungry Band ก็เริ่มเปิดการแสดงอีกครั้ง (ชื่อวงได้มาจากเครื่องดนตรีหลักทั้งจาน ชาม ช้อน ส้อม ถังน้ำ และกีต้าร์ ประมาณว่าพร้อมกินทันที) อาหารเย็นมีเทมเป้ผัดกับเต้าหู้ แล้วก็ผักลวกราดซอสถั่ว คล้ายๆ กับพระรามลงสรงที่บ้านเรา หลังอาหารเย็นก็สรุปกิจกรรมวันนี้บุสตาแจ้งว่าพรุ่งนี้วันจันทร์ตำรวจคงมาเยี่ยมเราอีกครั้ง ส่วนอุ้มกับพี่ริวก็สบายดี พักผ่อนอยู่ที่โรงแรมที่เปกันบารู น่าจะกลับพรุ่งนี้ ส่วนทีมจีนพรุ่งนี้จะออกเดินทางประมาณตี ๕ ครึ่ง เพื่อไปดูพื้นที่แห่งความโง่เขลา (ตั้งเลียนแบบภาพยนตร์ "ยุคแห่งความโง่เขลา (Age of Stupid) ที่ฉายรอบปฐมทัศน์ทั่วโลกไปเมื่อเดือนกันยายน 52) ส่วนการสร้างเขื่อนก้าวหน้ามากคาดว่าจะเสร็จภายในวันอังคาร พรุ่งนี้ตื่น ๖ โมง ตอนเช้าต้องการคน ๑o คน ส่วนที่เหลือให้ตามไปตอนบ่ายเพื่อช่วยกันขนทราย คืนนี้ลอร่าออกมาผูกเปลนอนข้างนอก (คงเริ่มทนไม่ไหว) คืนนี้ต้องอยู่ยามตอนตี ๔ ถึง ๖ โมง

เป็นอีกวันที่สวยงามและยาวนาน

นุ่น

ส่วนของน้องอุ้ม---

โรงแรม DYAN GRAHA ในตัวเมืองเปกันบารู

ตื่นมาไม่รู้ว่ากี่โมงแล้ว ห้องที่โรงแรมไม่มีนาฬิกาเลย เลยเปิดทีวีดูเผื่อว่าจะมีเวลาบอกแบบทีวีในเมืองไทย แต่ก็ไม่มี พอดีมีรายการทีวีอินโดรายการหนึ่งพูดว่า ซาลามัท ปากี ที่แปลว่าสวัสดีตอนเช้าก็เลยรู้แค่ว่าตอนนี้ยังไม่เที่ยง พอสักพักก็มีนักร้องอินโดออกมาร้องเพลงๆหนึ่ง ที่ตอนอยู่ค่ายได้ยินบ่อยมาก เพราะแม่ครัวที่เป็นแม่ของเรนดี้เปิดฟังให้ลูกของเธอฟังทุกวัน วันละหลายๆรอบทั้งเช้า กลางวัน เย็น ก่อนและหลังอาหาร ก็นะฟังมาตั้งนานเพิ่งจะได้เห็นหน้านักร้องนี่ละ ดูๆไปก็คล้ายนักร้องลูกทุ่งบ้านเราเหมือนกัน มีนักร้องอินโดเอาเพลง ดูม ดูมของทาทา ยังมาร้องคัฟเวอร์ด้วย แปลกดีพิลึก

แล้ววันนี้จะทำอะไรดีล่ะเนี่ย เค้าบอกให้ Take a rest แล้วไอ้แทค อะ เรสนี่เค้าทำอะไรกันบ้างล่ะ จะให้นอนอย่างเดียวเลยหรอ ฉันไม่ได้ป่วยใกล้ตายนะคะ

หลังจากกินโจ๊กที่เอาติดมาจากเมืองไทยแล้วก็หลับอีก พอสักพักก็มีโทรศัพท์มาพูดภาษาอินโดใส่ ฉันไม่เข้าใจ พูดอังกฤษซิคะ เค้าก็เลยบอกว่ามิสเตอร์แมมโบรอคุณอยู่ที่ล็อบบี้ข้างล่าง ดีใจว่ะ เลยรีบชวนพี่ริวลงไปข้างล่างด้วยกัน

แมมโบมากับดิคกี้ พอเจอหน้ามันก็ขำใหญ่เลย ถามว่าขำอะไร มันก็บอกว่าขำที่ยูป่วยไง ซะงั้นอ่ะ นั่งคุยกันสักพัก ดิคกี้ต้องรีบกลับค่ายแล้ว อิจฉาอ่ะ อยากกลับเดี๋ยวนี้ เราก็เช็คแฮนด์กันเพื่อร่ำลา หวังว่าจะได้เจอกันอีกนะ สวีทตี้ แมน

รู้จากแมมโบว่าตอนนี้สิบเอ็ดโมงแล้ว เลยชวนพี่ริวไปหาอะไรกินนอกโรงแรม เดินๆวนๆมั่วๆกันไปก็ได้กินซะที พี่ริวกินอะไรสักอย่างที่คล้ายๆมะตะบะชุบแป้งทอด ส่วนฉันก็กินอะไรสักอย่างที่คล้ายๆบะหมี่น้ำบ้านเรา เสร็จแล้วก็เดินกลับโรงแรม ระหว่างทางแวะซื้อของนิดหน่อย ซื้อทิชชูเปียกไว้เข้าห้องน้ำที่ค่าย เลือกห่อใหญ่เผื่อพี่แป๋งที่มีภารกิจสำคัญทุกเช้าด้วย พอดีเหลือบไปเห็นกระทิงแดง กับ M-150 เข้าทางเลยเรา กะว่าจะซื้อไปฝากพี่ท้อปกับพี่แป๋งซะหน่อย ซื้อช็อคโกแลตแท่งหนึ่งมาฝากเจ้าหญิงด้วยล่ะ กลับโรงแรมกินยาแล้วก็นอนอีก
ตื่นมาพี่ริวมาเคาะประตูห้องบอกว่าพี่ท้อปโทรมา เลยรีบวิ่งไปห้องพี่ริว ก็ยังดีแหละนะที่มีใครติดต่อมาบ้าง คุยกับพี่ท้อป พี่แป๋ง พี่นุ่น สักพักกลับมาที่ห้องสั่งต้มยำกุ้งมากิน เผ็ดมากมาย กินยาคิดว่าจะนอนต่อ พอดีไฟดับทั้งโรงแรม มองอะไรไม่เห็นเลย พี่ริวก็ออกไปหาอะไรกินข้างนอกด้วย ทำไงดีล่ะ หลอนเลยเรา พอดีพี่ท้อปโทรมาอีกรอบบอกว่าอยากให้หายป่วยก่อนแล้วถึงจะให้กลับ เลยบอกไปว่าไม่เป็นอะไรแล้ว อยากกลับพรุ่งนี้เลย พี่ท้อปเลยบอกว่าเดี๋ยวจะคุยกับร็อบให้

ผ่านไปชั่วโมงนึงไฟมา มีโทรศัพท์มาจากริชชี่กับฮาลิมโทรมาถามว่าโอเคมั้ย จะให้กลับพรุ่งนี้ กินข้าวกันหรือยัง ก็ตอบ Yes สำหรับทุกคำถามเลย พอวางสายเลยรีบโทรบอกฟร้อนท์ให้โทรปลุกตอนแปดโมงด้วย เพราะฮาลิมบอกจะมารับตอนเก้าหรือไม่ก็สิบโมงเช้า เฮ้อ ดีใจว่ะ นึกว่าจะต้องเหงาตาย ง่อยกินคาโรงแรมที่นี่เสียแล้ว นอนหลับๆตื่นๆทั้งคืน ไฟดับอีกหลายรอบจนไม่อยากจะนับแล้ว
ห้ามป่วยอีกนะบอสทั้งหลายของเธอรอแอสซิสแทนซ์อยู่

อุ้ม

2 ความคิดเห็น  

วันเปิดค่าย

๒๖ ตุลาคม ๒๕๕๒
Climate Defenders Camp
หมู่บ้านเตลุก เมอรันติ
จังหวัดรีอาล ประเทศอินโดนีเซีย

วันนี้เป็นวันเปิดค่าย ทุกคนวุ่นวายกันนิดหน่อย เนื่องจากต้องรีบเตรียมค่ายให้เสร็จ พิธีเปิดจะมีช่วงบ่าย โดยจะมีชาวบ้านในหมู่บ้าน รวมถึงสื่อมวลชนต่างๆ ทั้งสื่อท้องถิ่นและสื่อต่างประเทศมาเข้าร่วม ประมาณ ๓oo คน ชาวบ้านบางส่วนมากันตั้งแต่เช้า เพื่อเตรียมพื้นที่ในการทำอาหารเลี้ยงในงาน เมนูวันนี้มีแพะเป็นพระเอก ซึ่งเดินทางมาถึงค่ายในวันที่พวกเราเดินทางมาถึง (มันน่ารักมาก แต่ไม่กล้าไปเล่นด้วยกลัวไม่กล้ากิน) ส่วนพวกเรา (ทีมไทย) มีนัดประชุมกับ Petteli ซึ่งเป็น Action Coordinator จากฟินแลนด์ (บ้านเกิดซานตาครอส) ตอน ๙ โมง เรื่องการทำเขื่อน ตกลงกันว่าหลังอาหารเที่ยงเราจะไปดูพื้นที่ที่จะสร้างเขื่อนที่แรกด้วยกัน Petteli บอกเราว่าที่ที่เราจะสร้างเขื่อน (หนึ่งในปฏิบัติการอย่างสันติวิธี) อยู่ห่างจากค่ายไปประมาณ ๙ กิโลเมตร เราต้องนั่งเรือปอมปอง (Pompong) ไป ประมาณ ๔๕ นาที อากาศที่นั่นประมาณ ๕o องศาเซลเซียส ร้อนมาก เมื่อไปถึงเราต้องเดินเท้ากันต่ออีกประมาณ ๑ กิโลเมตร ขึ้นอยู่กับระดับน้ำ และคาดว่าเขื่อนของเราจะสร้างเสร็จภายในเวลาไม่ถึง ๒ อาทิตย์ (ถ้าไม่มีเรื่องให้ประหลาดใจ)

งานหลักของพวกเราวันนี้ คือเอาผ้าใบมุงหลังคาที่พักให้เสร็จ และเคลียร์พื้นที่ในคลองที่เราต้องสร้างเขื่อน งานสร้างเขื่อนจริงๆ จะเริ่มในวันพุธ คลองที่เราจะสร้างเขื่อนเป็นหนึ่งในคลองที่ชาวบ้านในอดีตขุดขึ้นเพื่อใช้ในการลำเลียงไม้ออกจากป่า ดังนั้นจุดประสงค์หลักในการสร้างเขื่อนของเราคือ ๑) เพื่อหยุดไม่ให้น้ำไหลออกมาจากป่าพรุ (Peatland) และป้องกันไม่ให้พื้นที่ป่าพรุแห้ง ซึ่งจะทำให้ดินมีฤทธิ์เป็นกรด ส่งผลต่อน้ำในแม่น้ำ ๒) ป่าพรุบนคาบสมุทรกัมปาร์ เป็นป่าผืนใหญ่ของอินโดนีเซีย และเป็นพื้นที่ที่มีความลึกของซากพืชทับถมกันมากที่สุดในโลก โดยบางจุดมีความลึกกว่า ๒o เมตร ๓) นับเป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอนตามธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งบนโลก
บานี่เล่าให้ฟังว่า เดิมพื้นที่ป่าพรุในคาบสมุทรกัมปาร์ มีขนาดถึง ๗ แสนตารางกิโลเมตร แต่ในปัจจุบันพื้นที่ ๓ แสน ๕ หมื่น ตารางกิโลเมตร ถูกครอบครองและทำลายโดยฝีมือมนุษย์ ทั้งเพื่อสร้างที่อยู่อาศัย การทำเกษตรโดยปลูกพืชเชิงเดี่ยว แต่สิ่งเลวร้ายที่สุดที่พวกเรายืนหยัดต่อสู้กันอยู่คือการใช้ในเชิงธุรกิจอุตสาหกรรม เช่น ตัดไม้ ถางป่า ขุดคลองระบายน้ำออกจากป่าพรุ เมื่อป่าพรุแห้ง ก็เผาป่า เพื่อปลูกอกาเซีย (คล้าย ๆยูคาลิปตัส) เพื่อผลิตกระดาษ และการปลูกปาล์มน้ำมัน ถ้าเดินเข้าไปจากจุดที่เราสร้างเขื่อนประมาณ ๒ ชั่วโมง จะมีชั้นพีซ หนาประมาณ ๓ เมตร ก่อนจะถึงชั้นของดินลักษณะพีซคือซากของต้นไม้และพืชที่เน่าเสียผุพังทับถมกันมาเป็นเวลานาน ซึ่งเต็มไปด้วยแร่ธาตูต่างๆ มากมาย ให้ลองนึกถึงภาพขี้เลื่อยปริมาณมากๆ กองทับถมกัน เมื่อฝนตกลงมา ก็สามารถเก็บกักน้ำไว้ได้ในปริมาณมาก ความสมบูรณ์ของป่าพรุสังเกตได้จากสีของน้ำที่ออกมาจากป่าพรุ จะมีสีค่อนข้างแดง ส่วนรสชาติเปรี้ยวนิดหน่อย (ชิมมาแล้ว) มีความสำคัญต่อระบบนิเวศอย่างมากมายมหาศาล ทั้งกับพืช สิ่งมีชีวิตต่างๆ รวมถึงมนุษย์ด้วย ถ้าน้ำไหลออกมาจากป่าพรุจนหมด ต้นไม้ในป่าก็จะตาย และส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศเป็นอย่างมาก กฏหมายของอินโดนีเซียระบุว่า ถ้าจะถางป่า ความลึกของพีซต้องไม่เกิน ๑ เมตร (ซึ่งที่ที่เกินแน่นอน อย่างไม่ต้องสงสัย)

พวกเราเลิกงานประมาณ ๕ โมงเย็น โดย ปอมปองจะมารอเพื่อรับเรากลับมาส่งที่ค่าย

วันนี้เราอาบน้ำในแม่น้ำ หน้าค่าย สนุกดี อาหารเย็นวันนี้เป็นอาหารอินโดนีเซีย โดยมีแม่ครัวจากหมู่บ้านมาทำอาหารให้ อาหารเย็น ๑ ทุ่มครึ่ง ค่อนข้างช้า คงต้องให้เวลาปรับตัวอีกหน่อย ก่อนนอนมีประชุมสรุปประจำวัน บุชตากับชายด์เล่าให้ฟังเรื่องกิจกรรมวันเปิดค่าย มีชาวบ้านมาร่วมงานประมาณ ๒oo คน ส่วน Petteri ก็รายงานความคืบหน้าที่เขื่อน เสร็จแล้วก้แยกย้ายกันไปพักผ่อน ที่นี่ไฟจะปิดตอน ๒๒.๓o น. ส่วนการเฝ้ายามในตอนกลางคืนจะเริ่มตอนเที่ยงคืนถึง ๖ โมงเช้า

วันนี้เหนื่อย เปียก สกปรก แต่ก็มีความสุข

นุ่น

4 ความคิดเห็น  

Climate Defenders Camp : ค่ายปกป้องป่า

๒๕ ตุลาคม ๒๕๕๒
Climate Defenders Camp
หมู่บ้านเตอลุก เมอรันติ
จังหวัดรีัอาล อินโดนีเซีย

หลังจากเมื่อคืนทีมเราแตกเป็น ๒ ฝ่าย โดยฝ่ายหญิงตื่นขึ้นมาพร้อมกับอากาศยามเช้าที่สดชื่นในหมู่บ้านเตอลุก เมอรันติ โฮมสเตย์ที่พวกเราบางส่วนพักอยู่ด้วย ส่วนฝ่ายชายต้องตื่นขึ้นมาพร้อมบรรยากาศของเสียงค้อนตอกตะปู เสียงเลื่อยไม้ ที่ค่าย ซึ่งกำลังเร่งการสร้าง เพื่อให้ทันการเปิดค่ายในวันพรุ่งนี้ แต่มีอย่างหนึ่งที่พวกเรารู้สึกเหมือนกันคือ การตื่นขึ้นมาพร้อมกับความเหนียวเหนอะจากการเดินทางไกลกว่า ๑๖ ชั่วโมง แล้วไม่ได้อาบน้ำก่อนนอน

วัตถุประสงค์หลักในการสร้างค่าย คือ
๑) เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวการทำกิจกรรมจากทั่วโลกก่อนการประชุมสุดยอด ของสหประชาชาติ ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ณ กรุงโคเปนเฮเกน ในเดือนธันวาคมนี้

๒) เพื่อให้แน่ใจว่าประเด็นเรื่องป่าต้องถูกพูดถึงและเป็นประเด็นสำคัญในการประชุมนี้

๓) เพื่อเรียกร้องให้ประธานาธิบดียุดโฮโยโน แห่งอินโดนีเซีย ให้คำมั่นในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในประเทศอินโดนีเซีย โดยเริ่มจากที่นี่เป็นที่แรก

๔) เพื่อตั้งคำถามเรียกร้องให้ประเทศที่พัฒนาแล้วนำเงินมาลงทุน เพื่อปกป้องป่า

๕) เป็นส่วนหนึ่งในการป้องกันปัญหาหมอกควันและฝุ่นละอองขนาดเล็กจากการเผาป่า ที่ก่อปัญหาให้กับหลายๆ ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ รวมถึงประเทศไทย

๖) ต้องการผลักดันให้ประเด็นเรื่องการพิทักษ์ผืนป่าเป็นประเด็นนานาชาติ เพราะเรื่องโลกร้อนเป็นสิ่งที่ทุกคนทั่วโลกต้องมีส่วนร่วมในการแก้ไข ไม่ใช่ประเทศใดประเทศหนึ่ง ดังนั้นเหล่าตัวแทนนักกิจกรรมจากกรีนพีชทั่วโลก เช่น เบลเยียม สเปน บราซิล ฟิลิปปินส์ อิตาลี ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ จีน เนเธอร์แลนด์ อังกฤษ เยอรมัน ฟินแลนด์ และที่ขาดไม่ได้ คือ อินโดนีเซีย และ ไทย จึงออกเดินทางโดยมีจุดมุ่งหมายร่วมกันที่นี่ เพื่อร่วมกันเป็นประจักษ์พยานและบอกเล่าให้ทุกคนทั่วโลกได้รู้ว่า ที่นี่ยังมีการทำลายพื้นที่ป่าพรุ ที่อุดมสมบูรณ์ และสำคัญต่อระบบนิเวศมากแห่งหนึ่งของโลกอยู่ โดยธุรกิจอุตสาหกรรมที่ผิดกฏหมาย ซึ่งมีทั้งบริษัทผลิตกระดาษและบริษัทปาล์มน้ำมัน

วันนี้เรื่องราวส่วนใหญ่จะเป็นสภาพโดยทั่วไปภายในค่าย เริ่มต้นจากหน้าตาของ Climate Defenders Camp (ค่ายผู้พิทักษ์ป่าเพื่อกู้วิกฤตโลกร้อน) กันก่อน


ที่ตั้ง: ตัวค่าย ตั้งอยู่ริมแม่น้ำกัมปาร์ ในหมู่บ้านเตลุก เมอรันติ หมู่บ้านเล็ก ๆในจังหวัดรีอาล ซึ่งอยู่ในหมู่เกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย

ส่วนประกอบต่าง ๆ ภายในค่าย
Big Common: คอยต้อนรับแขกที่มาเยี่ยมเยือน มีมุมกาแฟ ใช้สำหรับทานข้าว
ประชุมประจำวัน ร้องเพลง เล่นกีต้าร์ และยังเป็นที่นอนของบางคนในตอนกลางคืน
เอาเป็นว่าที่นี่เป็นที่รวมของกิจกรรมหลายๆ อย่าง ตั้งแต่ตื่นเช้าจนถึงเข้านอน


Small Common: สำหรับประชุมกลุ่มย่อย ตารางกิจกรรมประจำวัน ตู้ยาสามัญประจำบ้าน
ต้อนรับแขกกลุ่มเล็กๆ และเป็นที่นอนประจำของนุ่นกับอุ้มในตอนกลางคืน (มีขาจรมานอนบ้างเป็นครั้งคราว)


Kitchen: เปรียบเหมือนโกดังเก็บอาหาร สำหรับ ๘o ชีวิต (เมื่อค่ายเต็ม)
สามารถเข้า-ออกได้ตลอด ๒๔ ชั่วโมง มีแม่ครัวชาวอินโดนีเซีย เป็นแม่ครัวใหญ่ที่นี่


Bedroom: ห้องนอนแบ่งเป็นห้องผู้หญิง ๑ ห้อง ห้องของทีมเรือ
ส่วนผู้ชายมีเต้นท์ใหญ่ ๔ เต้นท์ ห้องนอนใหญ่ ๑ ห้อง
ช่วงที่ค่ายเต็มบางส่วนต่องไปนอนที่หมู่บ้านเตลุก เมอรันติ


Toilet: เป็นเรื่องที่ลำบากใจที่สุด ในช่วงแรก หลัก ๆ ก็เป็นเรื่องกลิ่น
เวลาจะเข้าห้องน้ำก็ใช้หน้ากากปิดปากปิดจมูก ความรู้สึกคงไม่ต้องบรรยาย ภาพมันฟ้องอยู่แล้ว
รุ่นนี้การใช้งานไม่ยุ่งยากแค่เปิดฝาก็พร้อมใช้ทันที!!


Shower Room: ห้องอาบน้ำมี ๔ ห้อง ขนาดพอดีตัว ไม่มีประตู
ถ้าวันไหนคนเยอะน้ำหมดก็เปลี่ยนไปอาบน้ำในแม่น้ำ
(แต่ปกติทุก ๆ วันคนกว่าครึ่งก็ต้องอาบน้ำในแม่น้ำอยู่แล้ว อันนี้เกื่ยวข้องกับการบริหารค่าย)


Warehouse: ห้องเก็บอุปกรณ์ ผู้ถือกุญแจคือโรดา และโตจัด


Boat Team Room: ห้องนี้เป็นห้องนอนของทีมเรือ เป็นทั้งห้องเก็บ
ของและห้องนอนในตัว เพราะต้องสแตนบายเรือทั้งกลางวันกลางคืน เลยต้องมีห้องส่วนตัว


Water Supply System: ระบบประปาในค่าย โดยสูบน้ำจากแม่น้ำ
แล้วใช้คลอรีนฆ่าเชื้อ


Garbage Bins: เราพยายามแยกประเภทขยะ แต่ไม่ค่อยจะเป็นผล
ไม่แน่ใจว่าปัญหาอยู่ที่วัฒนธรรมท้องถิ่น หรือการจัดการในค่ายกันแน่


Power Supply System: มีแหล่งกำเนิดพลังงานจากสองส่วน
ส่วนแรกจากพลังแสงอาทิตย์ ส่วนที่สองคือใช้เครื่องปั่นไฟ (ถ้าช่วงไหนไม่มีแดด)


Radio Room: ห้องสำหรับการสื่อสาร ทุกรูปแบบ อินเตอร์เน็ต (ระบบดาวเทียม)
วิทยุสื่อสาร โทรศัพท์ดาวเทียม GPS และควบคุมการจ่ายไฟของค่าย
โดยระบบไฟจะเริ่มทำงานตอน ๑oโมงเช้า และปิดตอน ๔ ทุ่ม


ระบบการเดินทางหลัก: ใช้เรือ มีเรือยางของกรีนพีช ๒
และเรือท้องถิ่น (ปอมปองและสปีทโบ๊ท)



ตู้ยา: ซึ่งเต็มไปด้วยอาหารเสริมและวิตามิน และที่ขาดไม่ได้คือยามาลาเรีย
(Klorokuin Fosfat) ซึ่งทุกคนต้องกินเมื่อเดินทางมาถึงค่าย
และต้องกินต่อเนื่องไปทุก ๆ ๗ วัน โดยสุรีย์ พยาบาลประจำค่าย จะเขียนโน๊ต
บอกว่าแต่ละคนกินยาวันแรกเมื่อไหร่ (กลับไปแล้วยังต้องกินต่ออีก ๑ เดือน)


Information: กระดานข่าว จากสื่อต่าง ๆ ซึ่งจะอัพเดทอยู่เรื่อย ๆ

หมดไปอีกวัน............ ขอให้หลับฝันดี

นุ่น


>>อ่านข่าวการปฏิบัติการ "อินโดนีเซียเป็นจุดเริ่มต้นของการทำลายสภาพภูมิอากาศ"

>>ข้อมูลเพิ่มเติมว่าทำไมต้องมีค่ายผู้พิทักษ์ป่า กู้วิกฤตโลกร้อน ที่ http://www.greenpeace.org/seasia/th/climatedefenders

1 ความคิดเห็น  

จับโกหก “ผู้วางแผนนโยบายพลังงาน”

จับโกหก “ผู้วางแผนนโยบายพลังงาน”

…..พลโทหญิง พูนภิรมย์ ลิปตพัลลภ รมว.พลังงาน ประธานในงานสัมมนา เผยว่า ขณะนี้มีชาวบ้านหลายจังหวัดได้ส่งจดหมายมายังกระทรวงพลังงาน เพื่อขอให้มีโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ในชุมชนตัวเอง ที่ได้อ่านจดหมายแล้ว เช่น ชาวบ้านจาก อ.ท่าตะโก จ.นครสวรรค์ ซึ่งเมื่อลงสำรวจแล้วพบว่าชาวบ้านต่างยอมรับโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์มาก

อย่างไรก็ดี เมื่อสอบถามไปยัง นายณอคุณ สิทธิพงศ์ รองปลัดกระทรวงพลังงาน และ ผอ.สพน.ปฏิเสธว่า พื้นที่ดังกล่าวไม่เหมาะสมสำหรับการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์แต่อย่างใด เนื่องจากไม่มีแหล่งน้ำ เพื่อใช้ระบายความร้อน และการระบายความร้อนโดยใช้น้ำจากบึงบอระเพ็ด ก็ถือว่าไม่สามารถทำได้ เพราะไกลเกินไป….

(ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์ , 24 มีนาคม 2551)

รายงาน ข่าวจากกระทรวงพลังงาน แจ้งเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายนว่า ขณะนี้การศึกษาความเหมาะสมในการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์สำเร็จไปแล้วร้อย ละ 62% โดยในส่วนของการคัดเลือกพื้นที่สำหรับตั้งโรงไฟฟ้านิวเคลียร์นั้น ปัจจุบันเข้าสู่ขั้นตอนที่ 2 คือ การคัดเลือกพื้นที่จาก 14 แห่ง เหลือเพียง 4 จังหวัด รวม 5 แห่ง ได้แก่ 1.พื้นที่ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี 2 แห่ง 2.จังหวัดนครศรีธรรมราช 1 แห่ง 3.จังหวัดตราด 1 แห่ง และ 4.จังหวัดนครสวรรค์ 1 แห่ง ขั้นตอนต่อจากนี้เจ้าหน้าที่จากบริษัท เบิร์นแอนด์โลว์ บริษัทที่ปรึกษาความเหมาะสมการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จะต้องลงพื้นที่ ขุดเจาะชั้นหินในระดับความลึก 100 เมตร ของพื้นที่ทั้ง 5 แห่ง เพื่อศึกษาทางธรณีวิทยาสำหรับเลือกพื้นที่ให้เหลือเพียง 3 แห่ง ที่จะใช้ก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ คาดว่าปี 2553 จะคัดเลือกพื้นที่สำเร็จ
(ที่มา : http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1258373478&grpid=00&catid=)

สรุปจากข่าวก็คือ ในตอนแรก(เดือนมีนาคม 2552) บอกว่า นครสวรรค์(อ.ท่าตะโก) “ไม่เหมาะสมสำหรับการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์แต่อย่างใด” แต่ต่อมา (เดือนพฤศจิกายน 2552) กลับบอกว่า นครสวรรค์เป็นหนึ่งในพื้นที่สำรวจความเหมาะสมที่คัดออกมาจากพื้นที่ 14 แห่ง

ไม่มีเหตุผล ยกเว้นแต่ว่า พวกเขาชอบแต่โกหกชาวบ้านไปวัน ๆ


> อ่านการ์ตูนมหันตภัยโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ออนไลน์ คลิก

> อ่านเรื่องงานเปิดตัวจากเยาวชนกรีนพีซเปิดตัวหนังสือการ์ตูนเรื่อง “มหันตภัยโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ : สาส์นจากความมืด”  คลิก



ธารา

0 ความคิดเห็น